จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ตั้งคำถามรัฐบาลเรื่องการปกปิดการระบาดของโรค ASF ในสุกร ที่ทำให้ตลาดพังและหมูแพง พร้อมสอบถามแนวทางการแก้ไขในระยะสั้น กลาง และยาว
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมมากระทู้ถามต่อท่านนายกรัฐมนตรีครับ ในเรื่องของสถานการณ์หมู เป็นเรื่องหมู ๆ ที่ไม่หมู ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีประภัตร ท่านมาตอบ แต่ใจจริงผมอยากให้ท่าน นายกรัฐมนตรีมาตอบเพราะคำถามผม นอกจากปัญหาเรื่องของหมูแล้วมันลามไปยังเรื่อง ของแพง มันยังลามไปเรื่องของเศรษฐกิจ ซึ่งอยากจะฟังคำตอบจากหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ อยากจะฟังคำตอบจากรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจบ้าง แต่ไม่เป็นไรครับผมก็จะ พยายามเน้นในเรื่องของหมู แล้วก็จะพูดคุยกับท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีที่มาตอบ การเมืองรุนแรง ของแพงก็รุมเร้า หมูแพง ไก่แพง ไข่แพง ปุ๋ย ยาแพง สินค้าอุปโภคบริโภค ทุกอย่างแพงหมด แต่ค่าแรงถูกแสนถูก นี่คือสถานการณ์ที่คนไทยประสบพบเจอภายใต้การ บริหารของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จุดเริ่มต้นของปัญหาในครั้งนี้ทั้งหมดมันเริ่ม จากโรคระบาดที่เรียกว่า เอเอสเอฟ (ASF) หรือแอฟริกัน สไวน์ ฟีเวอร์ (African Swine Fever) คือโรคอหิวาต์สายพันธุ์แอฟริกันในหมู โรคนี้ไม่ใช่โรคใหม่ครับอยู่ในภูมิภาคนี้ มาหลายปี เป็นโรคติดเชื้อจากไวรัสซึ่งมีความรุนแรง ลงที่ไหนตายยกเล้า ไม่มีหนทางแก้ไข สุดท้ายวิธีเดียวที่ทำได้คือ การทำลายซากแล้วก็ฝังกลบ ท่านประธานครับ โรคนี้กระทบ จนกระทั่งฟาร์มเลี้ยงหมู เล้าเลี้ยงหมูขนาดเล็ก ขนาดกลางล้มหายตายจากไปเกือบหมด ความน่ากลัวของโรคนี้ก็คือ มันสามารถติดตามเสื้อผ้า ร่างกาย อาหาร สามารถนำพา พาหะนี้ก็คือมนุษย์นี่ละครับติดเสื้อเราไปเข้าไปในฟาร์มก็ไปติดโรค การระบาดมันจึง แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญมันมีความอดทนครับ มันอยู่ในเนื้อหมูได้นานมาก เขาบอกว่าถ้าเป็นเนื้อหมูแช่แข็ง เชื้อโรคเอเอสเอฟ (ASF) จะอยู่ได้ถึง ๓ ปี หมายความว่า โรคนี้มันเป็นโรคที่มีอันตรายอย่างยิ่งยวด นี่เป็นความรู้พื้นฐานครับที่นักวิชาการที่พี่น้อง เกษตรกรด้านสุกรเขาก็รู้กันเป็นอย่างดีว่า วิธีเดียวที่จะแก้ไขได้ก็คือการทำลาย แล้วก็การฝังกลบอย่างที่ได้เรียนไป ในภูมิภาคเอเชียของเรา โรคนี้ไม่ใช่โรคใหม่ ปี ๒๕๖๑ ระบาดที่ประเทศจีน ประเทศจีนทำลายหมูไปครึ่งประเทศ ๕๐๐ ล้านตัว เพื่อที่จะ หยุดยั้งการระบาดของโรคนี้ ในปี ๒๕๖๒ เข้ามาในภูมิภาคเราครับ มาอยู่ที่กัมพูชา มีการระบาด ที่ลาวมีการระบาด ที่เวียดนามมีการระบาด เมียนมา ฟิลิปปินส์ ปี ๒๕๖๔ ข้ามไปที่ประเทศมาเลเซียเกิดการระบาดขึ้น ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวครับที่ปฏิเสธ การคงอยู่ของโรคระบาดเอเอสเอฟ (ASF) ภายในประเทศไทยมาโดยตลอด รัฐบาลแล้วก็ ฝ่ายข้าราชการเองปฏิเสธว่าไม่มี ไม่เคย ไม่เห็น ผลหรือครับ ท่านประธานครับ ปี ๒๕๖๒ เกิดการระบาดในกัมพูชา ลาว แล้วก็พม่าอย่างที่ได้เรียน ปี ๒๕๖๔ เกิดปาฏิหาริย์ครับ โรคระบาดประเภทนี้สามารถบินข้ามประเทศไทยไปลงที่มาเลเซียได้ ทั้งที่การระบาด ของโรคนี้อย่างที่ได้เรียนไปมันสามารถติดตามร่างกายของคน ตามเสื้อผ้า ตามอาหารให้มัน ระบาด คนเข้าประเทศไทยปีละ ๑๐ กว่าล้านคน ท่านไปตั้งสมมุติฐานได้อย่างไรว่า โรคนี้ ไม่เคยเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ข้าราชการและรัฐบาลเองนั่นละครับร่วมกันปกปิดความจริง เรื่องการระบาด อ้างว่าสิ่งที่ระบาดอยู่เป็นโรคที่เรียกว่าโรคเพิร์ส (PRRS) เป็นอีกโรคหนึ่งครับเราจะไม่พูดถึงมัน เป็นอีกโรคหนึ่งที่มีการระบาดเช่นเดียวกัน แต่ไปอ้างว่าเป็น โรคเพิร์ส (PRRS) แน่นอนว่าเมื่อปี ๒๕๖๒ เกิดการระบาดไล่มา จริง ๆ ปี ๒๕๖๒ ต้นปี เกิดการเข้ามาครั้งแรกที่ด่านชายแดน ครม. ขยับเร็วครับ ผมชื่นชมครับ มีการตั้งกรรมการ มีการผ่านมติ ครม.เพื่อที่จะอนุมัติเงินงบประมาณก้อนแรกมาเพื่อยับยั้งการระบาด ของโรค เอเอสเอฟ (ASF) ตั้งกรรมการขึ้นมาเรียกว่าเป็นเรื่องวิกฤตของชาติเป็นวาระ แห่งชาติการแก้ไขปัญหาโรค เอเอสเอฟ (ASF) มีนาคมมีมติ ครม. แต่กว่าจะตั้งคณะกรรมการ ชุดแรกขึ้นมาที่มีท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นประธาน ปาเข้าไปเดือนตุลาคมกว่าจะตั้ง กรรมการเสร็จ ปี ๒๕๖๒ เข้ามาแล้ว เราเห็นแล้วมีการระบาดที่จังหวัดเชียงราย ในปี ๒๕๖๒ ช่วงปลายปี ปี ๒๕๖๓ หมูตายเป็นเบือเลยครับ ทั่วประเทศเล้าหมูต่าง ๆ ระเนระนาด รัฐบาลไม่ยอมรับความจริง ประเทศไทยเป็นประเทศไทยไข่แดงประเทศเดียว ในภูมิภาคที่บอกว่าไม่มีโรคระบาดนี้ ผลหรือครับ การส่งออกหมูไม่ว่าจะเป็นหมูเป็น หมูตายของประเทศไทยในปี ๒๕๖๓ ถีบตัวเพิ่มสูงขึ้น ๓๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ๓๐๐ เปอร์เซ็นต์ นี้ไปประโยชน์ตกที่ใคร เจ้าสัวรายใหญ่ไม่เกิน ๓ เจ้าที่มีกำลังในการส่งออกสินค้าประเภทนี้ ไปยังต่างประเทศ เพราะประเทศอื่นในภูมิภาคเขาโดนโรคนี้กันหมด เขาไม่สามารถส่งออกได้ แต่ไทยเป็นประเทศเดียว นี่หรือเปล่าครับที่เราพยายามที่จะปกปิดเรื่องของการระบาด เอเอสเอฟ (ASF) เพื่อให้เกิดประโยชน์กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ท่านประธานครับ ปี ๒๕๖๔ เลวร้ายที่สุดครับ วันนี้สุกรในประเทศไทยตายไปกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ จากที่มีสต็อก (Stock) หมูอยู่ประมาณ ๒๒ ล้านตัวตอนนี้เหลืออยู่แค่ประมาณ ๑๐ กว่าล้านตัวเท่านั้นเอง ๑๒ ล้านตัว ปกปิดมา ๓ ปี เรื่องมันแดงเพราะอะไรครับ เพราะราคาหมูมันถีบตัวสูงขึ้น ซัปพลาย (Supply) มันหมด สินค้ามันหมด ราคามันถีบตัวสูงขึ้น ประชาชนเดือดร้อนทั้งประเทศ เมื่อจำนนต่อหลักฐาน ๑๑ มกราคมที่ผ่านมา สุดท้ายกรมปศุสัตว์ก็เอามายอมรับว่ามีจริง ๆ โรคเอเอสเอฟ (ASF) ผลกระทบที่เกิดขึ้นนี่ ๑. ราคาหมูแพงขึ้นทั่วประเทศ คนเดือดร้อน กันหมด ๒. ผู้ค้ารายเล็ก รายกลางเจ๊งไปเรียบร้อย ๓. ผู้ค้ารายใหญ่เสียหายประมาณแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเองครับผู้ค้ารายใหญ่ เพราะเขามีระบบการเลี้ยงที่เป็นไฮจีนิก (Hygienic) ที่มันมีประสิทธิภาพในการป้องกันกว่า เขามีทุน มีเงิน วันนี้ผู้ค้ารายใหญ่ครอง ตลาดในเรื่องของหมูไม่ต่ำกว่า ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ คนที่เดือดร้อนทั่วประเทศ ผู้ได้ประโยชน์ หยิบมือเดียว ท่านประธานครับ บีบรายเล็กให้ตาย เอื้อรายใหญ่ให้เข้มแข็ง สุดท้ายรายใหญ่ สามารถครองตลาด ควบคุมราคาได้ ปั่นราคาให้สูง กำไรบนคราบน้ำตาของประชาชน
คำถามแรก ทำไมรัฐบาลจึงปกปิดการระบาดของโรคเอเอสเอฟ (ASF) ในสุกรจนทำให้ประโยชน์ไปตกกับผู้ค้ารายใหญ่ แล้วตลาดหมูที่มันพังพินาศ ประชาชน ต้องบริโภคหมูแพงในปัจจุบันนี้ ถามว่ารัฐบาลจะหาทางแก้ไขอย่างไรในระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว