จิรายุ ค้านยกเลิก ว.1-ว.5 ห่วงป้องกันทุจริต-เรียกร้องตรวจสอบเข้มบริษัทลูก国企

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๔

จิรายุ ห่วงทรัพย์ แสดงความเห็นคัดค้านการยกเลิก ว.1 ถึง ว.5 ในการจดทะเบียนบริษัท โดยเสนอให้ปรับปรุงระบบการเลือกแทนและตรวจสอบประวัติผู้ก่อตั้งและกรรมการอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะกรณีมีพฤติกรรมทุจริตหรือเกี่ยวข้องกับสื่อ เพื่อป้องกันการตีความผิดตามข้อ 17 และเรียกร้องให้ชี้แจงแนวทางต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับประเด็นการตั้งบริษัทลูกและบริษัทหลานของรัฐวิสาหกิจที่อาจผิดวัตถุประสงค์ พร้อมเสนอให้ตรวจสอบการถือหุ้นของผู้บริหารหลังเกษียณ และเร่งปรับปรุงกระบวนการจดทะเบียนให้โปร่งใสและมีความรับผิดชอบมากขึ้น

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมอาจจะเห็นแย้งกับท่านคณะกรรมาธิการหน่อย อย่าถือสากันนะครับ แต่ว่าเป็นข้อสังเกตอีกมุมหนึ่ง สภาพปัญหาที่มันเกิดขึ้นทุกวันนี้ ก็เป็นเพราะว่ารัฐธรรมนูญ ไปเขียนว่า ถ้าเป็นนักการเมืองจะเข้ามาในวงการการเมืองห้ามไปถือหุ้นสื่อ แต่ในข้อ ๑๗ ในการจดบริคณห์สนธิและวัตถุประสงค์ของบริษัทเขามีมานานแล้วท่านประธานครับ ประเด็นก็คือเรากลับไปแก้ได้ไหมละ ถ้าเกิดใครจะสมัครก็ลองไปดูที่บ้านหน่อยสิว่าไปถือหุ้น บริษัทใดไว้บ้าง แต่ว่าอยู่ดี ๆ ท่านบอกว่าไปยกเลิก ว. ๑ ถึง ว. ๕ ว. ๑ มันก็คือรายละเอียด ที่เขามีมาตั้งแต่ต้นนะครับ สมัยก่อนไม่มี ว. ๑ ถึง ว. ๕ นะครับท่านประธาน ไปจดทะเบียน บริษัทเขาก็ให้กรอกรายละเอียด แล้วเขาก็มีข้อมาให้ ๒๑ ข้อ ที่เหลือใครจะไปทำธุรกิจ พิสดารกว่าที่เขามีก็ไปใส่เพิ่ม เช่น ท่านจะขายดาวเทียม ท่านจะขายเครื่องมือแพทย์ หรือท่านจะขายอะไรที่มันไม่ได้อยู่ใน ๒๑ ข้อ ท่านก็ไปใส่เพิ่ม แต่พอหลัง ๆ กรมบริการธุรกิจ การค้า เขาก็แก้ไขแล้วนะครับ เขามี ว. ๑ ถึง ว. ๕ เป็นเมนูชอยซ์ (Choice) ให้เลือก คือถ้าเกิดท่านจะค้าขายเกษตรกรรมท่านก็ไปเลือกข้อ ๖ ข้อ ๗ อะไรก็ว่าไป ทำธุรกิจบริการ ท่านก็ไปเลือก ว. ๒ เขาเป็นเมนู (Menu) ให้เลือกครับ แต่พอเรามีปัญหาเรื่องของการถือหุ้นสื่อ เรากลับจะไปยกเลิกกระบวนการทั้งหมด ซึ่งมันเป็นปกติของสังคมในการจดทะเบียนบริษัท จำกัดอยู่แล้ว ผมจึงไม่เห็นด้วย แต่ที่ผมจะเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการก็คือไปปรับปรุงเมนู (Menu) ให้เขามีแบบเดิมนั่นละ แล้วท่านก็ไปให้ชอยซ์ (Choice) เขาเลือก เช่น ท่านจะทำ อุตสาหกรรม หัตถกรรม ท่านจะทำเหมืองแร่ ท่านก็ใช้ในหมวด ว. ๓ ท่านจะใช้เกษตรกรรม ท่านก็เลือกหมวด ว. ๔ มีเมนู (Menu) ให้เลือกเท่านั้นเองละครับ ผมไม่เห็นจะยากตรงไหน แต่สาระสำคัญก็คือว่าคำที่เขียนในข้อ ๑๗ ที่เขียนว่า เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการตีความครับ ถ้าบริษัทท่านประธานขายเหมืองแร่มาทั้งชีวิตมันก็ ตรวจสอบทางบัญชีได้อยู่แล้ว สภาเราควรจะมีความเห็นไปถึงศาลรัฐธรรมนูญไหมล่ะครับว่า ก็มันจดทะเบียนมาตั้งแต่ต้น มันมีข้อ ๑๗ เขียนอย่างนี้ไว้ทั้งประเทศอยู่แล้ว แต่ดูประวัติ ตั้งแต่เริ่มทำจนถึงวันสุดท้าย มันไม่เคยไปทำสื่อมวลชน หนังสือพิมพ์ หรือไปจัดละคร อะไรที่ไหนเลย ก็ขายแร่อยู่ตั้งแต่ต้น อย่างนี้สภาต้องทำความเห็นให้ชัดเจน เพื่อเกิด การตีความทางกฎหมาย ไม่ใช่พอใครมีอยู่ในข้อ ๑๗ ที่ผมพรินต์ (Print) บริษัทหนึ่งมา ท่านประธานครับ ข้อ ๑๗ เขียนไว้ชัดเจน แต่ผมไปดู ข้อ ๒๒ ข้อ ๒๓ เขาก็เขียน ที่เขาเพิ่มเติมนะครับว่า ประกอบกิจการเช่าเวลาผลิตรายการวิทยุ โทรทัศน์ เคเบิลทีวี (Cable TV) ข้อ ๒๔ ประกอบการเช่าเวลาวิทยุโทรทัศน์ ข้อ ๒๖ ประกอบกิจการรับจัดทำ ป้ายโฆษณา สื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หนังสือพิมพ์ ประกอบกิจการการขายดาวเทียม รับจัดการแข่งขันกีฬา หานางแบบโฆษณา สารพัดเขียน อันนี้ที่ไปเพิ่มทีหลัง มีข้อ ๑๗ แล้ว เขาก็ไปเพิ่มรายละเอียด แต่ที่ผมอยากจะอภิปรายท่านประธานไว้นะครับ เรื่องที่น่าสนใจ มากไปกว่าเรื่องการจะไปแก้ ว. ๑ ถึง ว. ๕ มีไว้อย่างนั้นละครับ แล้วก็ไปตักเตือนบริษัทนาย หน้าที่ไปจดทะเบียน ทุกวันนี้เจ้าของไม่ค่อยได้ไปจดเองหรอก ก็ไปจ้างบริษัททนายความรับจด ทะเบียน ๑๐,๐๐๐ บาทบ้าง ๒๐,๐๐๐ บาทบ้าง บริษัทเหล่านี้ละครับที่ต้องกลั่นกรองให้กับ ผู้ยื่นขอจด ท่านเป็นสื่อมวลชนใช่ไหม ท่านเป็นนักการเมืองใช่ไหม เดี๋ยวผมจัดการตัดข้อ ๑๗ ออก มันก็เท่านั้นเองละครับ มันไม่เห็นจะมีอะไรยุ่งวุ่นวายเลย แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ผมอยากจะบอกท่านก็คือว่า การตรวจสอบคนที่เข้าไปจดทะเบียนในบริคณห์สนธิผู้ก่อตั้ง ครั้งแรก และกรรมการผู้มีอำนาจลงนามนี้มากกว่าครับ เช่น ท่านเคยโกงเขา เคยติดคุก ติดตะรางเกี่ยวกับคดีเช็ค เคยเบี้ยว เคยชักดาบสารพัด อย่างนี้กรมนี้ต้องตรวจสอบข้อมูลให้ ชัดเจนว่า ถ้าเกิดท่านไปจดในเรื่องของหมวด ๓ สมมติว่าเป็นเรื่องของการเงินการธนาคาร อย่างนี้ก็ต้องสอบประวัติครับว่าจดทะเบียนบริคณห์สนธิไม่ได้ มาเป็นกรรมการผู้ถือหุ้นไม่ได้ อันนี้คือทางออกนะครับ

แล้วประเด็นต่อมาท่านประธานครับ นี่ผมเจอกับตัวเองนะครับ ผมเป็น กรรมาธิการตรวจสอบรัฐวิสาหกิจ รัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งตั้งบริษัทลูก เวลาตั้งขอมติ คณะรัฐมนตรีเพื่อตั้งบริษัทลูก ท่านก็ดำเนินธุรกิจไปเรื่อย ๆ วันดีคืนดีอยากจะไปทำธุรกิจอื่นใด ที่ไม่มีอยู่ในบริคณห์สนธิและวัตถุประสงค์ ท่านไปแจ้งกรมธุรกิจการค้าแล้วแก้ คำถามคือ แก้นี่กรมธุรกิจการค้าเขารู้ไหมล่ะครับ เขารู้แต่เพียงเอกสารที่เข้ามา แต่เขาไม่รู้ว่าบริษัทนี้ จัดตั้งโดยคณะรัฐมนตรี พอไปแก้เสร็จ ท่านประธานครับ ก็ไปทำธุรกิจผิดกฎหมาย ถามว่า ผิดไหมครับ ผิด เพราะไม่ได้ขอคณะรัฐมนตรีแก้วัตถุประสงค์ อย่างนี้เสียมากกว่านะครับ ที่น่าจะแก้ไข จากนั้นอะไรรู้ไหมครับท่านประธาน รัฐวิสาหกิจ บริษัทเอกชนที่เป็นบริษัท ถือหุ้นโดยรัฐ บริษัทนี้แยกออกไปอีกบริษัทหนึ่งครับ เป็นบริษัทหลานของบริษัทลูก ของรัฐวิสาหกิจ บริษัทนี้เอากรรมการซึ่งเป็นตำแหน่งรองผู้ว่าการไปอยู่ในบริษัทที่ ๓ แล้วไป ยื่นจดทะเบียน อย่างนี้กรมนี้ต้องตรวจสอบครับว่าบริษัทไหนบ้างที่เป็นบริษัทวิสาหกิจ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์การมหาชน หรือองค์กรที่เป็นกองทุนนิติหรือไม่ใช่นิติบุคคล อย่างนี้ มากกว่าครับ ผมจึงบอกท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงพาณิชย์นะครับว่า ข้อมูลท่าน ใช้ไม่ได้เลย ใครไปจดมีบัตรประชาชน มีสำเนาทะเบียนบ้าน มีหลักทรัพย์ มีเงิน ท่านก็ให้เขา จดหมด แต่ท่านไม่เคยสืบประวัติเขาเลยว่า นายคนนี้มันโกงเขามาไหม มันเคยทำธุรกิจ เกี่ยวกับเหมืองแร่แล้วมันโกงมันเบี้ยวรัฐมาไหม มันจึงจดทะเบียนไม่ได้ใช่ไหม บริษัทนี้ มันตั้งขึ้นมาโดยเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีกฎหมายรองรับแล้วมันมายื่นจดนี้ผิดกฎหมายหรือไม่ อันนี้ไม่มีอะไรเลยนะครับ ปรากฏว่าสอบไปในเชิงลึกครับ ไปใช้ตำแหน่ง สมมติว่าเป็น รองผู้ว่าการรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ไม่มีปัญหาท่านประธานครับ เพราะเมื่อเกษียณตำแหน่งนี้ ก็จะให้คนถัดไปที่เป็นผู้ว่าการ หรือรองผู้ว่าการ ถือหุ้นในบริษัทที่เป็นวิสาหกิจหรือ รัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทลูก ท่านประธานพอนึกออกไหมครับ แต่พอประเด็นต่อมาคือ ถ้าเกษียณไปแล้วคนใหม่เข้ามานั่งก็ถือหุ้นในนามรัฐวิสาหกิจถูกต้องเลยครับ แต่ท่านประธาน เชื่อไหมครับ ผมสอบค้นพบมีการถือหุ้นโดยรองผู้ว่าการในชื่อบุคคลกับบริษัทหลานของลูก รัฐวิสาหกิจครับ ความหมายคืออะไรครับ เมื่อท่านเกษียณตุลาคมที่ผ่านมา ชื่อนี้ปรากฏเป็นชื่อ ของท่าน แม้จะมีเพียง ๑ หุ้น หรือ ๕ หุ้น ๓ หุ้น แต่มันคือมูลค่า เพราะบริษัทรัฐวิสาหกิจ บริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทที่ค้าขายแบบแทบจะไม่มีคู่แข่ง กำไรมหาศาล ถ้าเป็น หมื่นล้าน ๑ เปอร์เซ็นต์ก็เท่าไรแล้วครับ อันนี้เสียมากกว่าครับที่ผมเป็นข้อกังวลใจ แต่ผม ก็อยากจะขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการที่ริเริ่ม ผมรอที่จะอภิปรายเรื่องนี้เพื่อจะสะท้อน กลับไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กลับไปยังกรมที่เกี่ยวข้องครับว่ามี ๒ ทางครับ ทางหนึ่งคือแก้จากรัฐธรรมนูญ โดยศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นจากรัฐสภาไปว่าให้พิจารณา พิเคราะห์ หรือ ๒. ให้แก้ไขตั้งแต่ข้อ ๑๗ ไม่ต้องใส่ไป ตัดไปเลย เวลาใครไปยื่น ก็ใช้แบบฟอร์ม (Form) หนึ่ง มี ๒๑ ข้อ ๒๒ ๒๓ ๒๔ ก็ค่อยไปเพิ่มทีหลัง ส่วนการที่จะไป ยกเลิก ว. ๑ ถึง ว. ๕ ผมไม่เห็นด้วยเลยครับ บางคนเขาจดทะเบียนใหม่เขาไม่ได้รู้ทุกเรื่อง เขาไม่ได้ฉลาดทุกเรื่องนะครับ ท่านประธานครับ เพื่อนผมเขาเคยไปจดทะเบียนบริษัทเขาบอก เขาไม่รู้เรื่องเลย เขาก็ถามบริษัทจดว่าจดอะไรบ้าง พาณิชย์ก็บอกว่ามี ๒๑ ข้อ เอาตามนี้ละ เดี๋ยวค่อยไปเพิ่มทีหลัง เผื่ออยากทำธุรกิจอื่น จึงฝากท่านประธานผ่านท่านคณะกรรมาธิการ ผมขอบคุณท่านนะครับที่เริ่มศึกษา ผมจะขออนุญาตจบการอภิปราย แล้วขออวยพร ให้ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านรองประธาน และคณะกรรมาธิการ ท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน พบแต่สิ่งดีงามตลอดปีนี้ แล้วก็ปีต่อไป ในช่วงนี้ขอสวัสดีปีใหม่ ท่านด้วยครับ ขอบพระคุณครับ