สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๙ มกราคม ๒๕๖๕

สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ หารือเรื่องร่างพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2564 โดยแสดงความไม่เห็นด้วย เนื่องจากเห็นว่าควรเป็นพระราชบัญญัติ ไม่ใช่พระราชกำหนด และกล่าวถึงปัญหาการหารายได้ของประเทศที่ทรุดโทรมลง และผลกระทบต่อประชาชน

นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ชัยภูมิ

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผมขออภิปรายร่างพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๔ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมทราบครับว่าการตราพระราชกำหนดฉบับนี้เป็นการตรา เพื่อที่จะเป็นไปตามรอบวงจรทุก ๕ ปี เพื่อปรับตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ปรับตามกลไก เรื่องเทคโนโลยีต่าง ๆ แต่อย่างไรก็ตามผมเห็นว่าการตราพระราชกำหนดฉบับนี้ ยังมีสิ่งที่เรา ควรจะพิจารณาว่าควรจะเป็นพระราชกำหนด หรือควรจะเป็นพระราชบัญญัติ กราบเรียนว่า ทราบอยู่แล้วว่าเศรษฐกิจของโลก เศรษฐกิจของประเทศขณะนี้ทรุดโทรม ตกต่ำ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รัฐบาลทราบมาก่อนหลายปี ว่าเราควรจะมีกฎหมายลักษณะเช่นนี้อย่างไร โดยเฉพาะที่มีกรอบที่ตกลงที่เป็นไปตามที่ ข้อตกลงระหว่างประเทศอยู่แล้วว่า จะต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง การออกเป็น พระราชบัญญัติจะทำให้สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีตัวแทนอยู่ ๕๐๐ คน มาจากพี่น้องประชาชน ทั่วประเทศ ได้เข้ามามีส่วนในการพิจารณาตรงใดบ้างที่จะปรับปรุงแก้ไข สามารถที่จะแก้ไข ปรับปรุงในการพิจารณา แต่รัฐบาลกลับเลือกออกเป็นพระราชกำหนด ซึ่งผู้แทนราษฎร ไม่สามารถที่จะมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แก้ไขในเนื้อหาสาระสำคัญ ๆ ของพระราชกำหนดนี้ได้ กระผมจึงไม่เห็นด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผ่านมารัฐบาลที่นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ล้มเหลวในเรื่องของการหารายได้เข้าประเทศ จนทำให้เศรษฐกิจ ของประเทศทรุดโทรมลง ลำบากทุกอาชีพ ลำบากทุกสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ ขนาดใหญ่ ธุรกิจขนาดกลาง หรือในระดับพี่น้องประชาชน รัฐบาลล้มเหลวในเรื่องของ การหารายได้ ต้องมีการเพิ่มภาษี หรือรัฐบาลอาศัยภาษีอากรเป็นรายได้หลักของประเทศ จะเห็นได้ว่า ยกตัวอย่างเช่น ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องศุลกากร แต่ว่าเป็น ความไม่เชื่อใจ ไม่ไว้ใจว่ารัฐบาลอาจจะใช้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ในการที่จะหารายได้เข้าประเทศ เพิ่มขึ้น เพราะรัฐบาลหาเงินไม่เก่ง ภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงต้องยอมรับว่า รัฐบาลชุดนี้รู้ครับ เราได้เพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น เทียบกับรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งก่อนปี ๒๕๕๗ เราเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลในอัตราที่ต่ำมาก ลิตรละ ๐.๐๐๕ บาท พอรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามา น้ำมันเชื้อเพลิง ราคาต่ำ ถือโอกาสเพิ่มภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้น จนเดี๋ยวนี้ตกไปลิตรละ ๕.๙๙ สตางค์ เพิ่มขึ้น ๑,๐๐๐ เท่า รัฐบาลก็ได้เงินก้อนนี้เข้ามาเป็นรายได้ของรัฐบาล พอตอนนี้น้ำมันเชื้อเพลิง ราคาแพง หลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งสามารถลดได้ เขาก็ไม่ได้เรียกเต็มครับบอกว่า ลิตรละ ๕ บาทลดภาษี ปกติช่วงนี้ไม่ว่าจะเป็นภาษี สรรพสามิต ภาษีท้องถิ่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตกเข้าไปลิตรละประมาณ ๗-๘ บาท ลดลงมาสัก ๕ บาท จะทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศไทยของเราราคาลดลงลิตรละ ๕ บาท น้ำมันเชื้อเพลิงแพง มีผลให้ราคาสินค้าในตลาดแพง เพราะถือว่าเป็นรายจ่ายขั้นพื้นฐาน รัฐบาลก็ไม่ยอมลดภาษีสรรพสามิตลงมา เพราะทราบกันดีว่า รัฐบาลหาเงินไม่เก่ง ต้องอาศัย ภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิง ประชาชนจะเดือดร้อนก็ตาม ใครจะเรียกร้องก็ตาม รัฐบาลไม่ทำนะครับ จึงทำให้เกิด ความไม่มั่นใจว่า การออกพระราชกำหนดครั้งนี้อาจจะแอบแฝงด้วยการขึ้นภาษีบางอย่าง เพื่อหารายได้ให้กับรัฐบาล จะทำให้ประชาชนเดือดร้อนครับ ผมเรียนอีกนิดหนึ่งครับว่า ทุกวันนี้อาจจะอ้างว่าราคาปุ๋ยแพง ราคาปุ๋ยเคมีแพง เพราะเรานำเข้าจากต่างประเทศ ปุ๋ยเคมีเอ็นพีเค (NPK) ซึ่งมีสูตรหลัก ๆ อยู่ ๓ ตัว ประเทศไทยเรามีทรัพยากรที่เป็นปุ๋ยเคมี คือโพแทส จังหวัดชัยภูมิซึ่งกระผมเป็นผู้แทนราษฎรอยู่ มีแหล่งแร่โพแทสอยู่ใต้พื้นดิน จำนวนมากมหาศาล แต่รัฐบาลไม่สามารถเอามาใช้ได้ ต้องไปนำเข้าจากต่างประเทศ ถ้ารัฐบาลได้ให้ความสนใจเอาแร่โพแทสจากใต้ดินมหาศาลขึ้นมา นอกจากใช้ ในประเทศ สามารถส่งไปขายต่างประเทศ สามารถไปแลกเปลี่ยนกับเคมีตัวอื่น หรือสาร หรือสินค้าตัวอื่นเข้ามาจะทำให้ประเทศไทยของเรา ก็จะมีปุ๋ยเคมีที่เราสามารถที่จะผลิต ได้เอง ราคาปุ๋ยก็จะถูก พี่น้องเกษตรกรก็จะได้ประโยชน์ แต่รัฐบาลไม่ทำครับ เพราะฉะนั้น กระผมจึงไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรในครั้งนี้ ขอบคุณครับ