ประภัตร โพธสุธน ชี้แจงเหตุการณ์การระบาดของโรคในสุกร โดยเฉพาะเอเอสเอฟ พร้อมยืนยันไม่มีการปกปิดข้อมูล และเน้นความจำเป็นในการตรวจสอบด้วยห้องปฏิบัติการเพื่อแยกโรคที่มีอาการคล้ายกัน รวมถึงความร่วมมือจากภาครัฐและภาคเอกชนในการควบคุมสถานการณ์
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมดีใจที่ท่าน จุลพันธ์เอาเรื่องนี้ขึ้นมาได้ทันเวลา ผมอยากพูดหลายทีแล้วว่าการเข้าใจบนพื้นฐานนี้ไม่ ตรงกันเลย ผมพยายามรวบรวมวันนี้คนเดียวเลยที่จะมาตอบกับเพื่อนสมาชิก ท่านศึกษา ข้อมูลมาอย่างดี ผมเห็นด้วยกับท่าน แต่ผมจะตอบสั้น ๆ เพราะท่านได้ร่ายยาวให้ฟังแล้วว่า เอเอสเอฟ (ASF) เกิดขึ้นที่ประเทศจีนปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ มาบ้านเรา ไปเจอที่ลอยน้ำ ท่านพูดถูก ผมไปเอง แก้ไขเอง ตอนนั้นจะเป็นเดือนสิงหาคม แล้วทำอย่างไร คำว่า เอเอสเอฟ (ASF) เป็นของใหม่ สำหรับผมเองเลยตอนนั้นเพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง ผมไปด้วยตนเองที่เชียงแสน ก็เห็นหมูลอย จริง ๆ มาในแม่น้ำโขง มาจากแม่น้ำรวก แล้วก็ถามกรม อย่างนี้เขาเรียกเป็นอะไรครับ ในครั้งแรกเขาก็บอกว่า น่าจะเป็นโรคที่ระบาดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน คือจากจีนมาเขมร มาลาวแล้วก็มาพม่า เราบอกอย่างนี้ไม่ได้ต้องเช็ก (Check) ให้แน่ ก็ไปจับเอาซากหมูมา มาเช็ก (Check) ดู ห้องแล็บ (Lab) โพซิทีฟ (Positive) ครับ เมื่อท่านรู้อย่างนี้ปั๊บทำอย่างไร หลักสากลท่านอธิบดีทุกคนบอกลงมติ พร้อมทั้งสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งประเทศไทยไปด้วยกัน บอกต้องรีบทำลาย เพราะโรคนี้มันระบาดเร็วมาก ติดต่อเร็ว ดังนั้นรายเล็กรายน้อยก็จำเป็น จะต้องหยุดยั้งให้ได้ นี่เป็นหลักสากลเลยที่ท่านพูดต้องขุด ฝัง กลบ เราก็บอกชายแดน มีทั้งหมดเท่าไร ๑๓ จังหวัดครับ ๑๓ จังหวัดเริ่มตั้งแต่เชียงราย แพร่ น่าน ทุกอย่างเลยครับ มาถึงสระแก้ว ในสัปดาห์เดียวกันนั่นละต้องรีบทำ ก็ทำลายไปในช่วงเริ่มขอเรียนว่า สมาคมเขาให้ความช่วยเหลือดี เราไม่มีเงินครับ เราไม่มีเงินท่านก็ช่วยมา ลงขันมา แต่เงินเรา ไม่ได้หยิบ เขาบอกว่าถ้าอย่างนี้จะให้ผู้เลี้ยงรายย่อย รายเล็กช่วยร่วมมือต้องจ่ายเงิน ดังนั้นสมาคมบอกยินดีครับ เขาก็เรี่ยไรกันมาจ่ายก่อนเป็นงบประมาณประมาณ ๑๓๐ ล้านบาท จ่ายค่าตัวหมูที่ทำลายไปประมาณ ๙๐ ล้านบาท หลังจากนั้นเราก็มาตั้งงบช่วยในช่วง เบื้องต้น ๒-๓ เดือนนี้ เขาช่วยกันเต็มที่ก็สกัดกั้นมาได้ สกัดกั้นได้ผมบอกแค่นี้ไม่พอ คุณต้องเอาผลแล็บ (Lab) หมูที่ทำลาย เพราะตอนทำลายหมูดียังไม่มีอาการเป็นโรค แต่ต้อง สกัดกั้นเสียก่อน แล้วหลังจากนั้นก็เอาผลแล็บ (Lab) มา ผลแล็บ (Lab) มีบอกเสร็จ ผลแล็บ (Lab) บอกว่าไม่พบอหิวาต์แอฟริกาเป็นตรวจไวรัส ตรวจแบบโควิด (COVID) อย่างนี้ ไปพบพีอาร์อาร์เอส (PRRS) นี่ละครับ คือเราไม่ใช่ว่าไม่ยอมรับ คือรายงานมาอย่างนี้ ก่อนที่ผมจะพูดเรื่องอื่นต่อไป อยากจะขอทำความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกที่ทุกคนโจมตีว่า ปกปิดโรคในสุกรที่ตายมากมาย มีด้วยกัน ๓ โรค ๑. เอเอสเอฟ (ASF) แอฟริกา ๒. พีอาร์อาร์เอส (PRRS) ระบบสืบพันธุ์ และระบบหายใจ ๓. ซีเอสเอฟ (CSF) อหิวาต์สุกร ๓ โรคนี้ผมจะอ่านช้า ๆ ให้ท่านฟัง อาการของเขา ๑. เอเอสเอฟ (ASF) จะมีไข้สูง ซึม พีอาร์อาร์เอส (PRRS) มีไข้สูง ซึม ซีเอสเอฟ (CSF) มีไข้สูง แล้วก็ซึม นี่ข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ไม่กินอาหาร ไม่กินอาหาร ไม่กินอาหาร เหมือนกัน ข้อที่ ๓ ขา หลังอ่อนแรงเหมือนกัน แต่อหิวาต์ยังเดินโซซัดโซเซเป็นอัมพาตก่อนอาการทำลาย ระบบประสาท นี่คืออหิวาต์ประจำหมู ท้องเสียมีเหมือนกันท้องเสีย เพื่อนสมาชิกครับ ลำตัวเหมือนกันครับ ลำตัวจะมีรอยช้ำที่ลำตัว แล้วก็ใบหูเหมือนกันเลย ดังนั้นอาการเกิดขึ้น ปั๊บจะตายภายใน ๑ วันหรือ ๒ วัน ทั้งอาการพวกนี้เหมือนกันหมด ถามว่ามียาไหม ไม่มียารักษา แต่มีวัคซีนครับ เอเอสเอฟ (ASF) ไม่มีวัคซีน พีอาร์อาร์เอส (PRRS) มีวัคซีน ที่ฉีดป้องกันได้ แต่ประชาชนรายเล็กรายย่อยไม่อยากฉีดเพราะมันแพง ฉีดครั้งหนึ่ง ๒ เข็ม ส่วนอหิวาต์ฉีดทุกตัวครับ เพราะเข็มละ ๕ บาท ๑๐ บาท ถ้าพีอาร์อาร์เอส (PRRS) เข็มละเป็นร้อยครับ ดังนั้นผมก็ถามเจ้าหน้าที่ว่าอาการทั้ง ๓ อัน มันเหมือนกันทุกอย่าง อย่างนี้แล้วคุณแยกอย่างไร ท่านก็บอกต้องเข้าห้องแล็บ (Lab) ห้องแล็บ (Lab) ของกรมปศุสัตว์ ก็ไปชี้แจงกัน ในนี้ก็มีครับ คือพูดแล้วต้องมีหลักฐาน อันนี้เป็นหมูที่จาก อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ เขาก็ชี้แจงมาที่ดอยหล่อตายพอสมควรก็ลงมาว่า พีอาร์อาร์เอส (PRRS) ยังไม่พบเอเอสเอฟ (ASF) เอเอสเอฟ (ASF) มาเจอกันตอนปี ๒๕๖๕ ที่ไปสำรวจอย่างจริงจัง ๓๐๙ แห่ง เราไปพบที่โรงฆ่าสัตว์นครปฐม ผมจึงต้องทำความเข้าใจกับท่านว่า ผมไม่มีเจตนา ปกปิด รัฐบาลไม่ต้องการจะปกปิด เพราะเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องเสียหายทั้งระบบ ถ้าไปเจอ เอเอสเอฟ (ASF) แล้วไม่ประกาศทั่วโลกไม่เอาด้วย แต่ถ้าเจอต้องประกาศ โอไออี (OIE) เขาจะประกาศด้วยว่าเราเป็น โอเอเอสเอฟ (OASF) ดังนั้นโรคนี้อย่างที่ท่านพูดถูก มันทำลาย ระบบการเลี้ยงหมู รายเล็กรายน้อยหมดตัว เหลือแต่รายใหญ่ ถูก เพราะเขามีเงิน เขาสามารถจะดูแลได้ ผมจะเรียนต่ออีกหมูที่ท่านพูด ๒๒ ล้าน อันนั้นปี ๒๕๖๓ ปี ๒๕๖๓ ส่งออกกันอย่างมากมาย หมูทั้งหมดในประเทศไทยโดยเฉลี่ยแล้วประมาณ ๑๙ ล้านตัว ๑๙ ล้านตัวท่านฟังต่อไปนะ มีผู้เลี้ยง ๑๙๐,๐๐๐ ราย ใน ๑๙๐,๐๐๐ ราย ตรงนี้น่าสนใจ รายย่อยกับรายเล็ก ๑๘๖,๐๐๐ ราย ขึ้นทะเบียน จะเหลือรายใหญ่กับรายกลาง รายใหญ่ มีประมาณ ๒๐๐ รายกลางก็มีประมาณสัก ๓,๐๐๐ เห็นหรือยังครับ คราวนี้ตัวหมู ๑๘๖,๐๐๐ ราย ดูแลหมูเพียง ๓ ล้านเศษ ตีว่า ๔ ล้านกลม ๆ อีก ๒ เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ คนเลี้ยง ครองหมูอยู่ ๑๕ ล้านเห็นหรือยังครับ อิทธิพล บทบาท การที่จะปั่นทุกอย่างได้อย่างที่ท่านพูดถูกครับ อยู่ที่คนรวย รายใหญ่ผมก็แสดงให้ท่านเห็นว่าข้าราชการเขาก็ไม่ต้องการปกปิดเพื่อใคร เพราะงานนี้เขาก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ไม่ว่าจะเป็นกรม หรือกระทรวง พวกเราทำงานเต็มที่ ท่านจะเห็นว่าผมออกไปต่างจังหวัด ท่านรัฐมนตรีว่าการไม่ว่าง ผมไปเองเพื่อทำความเข้าใจ ท่านรัฐมนตรีว่าการท่านเป็นประธานบิกบอร์ด (Big Board) ท่านก็พยายามชี้แจงว่า ต้องแก้ไขอย่างไร อันนี้ผมมาเพื่อจะชี้แจง ไม่ใช่มาแก้ตัวว่าโรค ๓ โรคนี้ใบแล็บ (Lab) มันออกมาเป็น พีอาร์อาร์เอส (PRRS) มันไม่ใช่เอเอสเอฟ (ASF) ดังนั้นผมไม่ใช่สัตวแพทย์ ผมจะไปแย้งเขาได้ไหม ไม่ได้ เพราะรายงานมาอย่างนี้จริง ๆ หมูตายไปทั้งหมดเท่าไร ๒๗๒,๐๐๐ ในแล็บ (Lab) ไม่ได้บอกว่า เอเอสเอฟ (ASF) พีอาร์อาร์เอส (PRRS) มีหลักฐาน ทุกอย่าง คราวนี้รัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็ใจถึงรวดเร็ว ไม่ใช่ว่าช้า ท่านก็อนุมัติ งบกลางมาเลย ๑,๐๑๗ ล้านบาท ต้องชมเชย เห็นใจท่านเหมือนกันล่ะครับท่านได้รับแรงปะทะอยู่คนเดียว เรื่องหมูเอย เรื่องของแพง ทุกอย่างเอาไปผูกไว้กับหมูหมด ผมว่าอย่างนี้ไม่ถูก คราวนี้ท่านตามผมมา อีกนิดหนึ่ง ตรงนี้น่าสนใจครับ ผมให้เขาตีตารางเลยครับจุลพันธ์ ๑. ต้นทุนการเลี้ยง ๒. ขายหน้าฟาร์ม ๓. หมูหน้าเขียง ผมก็เพิ่งจะมาเรียนรู้ตอนหมูแพงจริง ๆ มารู้ว่า การกำหนดการขายเนื้อที่หน้าเขียงกำหนดโดยราคาหน้าฟาร์ม คูณด้วย ๒ บวกด้วย ๒ อันนี้ใครกำหนดรู้ไหมครับ กรมการค้าภายใน อันนี้ต้องทำความเข้าใจ ผู้เลี้ยงสุกร เขาก็อ้างว่า ๑. อาหารสัตว์แพงขึ้น อันนี้เรามีตัวเลขเดี๋ยวจะบอก ๒. ลูกพันธุ์ที่เอาไปเลี้ยง แพงขึ้น จริงครับอีกเท่าตัว ๓. ที่ว่าตายทีหนึ่งตายตั้ง ๕-๖ ล้าน ไม่จริงครับ ผมว่าไม่ถึงครับ ว่าลูกหมูหายไป มันก็น่าจะมีอะไร ต้องไปเช็ก (Check) กันดู ผมไม่อยากจะพูดว่า มีการกักตุนหรืออะไรทั้งสิ้น แต่ว่ามันเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาหมูแพง ทำไมผมบอกว่า หมูในภาวะขณะนี้ผมรายงาน ครม. เลย เมื่อวันอังคารที่แล้วให้เห็นถึงจำนวนประชากรหมู ตั้งแต่มกราคมถึงสิ้นสุดธันวาคม ๒๕๖๔ นี่เรามกราคม ๒๕๖๕ เพียง ๑๐ กว่าวันนี้มันไม่ได้มี ตัวเลขตรงไหนบอกเลยว่าหมูขาด เพราะอันนี่เอามาจากตัวเลขอีมูฟเมนต์ (e-Movement) รายงานโดยอิเล็กทรอนิกส์ หมูจะเข้าโรงฆ่าเคลื่อนย้ายต้องแจ้ง เอาลูกหมูไปเลี้ยงก็ต้องบอก การเคลื่อนย้าย ท่านจุลพันธ์ครับ ฟังจำไว้สั้น ๆ วันหนึ่งเรากินหมู ๕๐,๐๐๐ ตัว คนหนึ่งทั้งปี ๒๐-๒๒ กิโลกรัม หมายความว่าเราฆ่าหมูมาทั้งปี ๑๘ ล้านตัว ตัวเลข ๑๘ ล้าน การเคลื่อนย้าย ไปฆ่า ๑๘ ล้าน ก็ถูกต้อง แล้วหมูเข้าเล้าล่ะ ก็พอกัน แต่มันจะมากระโดดตอนเดือนพฤศจิกายน ธันวาคม ข้อมูลมันเยอะครับ ๑. ราคาขายต้นทุนมกราคม ๗๘ บาท ขายหน้าฟาร์ม ๘๐ บาท เขียงหมูขาย ๑๕๖ บาท ผมโดดมาเลย พฤศจิกายนท่านดูครับตัวเลขต้นทุนการเลี้ยงก็ยังคงอยู่ ๘๘ บาทกว่า พฤศจิกายนขายหน้าฟาร์ม ๘๒.๘๕ บาท เนื้อแดง ๑๕๗.๕๐ บาท อันนี้เป็น ประกาศของกรมการค้าภายใน พอเดือนธันวาคมหน้าฟาร์มเป็น ๘๘ บาทเลย โดดลงมา เท่าไรครับ ๖-๗ บาท พอ ๖-๗ บาท เนื้อแดงละครับ เนื้อแดงก็ขึ้นเป็น ๑๖๘ บาท แต่มันน่า ตกใจตรงนี้ครับ พอเริ่มปลายเดือนธันวาคมเข้ามกราคม ที่ผ่านมาเดือนหนึ่งนี้ต้นทุนขึ้นไป ๙๑.๘๕ บาท หน้าฟาร์มขาย ๑๑๐ บาท เนื้อแดงก็ต้องเป็น ๒๑๕ บาทอย่างที่ผมบอกครับ หน้าฟาร์ม คูณ ๒ บวก ๒ นี่ตัวเลขที่ผมบอกว่าการตายมีส่วนทำให้หมูแพง มีส่วนครับ แต่ไม่ใช่ขาดหายไปเลย ประการนี้จึงตอบท่านจุลพันธ์แค่นี้ก่อนครับตอนบ่ายยังมีอีกครับ