สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๙ มกราคม ๒๕๖๕

เกียรติ สิทธีอมร เสนอแนะการปรับปรุงภาษีนำเข้าเพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ โดยเฉพาะผลิตสินค้าที่ใช้วัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูป และลดภาษีนำเข้าสำหรับปุ๋ยและวัตถุดิบอื่นๆ เพื่อลดต้นทุนในการผลิต และหารือเรื่องอาหารแพง โดยเรียกร้องการปรับปรุงพิกัดศุลกากรเพื่อลดต้นทุนอาหารสัตว์ให้ถูก และไม่เป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการ

นายเกียรติ สิทธีอมร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ขออนุญาตร่วมอภิปรายพระราชกำหนดฉบับนี้ อย่างไรคงต้องผ่านอยู่แล้ว ต้องเห็นชอบครับ เข้าใจดีว่าท่านทำตามภารกิจ แล้วมันก็มีความเร่งด่วนนะครับ ทีนี้ผมมีประเด็นฝากท่านครับ เพราะท่านดูทุก ๕ ปี ในปีนี้ที่ผมเห็น ผมเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ยังไม่ได้มีการปรับ ก็เสียดาย โอกาสนิดหนึ่ง เพราะว่าในทุกกรอบที่เรานำเข้าสภาแห่งนี้ ความตกลงระหว่างประเทศ ทั้งหมดมีประเด็นเสมอมาเลยในทุกข้อตกลงที่เป็นเรื่องเอฟทีเอ (FTA) อย่างนี้ เขตความตกลง เรื่องการค้าเสรีในกรอบต่าง ๆ มันมีปัญหาตรงที่ว่าโครงสร้างภาษีของเราเอง ไม่ได้เอื้อให้เรา สามารถแข่งขันได้ ที่ผมพูดเช่นนี้นะครับ เช่น กรณีของการที่เราต้องนำเข้า หรือพึ่งพาวัตถุดิบหรือวัตถุปฐมภูมิ ปรับปรุงไปแล้วส่วนหนึ่ง เอามาใช้เป็นวัตถุดิบต่อยอดในประเทศ ทำไมเรายังมีภาษีนำเข้า ผมเข้าใจดีนะครับ ถ้าเป็นกรณีที่ปกป้องสิ่งแวดล้อม ต้องการที่จะให้มีภาษีนำเข้าในส่วนที่ อาจจะก่อมลพิษในประเทศ จำเป็นต้องทำครับ แต่เราเคยดูไหมว่า เราใส่ในสัดส่วนที่ เหมาะสม แล้วก็แข่งขันได้เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ผมเชื่อว่าเรายังไม่ได้ดู ผมยกตัวอย่าง อย่างนี้ครับ ๓-๔ เรื่องที่เป็นประเด็น ณ วันนี้ แล้วก็ในกรอบทุกกรอบที่เราเจรจา ไม่ว่าจะ เป็นซีพีทีพีพี (CPTPP) หรืออียู (EU) ที่เราจะต้องไปเจรจาหรือกำลังเจรจาอยู่ เรามีปัญหา วัตถุดิบกึ่งสำเร็จรูปไม่ได้มีภาษีเป็นศูนย์ พอไม่มีภาษีเป็นศูนย์ ต้นทุนเรามันก็เพิ่ม แล้วเมื่อ แข่งกับประเทศที่ผลิตสินค้าที่มีวัตถุดิบเหล่านั้น และมีวัตถุดิบอยู่ในประเทศ ท่านแข่ง ไม่ได้ครับ อย่างไรก็แพ้ตั้งแต่ต้นทางแล้วครับ ไม่ได้แพ้เพราะความไม่เก่งผู้ของผู้ประกอบการ ในไทยนะครับ แต่แพ้เพราะโครงสร้างภาษี ผมยกตัวอย่าง ๓ เรื่องแล้วกัน ปุ๋ย เกษตรกร ทุกคนใช้ปุ๋ย ท่านทราบใช่ไหมครับว่าธาตุอาหารหลักตาม พ.ร.บ. พิกัดศุลกากรและ พ.ร.บ. ปุ๋ย ธาตุอาหารหลักไม่ว่าจะเป็นไนโตรเจน ฟอสฟอรัส หรือโพแทสเซียม อัตราภาษีนำเข้า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ คำถามคือทำไมครับ ทำไมต้องมี ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แทนที่เราจะขายปุ๋ยได้ถูก ให้กับเกษตรกร กลับไม่ได้ถูกที่สุด เพราะเรามีภาษีนำเข้า ธาตุอาหารรองที่ผสมในปุ๋ย แมกนีเซียม แคลเซียม กำมะถัน ตั้งแต่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ไปจนถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์เช่นกัน ตรงนี้ ผมคิดว่ามันต้องทบทวนนะครับ เพราะไม่เช่นนั้นเราก็ทำให้ต้นทุนในการผลิต ซึ่งจำเป็นที่ ต้องไปใช้โดยเกษตรกรได้รับผลกระทบตั้งแต่ทางเข้าเลยครับ

อันที่ ๒ อาหารสัตว์ วันนี้เราพูดเรื่องอาหารแพงใช่ไหมครับ เรื่องหมู เรื่องไก่ ไม่ลงรายละเอียดเรื่องโรคระบาดนะครับ แต่ทำไมครับต้นทุนที่เป็นวัตถุดิบที่เราต้องนำเข้า ในการที่จะไปทำอาหารสัตว์นี่ครับ มีอัตราภาษี ๓๐ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๓๕ เปอร์เซ็นต์บ้าง ๖๐ เปอร์เซ็นต์บ้าง ทำไมครับ ทำไมเราไม่ให้อัตราภาษีนั้นเป็นศูนย์ครับ ทฤษฎีเดิมครับ ท่านปกป้อง ถ้าผลิตได้ในประเทศบางส่วน ท่านปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ หรือการ ผลิตในประเทศของเดิมครับ ตอนนั้นเราไม่ได้แข่งกับใครมากมาย เราแข่งกับตัวเอง แต่วันนี้ เราแข่งกับทุกประเทศเลยครับ เพราะฉะนั้นหลักคิดของเรื่องโครงสร้างภาษีต้องปรับ ใหม่หมดแล้ว ฉะนั้นตรงนี้เองถั่วเหลือง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ เมล็ดดอกทานตะวัน เมล็ดดอกที่เรา เอาไปปลูก ๓๕ เปอร์เซ็นต์ เมล็ดของพืชที่ใช้เป็นอาหารสัตว์ ใช้เป็นอาหารสัตว์ท่านเขียนไว้ ด้วยนะครับ นี่คือพิกัด ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ทำไมละครับ อยากให้อาหารสัตว์มันแพงหรือครับ ผมคิดว่าเราอยากให้อาหารสัตว์มันถูก เกษตรกรถึงจะเอาไปใช้ต่อยอดได้ และราคาที่เป็น อาหารมาถึงผู้บริโภคอยู่ในราคาที่ต่ำที่สุดที่เป็นไปได้ และทุกฝ่ายมีกำไร อีกรายการหนึ่งที่เรา ใช้เยอะมากเลยครับ อุตสาหกรรมเหล็กครับ เราต้องนำเข้าเหล็ก แล้วเหล็กที่เรานำเข้ามาใช้ ทำอะไร ทำรถยนต์ใช่ไหมครับ ทำเครื่องใช้ไฟฟ้าใช่ไหมครับ ท่านทราบไหมครับว่าเหล็ก มีตั้งแต่ ๕ เปอร์เซ็นต์ไปจนถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ทำไมเราถึงต้องทำอย่างนั้น เราไม่มีเหล็ก ในประเทศหรือครับ กลายเป็นว่าผู้บริโภคก็เป็นผู้แบกรับต้นทุนเหล่านี้ ฉะนั้นผมคิดว่า การปรับปรุงพิกัดศุลกากรเราต้องเข้าไปดูใหม่หมดด้วยหลักคิดใหม่ ๆ ว่าทำอย่างไรที่จะให้ ต้นทุนถึงผู้บริโภคในประเทศต่ำที่สุดแข่งขันได้ และไม่เป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการด้วย ก็ต้องฝากท่านไว้ครับ คราวหน้าทบทวน เพราะว่าถ้าท่านทบทวนแล้วทำให้โครงสร้างมันเอื้อ คนที่จะไปเจรจาไม่ว่ากรอบใดก็แล้วแต่ ซีพีทีพีพี (CPTPP) อียู (EU) หรือแม้กระทั่งกรอบ ที่เป็นไบแลต (Bilat) หรือทวิภาคีกับประเทศต่าง ๆ เราจะทำได้ง่ายขึ้นมากเลยครับ และจะไม่เป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการครับ ขอบพระคุณครับ