กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ หารือร่าง พ.ร.บ. แก้ไขกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการลดภาระหนี้ กยศ. ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ พร้อมเสนอปรับปรุงกฎหมายให้ยกเลิกดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ ขยายระยะเวลาชำระหนี้เป็น 30 ปี และแปลงหนี้เป็นทุนการศึกษาเพื่อความเป็นธรรม ทั้งยังเรียกร้องให้พิจารณากฎหมายโดยคำนึงถึงประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของฝ่ายบริหารหรือกองทุนเพียงอย่างเดียว
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๔ จังหวัดนราธิวาส ประกอบด้วย อำเภอบาเจาะ อำเภอยี่งอ อำเภอรือเสาะ และอำเภอศรีสาคร พรรคประชาชาติ ผมได้รับ มอบหมายจากพรรคประชาชาติ ในฐานะที่พรรคประชาชาติได้ยื่นญัตติเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก่อนอื่นจริง ๆ แล้ว พรรคประชาชาติเราได้ยื่นพระราชบัญญัติฉบับนี้ไปตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ปีที่แล้ว ภายหลังจากที่มีการเลือกตั้งเราเล็งเห็นว่า ปัญหาเรื่องหนี้ กยศ. โดยเฉพาะในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นพื้นที่ที่ยากจนที่สุด การศึกษาต่ำที่สุด หนี้ กยศ. กำลังก่อให้เกิด ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้นทันทีที่ภายหลังการเลือกตั้ง เราได้ยื่นก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๓ ประมาณกลางปี แต่ปรากฏว่าได้รับแจ้งจาก ทางสภาว่า ร่างที่พรรคประชาชาติได้ยื่นไปก่อนนี้เกี่ยวข้องกับการเงิน จึงไม่ได้รับ การพิจารณาเข้าสู่สภาเพื่อพิจารณาเป็นร่างฉบับแก้ไข แต่ไม่เป็นไรครับ ทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อมีเจตนาดี ผมเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าได้เป็นผู้กำหนดแล้ว ท้ายที่สุดเมื่อเรามีความคิดที่ดี กับพี่น้องประชาชน จนกระทั่งปีนี้ ๒๕๖๕ ต้อนรับศักราชใหม่นี้นะครับ อยู่ดี ๆ รัฐบาลก็ยื่น ร่างแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เหมือนที่ตัวแทนของรัฐมนตรีได้แถลง หลักการและเหตุผลมาเมื่อสักครู่ เราเองพรรคประชาชาติไม่ได้นิ่งนอนใจครับ จึงได้ยื่นร่าง ประกบเข้ามา เรารู้ตัวว่าเราอยู่ฝ่ายค้าน เสียงของเรา กฎหมายของเราอาจจะไม่ได้รับการ พิจารณาให้ความสำคัญเท่าไร แต่เมื่อเห็นคณะรัฐมนตรียื่นเข้ามา ผมเชื่อว่าเมื่อเรายื่น ประกบแล้วนายกรัฐมนตรีต้องมีการเซ็นรับรองเป็นไปอย่างที่คาดไว้ ก็ขอบคุณอีกครั้ง แต่ว่า ด้วยความเจตนาดีของเรา ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผมจะอภิปรายในหลักการและเหตุผลฉบับร่างของ เราอาจจะมีความแตกต่างกันบ้าง
ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติที่พรรคประชาชาติได้ยื่นเข้ามาโดยมี หลักการก็คือ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๐
โดยมีเหตุผลว่า โดยที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาให้นักเรียน นักศึกษา หรือประชาชนผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ให้ได้รับสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และการศึกษาเป็นสิทธิ ขั้นพื้นฐานของประชาชนที่รัฐพึงช่วยเหลือทุนการศึกษา สำหรับผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ที่ปลอดดอกเบี้ย และลดภาระการชำระหนี้ของผู้กู้ยืมเงินด้วยการ เปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินมีโอกาสปรับโครงสร้างหนี้ ปลดภาระผู้กู้ยืมเงินและผู้ค้ำประกันจาก การเป็นหนี้อันไม่ก่อให้เกิดรายได้ ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๕๔ ที่กำหนดให้รัฐจัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลด ความเหลื่อมล้ำในการศึกษา ให้ประชาชนได้มีโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาอย่างเสมอภาค เท่าเทียมกันจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
ท่านประธานครับ ในส่วนร่างพระราชบัญญัติฉบับแก้ไขกองทุนกู้ยืม เพื่อการศึกษา ที่พรรคประชาชาติได้ยื่นเข้ามาในสภาแห่งนี้มีทั้งหมด ๑๔ มาตรา เป็นการ แก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนกู้ยืมฉบับปี ๒๕๖๐ ด้วยหลักการและเหตุผลที่เราเห็นว่า ฉบับเดิมมันยังไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ จึงเป็นที่มาของการแก้ไข แต่ในเนื้อหามี ความแตกต่างกับร่างของคณะรัฐมนตรีอยู่บางประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเริ่มตั้งแต่มาตรา ๓ ของฉบับร่างแก้ไขของพรรคประชาชาติ ที่ให้มีการเพิ่มเติมข้อความเป็นมาตรา ๖/๑ แล้วก็ ที่สำคัญที่สุด ก็คือในส่วนของมาตรา ๗ นี้ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติ กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ๒๕๖๐ แล้วก็ให้ใช้ข้อความต่อไปนี้แทน นั่นหมายความว่า ในส่วนของ พ.ร.บ. กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาฉบับปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ฉบับเดิมนี้ ในส่วน มาตรา ๔๔ พรรคประชาชาติเราเห็นว่า มาตรานี้เป็นมาตราที่ทำความเดือดร้อนให้กับ นักศึกษาที่จบการศึกษาแล้ว แล้วก็ที่จะจบการศึกษาในอนาคต จึงได้มีการแก้ไขยกเลิก ทั้งมาตรา แล้วก็ให้มีการร่างเป็นมาตรา ๔๔ แทน มาตรา ๔๔ ฉบับที่พรรคประชาชาติได้ ยื่นแทน ผมคงไม่อ่านทั้งหมด แต่จะกล่าวโดยสรุปสั้น ๆ ในส่วนของตอนต้นก็คือว่า วรรคแรกของมาตรา ๔๔ ก็คือระยะเวลาในการชำระหนี้ ท่านประธานครับ เราเห็นว่า ระยะเวลาในการให้โอกาสนักศึกษาที่จบการศึกษาในการชำระหนี้กองทุนนี้ครับ ก่อนหน้านี้ มีการปลอดชำระหนี้หลังจากจบการศึกษา ๒ ปี ระยะเวลาในการชำระหนี้ ๑๕ ปี แต่ปรากฏ ว่าเป็นอย่างไรครับ คนเราเกิดมา นักศึกษาแต่ละคนที่จบการศึกษามีโชควาสนาแตกต่างกัน มีพื้นฐานทางครอบครัวต่างกัน จบการศึกษามาแล้วก็มีงานมีการทำไม่เหมือนกัน บางคน ก็ว่างงานด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง ดังนั้นระยะเวลาที่ พ.ร.บ. ฉบับเดิมได้กำหนดไว้ ๑๕ ปี เราเห็นว่าสามารถที่จะขยายระยะเวลาเป็น ๓๐ ปีได้ ท่านอาจจะมองว่ามันนานเกินไปไหม เราเห็นว่าในช่วงมาตรการโควิด (COVID) ช่วงโควิด (COVID) ๒ ปีที่ผ่านมา กยศ. ก็ได้ กำหนดระยะเวลาในการขยายให้โอกาสกับคนที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด (COVID) เป็น ๓๐ ปี เพราะฉะนั้นแสดงว่าสามารถกระทำได้ ให้โอกาสเขา
ในส่วนที่ ๒ นอกเหนือจากในเรื่องของการขยายระยะเวลาแล้ว ประเด็น สำคัญก็คือที่เป็นภาระที่ก่อให้เกิดปัญหาให้กับคนที่จบปริญญา ก็คือดอกเบี้ยกับเบี้ยปรับ ท่านประธานครับ แถวบ้านผมพี่น้องมาหาเรื่องนี้มาก กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษามี วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์กู้เพื่อไปเรียน พูดง่าย ๆ ก็คือคนจนนั่นละครับ นราธิวาสอยู่ในอันดับท้ายของความร่ำรวย คือจนที่สุดของประเทศ เพราะฉะนั้นจำนวนเฉลี่ย ของคนที่กู้เงิน กยศ. ไปเรียน มีเป็นจำนวนมาก แต่ปรากฏว่าอย่างไรครับ จบการศึกษามา รับปริญญาที่กรุงเทพฯ พ่อแม่มาที่กรุงเทพฯ รับปริญญาดีใจที่ลูกได้จบปริญญาตรี ปรากฏว่า หอบหนี้กลับไปโดยไม่รู้ตัว และไม่ใช่น้อย ๆ ครับ หนี้เยอะมาก เพราะหลังจากไปอยู่บ้าน ปลอดชำระหนี้แล้ว ถึงเวลา กยศ. มีหนังสือแจ้งเข้ามาให้ชำระเงินต้นที่กู้มาตลอดระยะเวลา ที่เรียนปริญญาตรีบวกดอกเบี้ย บวกเบี้ยปรับ ผมมีตัวอย่าง มีอยู่เคส (Case) หนึ่งครับ กู้เงินต้น ๓๐๐,๐๐๐ กว่าบาท มีภาพสไลด์ (Slide) ให้ดูด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
กู้เงินต้น ๓๐๐,๐๐๐ กว่าบาท อยู่ดี ๆ โนทิส (Notice) มาจากสำนักงานทนายความที่ กยศ. เขามอบอำนาจให้ทนายเขามี หนังสือทวงมานี่นะครับ เงินต้น ๓๖๘,๐๐๐ บาท ดอกเบี้ย ๗๔,๗๐๐ บาท เบี้ยปรับ ท่านทราบไหมครับท่านประธาน ๔๙๖,๐๐๐ กว่าบาท สำนักงานทนายความที่รับมอบ อำนาจจาก กยศ. มีหนังสือแจ้งให้ชำระหนี้ทั้งสิ้นจากเงินต้นที่เรียนแค่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าบาท พอจบปริญญาตรีเขาไม่ทราบเลย พ่อแม่เขาตกใจว่า ลูกเขาจบปริญญาตรีพร้อมหอบหนี้ กลับมาบ้าน รวมทั้งหมด ๙๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ท้อไหมครับ ๙๐๐,๐๐๐ กว่าบาท จากที่ กู้เรียน ๓๐๐,๐๐๐ กว่าบาท เขากู้เพราะเขาจน เขาไม่มีเงินจะเรียนถึงต้องกู้ แต่ปรากฏว่า จบปริญญาตรีมาแล้ว งานก็ไม่มี ต้องมานั่งรับภาระหนี้ ๙๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ก็ไม่รู้เมื่อไร จะหมด สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้สิ่งที่พรรคประชาชาติเราเห็นก็คือว่า ทั้งดอกเบี้ย ทั้งเบี้ยปรับ คือตัวปัญหาที่ก่อเกิดให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่จบสิ้น จึงเป็นที่มาของมาตรา ๔๔ ที่เราได้ เสนอเป็นฉบับแก้ไขในมาตรา ๗ ก็คือให้ยกเลิกเสียแล้วก็ร่างใหม่ ขยายเวลาให้กับเขา แล้วก็ในส่วนของวรรคสองก็คือให้ปลอดดอกเบี้ยและประโยชน์อื่นใด ดอกเบี้ยไม่ต้องคิดเลย และเบี้ยปรับก็ไม่ต้องคิด เพราะถือว่าเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องให้เขากู้เพราะเขาจน และจะต้องแปลงเป็นกองทุนเพื่อการศึกษา ถามว่าแล้ว กยศ. จะเอาเงินที่ไหนมาบริหารงาน มันก็อยู่ใน พ.ร.บ. นะครับ เพราะว่ากองทุนสามารถหาได้อย่างอื่นได้ ไม่ใช่ กยศ. มานั่งทำตัว เป็นธนาคารเชิงพาณิชย์ เรียกดอกเบี้ยจากคนจนที่เขามีโชควาสนา ไม่เหมือนคนอื่นเขา ท่านประธานครับ สำคัญที่สุดศาสนาอิสลามก็ได้บอกหลักการไว้ตั้งนานแล้วในอัลกุรอาน ก็คือว่า อิสลามห้ามยุ่งเกี่ยวกับดอกเบี้ย เพราะการคิดดอกเบี้ยคือการให้ความอยุติธรรม ให้กับคนที่ลำบาก ถ้าเขามีเขาคงไม่กู้ เขาลำบากเขาถึงกู้ แล้วกู้แล้วก็ยังไปคิดดอกเบี้ย กับเขาอีก นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่พรรคประชาชาติเราเห็นว่า หลักการเดิมของ พ.ร.บ. การให้กู้ยืม เพื่อการศึกษาโดยการคิดดอกเบี้ย เบี้ยปรับ กำลังจะทำให้สังคมเกิดความเหลื่อมล้ำ และจะ ก่อให้เกิดปัญหาตามมาอีกมาก เหมือนที่ผมบอกตั้งแต่ต้น ยกตัวอย่างตั้งแต่ต้นให้ ท่านประธานได้ทราบ ๙๐๐,๐๐๐ กว่าบาท สุดท้ายไม่มีปัญญาผ่อน ก็ถูกฟ้องร้องบังคับคดี สุดท้ายไปยึดทรัพย์ ยึดทรัพย์ของผู้ค้ำประกันด้วย เดือดร้อนกันทั้งบ้าน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ก็อยู่ในมาตรา ๔๔ ที่พรรคประชาชาติได้ร่างไว้ในมาตรา ๗ ก็คือให้ยกเลิกดอกเบี้ย เบี้ยปรับ แล้วในส่วนของผู้ค้ำประกัน สำหรับหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้หากพระราชบัญญัติฉบับ แก้ไขนี้ผ่าน ก็อยู่ในมาตรา ๔๔ ให้มีผลกับคนที่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี แล้วก็มาปรับโครงสร้าง หนี้ใหม่ มาขยายระยะเวลาใหม่ ในส่วนของการถูกยึดทรัพย์บังคับคดี ก็สามารถที่จะมา ปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ แปลงหนี้ใหม่ภายในระยะเวลาตามพระราชบัญญัติที่เราได้มีการแก้ไข
ท่านประธานที่เคารพผมยกตัวอย่างบางส่วนบางตอนให้ท่านประธานได้ รับทราบ อีกส่วนหนึ่งที่พรรคประชาชาติเราได้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพื่อให้มีการแก้ไข พระราชบัญญัติเดิม ก็คือในส่วนของการแปลงหนี้ กยศ. ให้เป็นเงินทุนการศึกษาแทน นั่นหมายความว่า คนที่จบการศึกษาได้รับเกียรตินิยมก็ให้แปลงหนี้ใหม่เป็นเงินทุน เพื่อการศึกษา หรือนักศึกษาอื่นที่คณะกรรมการได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ โดยไม่จำเป็นต้อง จบเกียรตินิยม แต่สามารถที่จะแปลงหนี้ กยศ. เป็นการให้ทุนเพื่อการศึกษา
สุดท้ายในส่วนของมาตราตอนท้ายที่พรรคประชาชาติเราได้ยื่นร่างฉบับแก้ไข ก็คือว่า ในส่วนของมาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ ให้มีการยกเลิกมาตรา ๔๖ แล้วก็ มาตรา ๑๒ ให้มีการยกเลิกในมาตรา ๕๐ ก็คือในเรื่องของหนี้บุริมสิทธิ ท่านประธาน ทราบไหมครับว่า หนี้ กยศ. ถ้าเขาจบแล้วไปทำงานอยู่บริษัทเอกชนก็แล้วแต่ หนี้ กยศ. ถือว่าเป็นหนี้บุริมสิทธิ มีสิทธิเหนือหนี้อื่น ๆ ถ้า กยศ. ทราบสามารถที่จะมีหนังสือแจ้งไปยัง นายจ้างหักได้เลยครับ ผมเองอยู่ที่บ้านมีพี่น้องที่เพิ่งได้งานทำมาหาผมหลายคนบอกว่า บางครั้งไปหักหนี้ตามจำนวนที่ กยศ. แจ้งไปนี่นะครับ โดยไม่ได้มีการฟ้องร้องกันมาก่อน ทำให้เขาเดือดร้อน ไม่พอค่าเลี้ยงชีพ บางคนจบมาพ่อแม่ป่วย ไม่มีงานทำ ตอนสมัยเรียน พ่อแม่ยังให้ทุนการศึกษาอยู่บ้าง แต่พอจบการศึกษาแล้ว พ่อป่วยติดเตียง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เกิดขึ้นจริงในชนบท ดังนั้นพรรคประชาชาติเราก็เลยเห็นว่า หนี้ กยศ. ไม่สมควรที่จะเป็น หนี้บุริมสิทธิ แล้วก็ในส่วนของนายจ้างก็ไม่สมควรที่จะมีการหักเงินเดือนของนักศึกษาที่เพิ่ง จบใหม่โดยที่ไม่เห็นความเดือดร้อนของนักศึกษาที่ได้รับงานทำ
ท่านประธานครับ สุดท้ายผมเชื่อว่าร่างพระราชบัญญัติของพรรคประชาชาติ โดยเฉพาะในมาตรา ๗ ให้มีการแก้ไขมาตรา ๔๔ ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งในเรื่อง ของระยะเวลาการชำระหนี้ ในเรื่องของการปลอดดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ ท้ายที่สุดผมเชื่อว่า สภาแห่งนี้จะได้มีการตั้งกรรมาธิการ เพื่อพิจารณาศึกษาแก้ไขเพื่อนำไปสู่การพิจารณาใน วาระที่ ๒ ฝากคณะกรรมาธิการที่จะมีการจัดตั้งขึ้นว่า การร่างกฎหมายอย่าร่างเพื่อเอาใจ ฝ่ายบริหาร อย่าร่างเพื่อมองประโยชน์ของกองทุน กยศ. เป็นหลัก แต่อยากให้ร่างกฎหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นที่ตั้ง หวังว่าร่างของพรรคประชาชาติเรา ประเด็นสำคัญในเรื่องของดอกเบี้ยกับเบี้ยปรับจะได้รับการแก้ไขในชั้นกรรมาธิการและ นำเสนอเข้าสู่สภาในวาระที่สองต่อไป ขอขอบคุณครับ