อาคม เติมพิทยาไพสิฐ ชี้แจงถึงความจำเป็นในการประกาศใช้พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรฉบับใหม่ เพื่อปรับปรุงระบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ระบบฮาร์โมไนซ์เวอร์ชันล่าสุด และข้อตกลงของอาเซียน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รองรับพันธกรณีระหว่างประเทศ และควบคุมสินค้าอันตรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขอความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรตามขั้นตอนกฎหมาย
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขอกราบเรียนว่าเมื่อวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งต่อมานายกรัฐมนตรีได้นำกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๔ โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็นต้นไป ท่านประธานสภาที่เคารพครับ โดยที่บทบัญญัติ มาตรา ๑๗๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ได้กำหนดให้การตรา พระราชกำหนดกระทำได้ในกรณีที่มีความจำเป็น ต้องมีกฎหมายเกี่ยวด้วยภาษีอากร หรือเงินตรา ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับ เพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และถ้าเป็นการตราขึ้นในระหว่างสมัยประชุมจะต้องนำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรภายใน ๓๐ วันนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในโอกาสนี้รัฐบาลจึงขอกราบเรียน ต่อสภาผู้แทนราษฎรถึงเหตุผลและความจำเป็น ตลอดจนสาระสำคัญของพระราชกำหนด พิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยสรุปดังนี้
เหตุผลและความจำเป็น โดยที่ประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกองค์การ ศุลกากรโลก และเป็นภาคีอนุสัญญาระบบฮาร์โมไนซ์ คอมโมดิตี เดสคริปชัน แอนด์ โคดดิง ซิสเตม (Harmonized commodity description and coding systems) ซึ่งใช้คำย่อว่า เอชเอส (HS) ขององค์การศุลกากรโลก ซึ่งตามอนุสัญญาดังกล่าวได้มีการปรับปรุงแก้ไข การจำแนกประเภทสินค้าตามระบบฮาร์โมไนซ์ (Harmonized) ครั้งที่ ๗ และมีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็นต้นไป เพื่อให้การกำหนดพิกัดศุลกากรของสินค้ามี ความทันสมัย ชัดเจนและสอดคล้องกับรูปแบบทางการค้าระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลง ทางด้านเทคโนโลยี ความปลอดภัยทางด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมและการปกป้องสังคม ประกอบกับประเทศไทยซึ่งเป็นสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ได้ร่วมลงนามและรับพิธีสาร ว่าด้วยการนำพิกัดอัตราศุลกากรฮาร์โมไนซ์ อาเซียน (Harmonized ASEAN) หรือที่เรียกว่า อาเซียน ฮาร์โมไนซ์ แทริฟ โนเมนคลาเจอร์ (ASEAN Harmonized Tariff Nomenclature) ซึ่งใช้คำว่า เอเอชทีเอ็น (AHTN) มาใช้ ซึ่งพิธีสารดังกล่าวได้กำหนดให้ใช้พิกัดศุลกากรใน ระดับ ๘ หลักร่วมกัน สมควรแก้ไขเพิ่มเติมความในภาค ๒ พิกัดอัตราอากรขาเข้าแห่ง พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. ๒๕๓๐ และโดยที่เป็นกรณีมีความจำเป็นต้อง ตรากฎหมายเกี่ยวด้วยภาษีอากรที่ต้องพิจารณาโดยด่วนและลับ จึงจำเป็นต้องตรา พระราชกำหนดนี้
พระราชกำหนดฉบับนี้มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขความในภาค ๒ พิกัดอัตรา อากรขาเข้าแห่งพิกัดอัตราศุลกากรท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. ๒๕๓๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๕๙ ซึ่งเป็นฉบับ ปี ค.ศ. ๒๐๑๗ หรือ เอเอชทีเอ็น ๒๐๑๗ (AHTN 2017) เพื่อปรับปรุงพิกัดศุลกากรให้ สอดคล้องกับระบบฮาร์โมไนซ์ (Harmonized) ขององค์การศุลกากรโลก และพิกัดศุลกากร ฮาร์โมไนซ์ อาเซียน (Harmonized ASEAN) ฉบับปี ๒๐๒๒ หรือ เอเอชทีเอ็น ๒๐๒๒ (AHTN 2022) ซึ่งมีความสำคัญต่อความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศ การเป็น มาตรฐานสากลทางด้านศุลกากร และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้พิกัดศุลกากรมีความทันสมัย ชัดเจน สอดคล้องกับรูปแบบทาง การค้าระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี สามารถเป็นกลไกในการ ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงด้านอาหารของโลก สามารถเป็นกลไกเฝ้าระวังสารควบคุม และเคมีภัณฑ์อันตรายที่มีผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สอดรับความต้องการทางด้าน เศรษฐกิจและสังคมของประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN)
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผมขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติม ว่ารัฐบาลมีความจำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขพิกัดศุลกากรให้สอดคล้องกับการปรับปรุงแก้ไข พิกัดศุลกากรระบบฮาร์โมไนซ์ (Harmonized) และพิกัดศุลกากรฮาร์โมไนซ์ อาเซียน (Harmonized ASEAN) ฉบับปี ๒๐๒๒ ตามพันธกรณีที่ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญา ระบบฮาร์โมไนซ์ (Harmonized) ขององค์การศุลกากรโลก และพันธกรณีตามพิธีสารว่าด้วย การนำพิกัดศุลกากรฮาร์โมไนซ์ อาเซียน (Harmonized ASEAN) มาใช้ ซึ่งในการกำหนด อัตราอากรภาค ๒ พิกัดอัตราอากรขาเข้าท้ายพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. ๒๕๓๐ มีการกำหนดอัตราอากรตามโครงสร้างเดิม ยกเว้นรายการสินค้าที่มีการ เคลื่อนย้ายสินค้าบางส่วนจากประเภทพิกัดศุลกากรที่มีอัตราอากรแตกต่างกันมารวมอยู่ใน ประเภทเดียวกัน ส่งผลให้ต้องเลือกกำหนดอัตราอากรสำหรับรายการใหม่ ซึ่งจะกำหนด อัตราอากรตามโครงสร้างหลักของประเภทนั้น ๆ ทั้งนี้ ได้มีประกาศกระทรวงการคลังที่ออก ตามความในมาตรา ๑๒ แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ. ๒๕๓๐ เพื่อลด อัตราอากร หรือยกเว้นอากรให้เท่ากับอัตราอากรที่เรียกเก็บจริงในปัจจุบัน ท่านประธาน ที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ พระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๔ เป็นการปรับปรุงพิกัดศุลกากรให้มีความทันสมัย ชัดเจน สอดคล้องกับรูปแบบ ทางการค้าระหว่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยี เป็นกลไกในการ ติดตามข้อมูลเกี่ยวกับความมั่นคงด้านอาหารของโลก การคุ้มครองสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการแก้ไขปรับปรุงประเภทย่อยอาเซียน (ASEAN) ให้สอดคล้องกับความต้องการ ของประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ซึ่งเป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศ กระผมจึง ขอกราบเรียนนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรได้กรุณาพิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดพิกัด อัตราศุลกากร (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๔ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติต่อไป ขอกราบ ขอบพระคุณครับ