อัครเดช แจงแนวทางแก้แบบฟอร์มจดทะเบียนบริคณห์สนธิ-ค่าธรรมเนียม-อายุหนังสือรับรอง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๔

อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ หารือประเด็นการปรับปรุงแบบฟอร์มการจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยชี้ปัญหาการระบุวัตถุประสงค์จำนวนมากเกินความจำเป็นที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจและสิ้นเปลืองทรัพยากร พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขผ่านการใช้ชอปปิงลิสต์ การเชื่อมโยงข้อมูลแบบเพเพอร์เลส และการกำหนดจำนวนวัตถุประสงค์อย่างชัดเจนเพื่อความโปร่งใสและมาตรฐานในการเก็บค่าธรรมเนียม รวมถึงการกำหนดอายุของหนังสือรับรองการจดทะเบียนให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อความสะดวกของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ เขต ๔ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการ เรียนท่านประธานครับ ตามที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทาง ปัญญา สภาผู้แทนราษฎร ท่านอันวาร์ สาและ ได้แถลงถึงหลักการในการพิจารณาเรื่องของ ญัตติการแก้ไขปรับปรุงแบบฟอร์ม (Form) การจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ ซึ่งรายละเอียดนั้นผมเองในฐานะที่เป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการและ สภาผู้แทนราษฎรให้ดำเนินการศึกษาแก้ไข ด้วยแนวทางการพิจารณาโดยได้เชิญหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเข้าพิจารณาทั้งหมด ๓ หน่วยงาน มีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เข้าพิจารณาร่วมกับ คณะอนุกรรมาธิการ เนื่องจากทางคณะกรรมาธิการได้มอบหมายให้อนุกรรมาธิการ ในคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญาได้พิจารณา ซึ่งผมเองในฐานะที่เป็น ประธานคณะอนุกรรมาธิการได้ดำเนินการพิจารณาได้ข้อสรุปดังนี้ครับท่านประธาน

ในส่วนของการแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ปัจจุบันนี้การจดทะเบียนหนังสือ บริคณห์สนธินั้น มีหลักการวัตถุประสงค์ที่เรียนกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับว่า ครอบจักรวาล แล้วก็มีปัญหาที่เกิดขึ้นเรื่องการถือหุ้นสื่อ แต่ว่าอันนั้นก็เป็นประเด็นหนึ่งที่เรา เองในฐานะที่พิจารณาที่จะต้องนำปัญหาดังกล่าวมาแก้ไข แต่สิ่งที่สำคัญคือเรื่องของการจด หนังสือบริคณห์สนธิปัจจุบันนี้ไม่เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันแล้วที่มีการเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะเรื่องของเทคโนโลยีการสื่อสารที่เปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันนี้การจดหนังสือ บริคณห์สนธิ โดยมีวัตถุประสงค์ที่เป็นจำนวนมากแล้วก็ไม่สอดคล้องกับการทำธุรกิจจริง ๆ ของนักธุรกิจ นักบริหาร แล้วก็พี่น้องประชาชน ทำให้เกิดปัญหาในการที่จะต้องไปยื่นในการ ทำนิติกรรมกับหน่วยราชการต่าง ๆ เพราะว่าปัจจุบันนี้การจดบริคณห์สนธิและการจด วัตถุประสงค์ที่มากเกินไปทำให้ปัจจุบันหนังสือที่ใช้ในการรับรองแทนที่จะมีแค่ใบเดียว ปัจจุบันนี้มีถึง ๔-๕ ใบ วัตถุประสงค์ในการจดแทนที่จะมีแค่ที่ทำจริง ๑ ข้อ ๒ ข้อ หรือ ๓ ข้อ แต่ปัจจุบันนี้มีถึง ๒๐ ข้อ ๓๐ ข้อ มีเยอะไปจนถึง ๖๐ ข้อ ฉะนั้นทำให้เกิดความสิ้นเปลือง ในทรัพยากรกระดาษ ปัจจุบันนี้ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่ทางอนุกรรมาธิการได้พิจารณา คือการให้ทางผู้ประกอบการได้จดวัตถุประสงค์ที่แท้จริง แล้วก็ทำให้ตรงกับธุรกรรมและ ธุรกิจที่ดำเนินการจริง อันนี้คือสิ่งที่อนุกรรมาธิการได้ตั้งธงไว้ ฉะนั้นเราจึงได้มีการพิจารณา ผลการศึกษามาทั้งหมด ๔ ข้อ ข้อที่ ๑ คือกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะได้นำผลการศึกษา ของคณะกรรมาธิการเพื่อเป็นการปรับปรุงแบบฟอร์ม (Form) การจดทะเบียนโดยการจัดทำ รายการธุรกิจ หรือชอปปิงลิสต์ (Shopping List) ลงในแบบฟอร์ม (Form) การจดทะเบียน ในหนังสือบริคณห์สนธิเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่จะมาขอจดทะเบียนประกอบธุรกิจ การค้าให้เกิดความชัดเจนมากที่สุด อันนี้หมายความว่าเดิมทีทางกรรมาธิการได้นำข้อมูล ของทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปัจจุบันนี้มี ว. ๑ ถึง ว. ๕ มี ๕ แบบฟอร์ม (Form) ซึ่ง ๕ แบบฟอร์ม (Form) นั้นทำให้มีวัตถุประสงค์ในการจดบริคณห์สนธิเยอะเกินไป และไม่ตรง ส่วนที่ผู้ประกอบการจะทำก็ต้องไปจดเพิ่ม เมื่อไปจดเพิ่มในข้อสุดท้ายทำให้ข้อที่ เป็นแบบฟอร์ม (Form) ก็ไม่ได้ตรงกับธุรกรรมที่ได้ทำจริง ฉะนั้นทางอนุกรรมาธิการจึงได้ พิจารณาว่าเราควรจะทำชอปปิงลิสต์ (Shopping List) ขึ้นมาเพื่อให้ทางผู้ประกอบการ ที่ตั้งใจที่จะจดนิติบุคคลหรือจดหนังสือบริคณห์สนธิได้เลือกรายการเฉพาะที่ตัวเองทำจริง จากชอปปิงลิสต์ (Shopping List) ที่ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะได้กำหนดขึ้น ตามหลักการก็คือทีสิก (TSIC) และไอสิก (ISIC) ขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันนี้มีหลายหน่วยงานนำมาใช้ อยู่แล้ว เราก็จะนำลิสต์ (List) ที่กำหนดโดยทีสิก (TSIC) และไอสิก (ISIC) มาให้ทาง ผู้ประกอบการได้เลือก แทนที่เราจะไปให้ผู้ประกอบการไปเขียนต่อท้ายจากแบบฟอร์ม (Form) ว. ๑ ถึง ว. ๕ เอง ซึ่งตรงนี้คือสิ่งที่เราได้พิจารณา นี่คือข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ก็คือ หน่วยงานของภาครัฐควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกันให้ทั่วถึงทั้งในส่วนกลาง ส่วน ภูมิภาค เพื่อลดข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูล รวมทั้งรณรงค์ให้มีการลดใช้กระดาษในการทำ นิติกรรมต่าง ๆ ให้น้อยลง หรือเพเพอร์เลส (Paperless) อันนี้คือข้อที่ ๒ หมายความว่าใน การที่ทางภาครัฐปัจจุบันนี้ผมในฐานะที่เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการ ได้เชิญหน่วยงานก็คือกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามาหารือ แต่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าบอกว่า การจดทะเบียนหรือวัตถุประสงค์สามารถที่จะจดโดยที่ทำจริงได้ แต่ว่าพอเวลาไปภาคปฏิบัติจริงตามพาณิชย์จังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศก็จะถูกระบุว่า จะต้อง ใช้แบบฟอร์ม (Form) ที่ทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนดไว้เท่านั้น ก็คือ ว. ๑ ถึง ว. ๕ อย่างที่ได้กราบเรียนท่านประธานไป ฉะนั้นเมื่อพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ ที่ไปขอยื่นจดทะเบียน หรือว่าสำนักทนายความ หรือสำนักบัญชี ไปยื่นขอจดทะเบียน ถ้าไปยื่นโดยไม่ใช้แบบฟอร์ม (Form) มาตรฐานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พาณิชย์จังหวัด ก็มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนก็คือไม่ยอมรับการจดทะเบียน ทั้ง ๆ ที่ส่วนกลางบอกว่า สามารถจดได้ แต่พอเวลาภาคปฏิบัติจริงไปถึงพาณิชย์จังหวัดก็บอกว่าไม่สามารถจดได้ ต้องใช้แบบฟอร์ม (Form) มาตรฐาน จึงทำให้มีวัตถุประสงค์ที่ครอบจักรวาล แล้วก็จะไป เกี่ยวพันกับข้อที่ ๑ ก็คือทำให้หนังสือบริคณห์สนธิมีวัตถุประสงค์มาก หนังสือบริคณห์สนธิ หรือหนังสือรับรองบริษัทแทนที่จะมีแค่แผ่นเดียว เอ ๔ (A4) ก็จะต้องเป็น ๒ แผ่น ๓ แผ่น ๔ แผ่น บางบริษัทมีถึง ๕ แผ่น ถ้าท่านไปทำธุรกรรมในข้อที่ ๒ อย่างที่บอกว่าหน่วยงาน ภาครัฐควรจะต้องเชื่อมโยงข้อมูลกันให้มากที่สุด ก็คือเพเพอร์เลส (Paperless) ฉะนั้นถ้าไป ทำธุรกรรมเดิม สมมุติว่าไปติดต่อกรมขนส่งไปจดทะเบียนรถ ถ้าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติไป เห็นเรื่องของการไปทำธุรกรรม หรือนิติกรรมที่ทางกรมที่ดิน กรมขนส่ง หรือไม่ขอไฟฟ้า ขอประปา บางทีรถคันหนึ่งจดทะเบียนแทนที่จะใช้เพียงแค่หนังสือรับรองชุดเดียว ๑ แผ่น ปัจจุบันนี้ ๑ ชุด ถ้าเราจดทะเบียนมากเกินไปวัตถุประสงค์มากเกินไป ๑ ชุด มี ๔-๕ แผ่น แทนที่จะใช้แค่ชุดเดียว บางทีก็ใช้ ๕-๖ ชุด ก็กลายเป็น ๒๐-๓๐ แผ่น ก็ทำให้เกิดปัญหา เปลืองกระดาษ แล้วก็เป็นปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นสิ่งที่เราได้ตั้งข้อสังเกตในข้อที่ ๒ ก็คือ ทางภาครัฐ ถ้าเราสามารถลดจำนวนวัตถุประสงค์ได้ให้ทำจริงก็จะเหลือกระดาษเพียงใบเดียว แล้วก็ให้ทางภาคราชการได้เชื่อมโยงข้อมูลถึงกัน แล้วก็จะทำให้เกิดความประหยัดในการใช้ กระดาษในการทำนิติกรรรมต่าง ๆ ที่หน่วยราชการ อันนี้คือข้อที่ ๒

ข้อที่ ๓ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตัววัตถุประสงค์ให้น้อยลงแล้ว เราก็เลยมา คิดถึงเรื่องของค่าธรรมเนียม ฉะนั้นกรมพัฒนาธุรกิจการค้าควรดำเนินการเรื่องของ ค่าธรรมเนียมดังนี้ครับ ๓.๑ กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมใหม่ โดยต้องมีอัตราไม่น้อยกว่าเดิม เพื่อไม่ให้รัฐได้สูญเสียรายได้ ๓.๒ มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมที่เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อสร้างมาตรฐานให้ผู้ประกอบการ และเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการให้มีมาตรฐาน อันนี้ คือหมายความว่า ถ้าเราเก็บค่าธรรมเนียมก็ต้องไม่น้อยเกิน แล้วก็ไม่มากเกิน ถ้าน้อยเกินไป รัฐก็สูญเสียรายได้ ถ้ามากเกินไปก็เป็นการกีดกันผู้ประกอบการที่จะมาจัดตั้งบริษัทใหม่ อันนี้ก็คือวัตถุประสงค์เป้าหมายที่ทางอนุกรรมาธิการได้พิจารณากัน ส่วนข้อ ๓.๓ กรณี การยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทควรกำหนดจำนวนวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เช่น กำหนดไว้ ๑๐ ข้อ ค่าธรรมเนียมเท่าไร ซึ่งเราเอง ในฐานะที่เป็นอนุกรรมาธิการเราก็ไม่ได้ชี้ชัดลงไปว่า ควรจะเก็บค่าธรรมเนียมเท่าไร แต่ให้แนวทางหรือกรอบในการพิจารณาให้ทางกรมพัฒนา ธุรกิจการค้าไปพิจารณาว่า ควรจะเก็บเท่าไร ก็เลยทำให้ผลการศึกษาของเราได้ระบุลงมา เป็นกรอบกว้าง ๆ เพื่อไม่ให้รัฐสูญเสียรายได้ แล้วก็ไม่เป็นการกีดกันในการทำธุรกิจ ของพี่น้องประชาชน อันนี้ก็คือข้อที่ ๓

ข้อที่ ๔ หนังสือรับรองในการจัดตั้งจดทะเบียนบริษัท หนังสือรับรองที่เวลาไป ใช้ในการทำนิติกรรม หรือว่าทำสัญญาระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเอกชนกับรัฐบาล หรือเอกชน กับเอกชน ปัจจุบันนี้ก็จะมีเฉพาะลงในหัวกระดาษว่า ออก ณ วันที่เท่าไร ในกรณีนี้ทาง กรรมาธิการก็มีข้อสังเกตว่า ในกรณีคัดหนังสือรับรองควรจะมีการระบุชัดเจนไปเลยว่า หนังสือรับรองมีอายุ ๙๐ วัน หรือ ๑๘๐ วัน เพราะว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเวลาไปทำนิติกรรมกับ หน่วยงานทางราชการบางหน่วยราชการ อย่างเช่น กรมขนส่ง ก็มีระยะเวลาหนึ่งบอกหนังสือ จดทะเบียนต้องไม่เกิน ๙๐ วัน บางกรมไปขอไฟฟ้าบอก ๑๘๐ วัน บางกรมไปจดทะเบียน ที่ดินก็อีกระยะเวลาหนึ่ง ก็เกิดความไม่สะดวกในการทำนิติกรรมกับพี่น้องประชาชน ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนที่รับฟังทางนี้แล้วทำนิติกรรมอยู่ แล้วเคยไปประสบเหตุการณ์ อย่างนี้ก็จะนึกออกว่าแต่ละหน่วยงานมาตรฐานไม่เหมือนกัน แม้กระทั่งเอกชนกับเอกชน กฎหมายแพ่งและพาณิชย์บางทีก็ไม่ได้ระบุไว้ แต่ก็ใช้ดุลยพินิจ ฉะนั้นถ้าเรากำหนดไว้เลยว่า หนังสือรับรองในการจดทะเบียนบริษัทควรจะเป็นกี่วันก็จะเกิดความชัดเจน อันนี้ก็เป็นผล การศึกษาของคณะกรรมาธิการ รวมถึงข้อสังเกตที่ทางอนุกรรมาธิการจะได้เสนอให้ทาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ได้พิจารณา เพื่อส่งให้กับรัฐบาลได้พิจารณาดำเนินการแก้ไข ตามที่กรรมาธิการได้มีความเห็นเป็นผลการศึกษามาเสนอให้ทางสมาชิกผู้ทรงเกียรติในนี้ ได้ศึกษาอยู่ที่ห้องประชุมนี้ครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ