กนก เสนอเชื่อมมหาวิทยาลัย-ชุมชน แก้ยากจน-ยกระดับเกษตรกร

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๔

กนก วงษ์ตระหง่าน ชี้แจงบทบาทของมหาวิทยาลัยในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจน และการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเน้นการปรับปรุงหลักสูตร การวิจัย และการลงพื้นที่ของอาจารย์ร่วมกับเกษตรกร เพื่อยกระดับรายได้และผลักดันโครงการจังหวัดโมเดลให้ขยายผลอย่างรวดเร็ว พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อเสนอไปปฏิบัติจริงอย่างต่อเนื่องและประสานงานกับ ส.ส. เพื่อติดตามผลผ่านช่องทางรัฐสภา รวมถึงสนับสนุนการส่งเสริมศีลธรรมและการฟื้นฟูประเทศหลังโควิดอย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่แบ่งแยกทางการเมือง

ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน กรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผมขออนุญาตใช้เวลาพยายามจะให้กระชับที่สุดเพื่อตอบคำถามของท่านสมาชิก ทุก ๆ ท่านในห้องประชุมนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าความเห็นของท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด สะท้อนความจริงข้อหนึ่งที่มหาวิทยาลัยกำลังเผชิญอยู่ก็คือว่า ประเทศไทยของเรามีความยากจน ประเทศไทยของเรามีความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคชนบท ในหมู่เกษตรกร ในหมู่เอสเอ็มอี (SMEs) ในกลุ่มคนชายขอบและชาติพันธุ์ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นเสียงเรียกร้องจากสภาแห่งนี้ที่อยากเห็นมหาวิทยาลัยลงไปทำหน้าที่ แล้วก็แก้ไขปัญหาดังกล่าว เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยคือความหวังที่จะได้นำความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความรู้ด้านอื่น ๆ ลงไปแก้ไขปัญหา ตรงนี้เป็นเสียงสะท้อน ที่ชัดเจนมากของสมาชิกอย่างน้อย ๒๔ ท่านที่ได้อภิปรายทั้งหมดมานี้ และประเด็นที่สำคัญ ที่เป็นเสียงสะท้อนก็คือว่า ทั้งหมดในรายงานนี้ก็คือรายงานที่อยู่บนกระดาษ แต่ ส.ส. ของ เราต้องการการปฏิบัติตามข้อเสนอของรายงานฉบับนี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ อย่างยิ่ง และที่ประชุมแห่งนี้ก็ตั้งความหวังไว้ว่า กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม หรือ อว. และกระทรวงศึกษาธิการจะได้รับข้อเสนอนี้ไปปฏิบัติ ผมขออนุญาต ภายใต้กรอบอันนี้ขออนุญาตตอบคำถาม ๔ ประเด็นด้วยกัน ท่านที่ผมไม่ได้เอ่ยชื่อกรุณา อย่าเข้าใจผิดว่าท่านไม่สำคัญนะครับ แต่เนื่องจากว่าท่านที่ผมเอ่ยชื่อนั้นท่านมีคำถามที่ตรง แล้วก็ขออนุญาตเอ่ยเพื่อให้เกิดความชัดเจน

ในประเด็นแรก ท่านยุทธพงษ์ จรัสเสถียร ได้ตั้งคำถามว่า อุตสาหกรรม ๑๐ อุตสาหกรรมนั้นวันนี้ได้ทำอะไรไปบ้าง ผมก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าโครงการของ กระทรวง อว. ที่เราทำเรื่องนี้ที่เราศึกษาก็คือโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ที่ได้มีการปรับ หลักสูตรให้ตรงกับความต้องการของตลาดไปเรียบร้อยแล้ว ก็ขออนุญาตเรียนว่าในขณะนี้ ในระดับปริญญาตรีที่ทำมีทั้งหมด ๙๑ หลักสูตร ใน ๒๒ มหาวิทยาลัย มีนักศึกษาที่เกี่ยวข้อง ๘,๑๑๓ คน แล้วก็สำเร็จการศึกษาไปแล้ว ๑,๒๐๓ คน แล้วส่วนที่เป็นประกาศนียบัตร หรือที่เรียกว่า นอน-ดีกรี (Non-Degree) นั้นมีหลักสูตรทั้งหมด ๒๒๔ หลักสูตร ใน ๓๕ มหาวิทยาลัย มีผู้เข้าเรียนอยู่ ๒๐,๗๔๔ คน แล้วก็สำเร็จการศึกษาไปแล้วทั้งหมด ในหลักสูตรระยะสั้น ตรงนี้ขออนุญาตกราบเรียนด้วยความเคารพนะครับว่า ที่พูดเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าที่ทำมาดีแล้ว ไม่ใช่ แต่เสียงจากที่ประชุมนี้บอกว่ายังน้อยไป จะต้องทำให้ มากกว่านี้ แล้วก็ทำให้เร็วกว่านี้ อันนี้คือประเด็นที่ชัดเจน สำหรับ กยศ. ในขณะนี้ กยศ. ก็ได้ให้เงื่อนไขพิเศษของโครงการเงินกู้ยืมตามหลักสูตรของ ๑๐ อุตสาหกรรมนี้อยู่แล้ว และที่สำคัญก็คือในสภาแห่งนี้ได้มีการศึกษาเรื่องของบทบาทของเงินกู้ยืม กยศ. ก็ได้ปรับ แนวทาง พยายามที่จะไม่ให้มีการฟ้องร้อง แล้วก็ยึดหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่แก้ไขด้วยการ แนะแนว การเจรจาหนี้แทนการฟ้องร้อง อันนี้ก็ได้เกิดการปฏิบัติแล้ว ผมขออนุญาตเรียนว่า อว. ได้เริ่มต้นทำแล้ว แต่ยังไม่พอ ยังไม่เร็วพอนะครับ

ในประเด็นที่ ๒ ที่สำคัญที่ตั้งคำถามเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาของ พี่น้องประชาชนของท่านวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ที่เชียงราย สิ่งที่เราเห็นชัดเจนก็คือว่า ศักยภาพในพื้นที่ที่ท่านวิสารได้อภิปรายนั้นมันมีจริง เกษตรอินทรีย์ที่อำเภอพานมีมาก แต่การส่งเสริมตรงนี้ยังน้อยเกินไป ความรู้ของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ไปแก้ไขปัญหาเรื่อง ปลาที่น็อก (Knock) น้ำ แล้วก็ต้องแก้ไขปัญหาในช่วงตอนกลางคืน ตี ๑ ถึง ตี ๕ นั้นเป็น องค์ความรู้ที่มีอยู่แล้ว แต่ยังไม่สามารถนำไปปฏิบัติได้เท่าที่ควร เพราะฉะนั้นโครงการยูทูที (U2T) ซึ่งดีอยู่แล้ว ควรจะต้องเกี่ยวข้องกับแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม ซึ่งวันนี้ คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม ได้ลงไปทำ ที่เราเรียกว่า โครงการจังหวัดโมเดล (Model) แล้วจังหวัดเชียงรายก็เป็นจังหวัดหนึ่งที่เรากำลังดำเนินการอยู่ เพราะฉะนั้นความหมายก็คือ ว่า ท่านวิสารบอกชัดเจนว่ามหาวิทยาลัยมีศักยภาพสูงที่จะแก้ไขปัญหาได้ แต่เรายังเอาไปใช้ ประโยชน์น้อยเกินไป สิ่งเหล่านี้ก็ขออนุญาตคณะกรรมาธิการจะได้นำเรื่องนี้ส่งไปยัง กระทรวง อว. ต่อไป

ในประเด็นที่ ๓ ที่ท่าน ส.ส. ผ่องศรี แซ่จึง ได้อภิปรายและท่านตั้งคำถาม ตรงมาก ก็คือว่าข้อเสนอทั้งหมดนี้เห็นด้วยหมดเลย แต่ขอถามตรง ๆ ตามสไตล์ (Style) ผ่องศรี แซ่จึง ว่าแล้วจะทำอย่างไรละครับถึงจะให้เกิดผลให้ได้ ตรงนี้เป็นคำถามที่ตรงมาก แล้วคณะกรรมาธิการของเราก็ได้ตั้งใจไว้ว่า หลังปีใหม่เราจะไม่ได้เอารายงานนี้ส่งผ่าน ช่องทางปกติที่เป็นทางการนะครับ ท่านประธานอัครวัฒน์ก็ได้นัดหมายกับกระทรวง อว. แล้วว่าคณะกรรมาธิการของเราจะไปเยี่ยมกระทรวง อว. แล้วก็จะนำรายงานฉบับนี้ ไปยื่นให้รัฐมนตรีและปลัดกระทรวงด้วยตัวท่านเองกับคณะกรรมาธิการ แล้วเราก็จะได้นำ ประเด็นทั้งหมดของการอภิปรายในวันนี้ทั้ง ๒๔ ท่าน ไปบอกกับกระทรวง เพราะฉะนั้น ก็ขอให้ประเด็นที่ท่านผ่องศรีได้พูดนั้น สิ่งที่เราจะไปบอกกับกระทรวง อว. ก็คือว่า ต้องเร่งปฏิบัติให้สำเร็จ แล้วก็เร่งขยายผลให้เร็วที่สุดโดยเร็วนะครับ

แล้วก็ประเด็นของท่านนิคม บุญวิเศษ ที่ท่านพูดถึงเรื่องดินเสื่อม พูดถึง สมุนไพรและสารสกัด ผมขออนุญาตกราบเรียนด้วยความเคารพว่ามหาวิทยาลัยมีคำตอบ เหล่านี้ทั้งหมด และเราได้ทดลองทำแล้ว อย่างเช่นที่อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร เราสามารถทำให้ดินเสื่อม ดินลูกรัง เป็นดินที่สามารถปลูกได้ภายใน ๒๘ วัน สมุนไพร ที่ไปทำสารสกัดที่สกลนครก็ทำแล้ว ฟ้าทลายโจร แล้วก็สกัดสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ออกมา แล้วก็ยืนยันว่าเรามี ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ทำให้ราคาผลผลิต ของฟ้าทลายโจรที่สกลนครซึ่งเคยขายมาหลายปี กิโลแห้ง ๓๐ บาท แต่พอยืนยันสาร แอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ๑๐ เปอร์เซ็นต์ พ่อค้าซื้อกิโลกรัมละ ๒๕๐ บาท ครับท่านประธาน นี่คือประเด็นที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านนิคมนะครับว่า สิ่งที่ท่าน พูดนี้ถูกต้อง และมหาวิทยาลัยจะต้องทำหน้าที่อันนี้

ประการสุดท้ายที่สำคัญก็คือว่า ท่านนิยม เวชกามา ได้พูดถึงว่าท่านจะตามไป ดูว่าที่พูดมานี้ทำได้จริงหรือเปล่า ผมขออนุญาตเห็นด้วยกับท่านอย่างยิ่ง และขอเสนอ ท่านนิยมเลยนะครับว่า กรุณาช่วยตั้งกระทู้ถามในสภากับรัฐมนตรีเป็นระยะ ๆ แล้วก็ อีกหลาย ๆ ท่านที่อภิปรายก็กรุณายื่นญัตติต่อสภาเพื่อติดตามเรื่องนี้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อที่ จะได้บอกกับรัฐบาลว่า สภาแห่งนี้เราไม่ได้ทำหน้าที่ศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว แล้วก็จบกันไป หมดหน้าที่ของเรา ไม่ใช่ สภาแห่งนี้ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เป็นความทุกข์ยากของ พี่น้องประชาชนของเราให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ให้มีรายได้ที่มากขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็ขออนุญาตฝาก ท่านนิยม เวชกามา ด้วยนะครับ ช่วยจัดคิวของ ส.ส. เพื่อไทย ให้ตั้งกระทู้ถามแล้วก็ยื่นญัตติ ให้มาก ๆ ในเรื่องเหล่านี้นะครับ

ในกรณีของพุทธศาสนานะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนด้วยความเคารพว่า เราเห็นด้วยกับท่านอย่างยิ่งในเรื่องของการนำศีลธรรมและจริยธรรมเข้าไปในจิตใจของ นักเรียน นักศึกษาของเรา ถ้าเราพูดภาษาง่าย ๆ ครับท่าน ก็คือว่าขอให้นำจริยธรรมและ ศีลธรรมกลับเข้าไปในชั้นเรียน กลับเข้าไปในมหาวิทยาลัย อันนี้ก็เป็นโจทย์ที่ชัดเจนนะครับ ก็ขออนุญาตขอบคุณในประเด็นนี้

ท่านประธานที่เคารพครับ เสียงเรียกร้องจากสภาแห่งนี้ทั้งหมด ๒๔ ท่าน ที่ เป็นตัวแทนของพวกเรา ผมเห็นภาพ ๓ ประเด็นใหญ่ ๆ ที่คณะกรรมาธิการของเราจะรับไป แล้วก็จะไปทำหน้าที่ของเราต่อ

ประเด็นที่ ๑ ครับท่านประธาน ก็คือเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอน อาจารย์ การวิจัยต่าง ๆ ต้องรีบทำปรับปรุงแก้ไขโดยเร็ว และการทำและปรับปรุงแก้ไขนี้ให้วัด ความสำเร็จที่ตัวนักศึกษา ว่านักศึกษามีความรู้จริงไหม นักศึกษามีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้ เป็นที่พึ่งให้กับพ่อแม่พี่น้องได้หรือไม่ และที่สำคัญนักศึกษาของเราแทนที่จะเป็นมนุษย์ เงินเดือนอย่างเดียว เขาจะเป็นผู้ประกอบการที่จะพลิกฟื้นธุรกิจ เศรษฐกิจในพื้นที่ได้หรือไม่ อย่างไร สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงความรู้ ถึงมายด์เซต (Mindset) ทัศนคติที่มี จนกระทั่งถึงทักษะในการทำงานจริง ตรงนี้คณะกรรมาธิการของเราก็จะติดตามใน รายละเอียดต่อไป

ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน อาจารย์มหาวิทยาลัยของเรา เสียงจาก ที่ประชุมแห่งนี้บอกชัดเจนว่า ท่านต้องออกจากมหาวิทยาลัยได้แล้ว แล้วก็ลงไปในพื้นที่ ลงไปพบกับประชาชน ไปทำงานกับพี่น้องประชาชน ใช้ความรู้ความสามารถของท่าน ไปแก้ไขปัญหาของประชาชนให้ได้ และวัดความสำเร็จ อันนี้ก็คือรายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น หรือไม่ คณะกรรมาธิการของเราตั้งประเด็นชัดเจนว่า เราอยากเห็นพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรฐานรากมีรายได้เพิ่มขึ้นเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท อย่างยั่งยืน นี่คือโจทย์ ที่คณะกรรมาธิการของเราตั้งเคพีไอ (KPI) เพื่อใช้ในการทำงาน และขณะนี้เราทำไปแล้ว ๙ จังหวัด แล้วก็เห็นผลสำเร็จแล้ว แต่เราจะต้องขยายผลให้มากขึ้น เราจะต้องทำให้ เกษตรกรดีขึ้น วิสาหกิจชุมชนของเราเข้มแข็งขึ้น ความยากจนหมดไปจากพื้นที่ของเรา เพราะฉะนั้นอาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ใช่ลงพื้นที่อย่างเดียว แต่จะต้องไปพาทำ ไปจูงมือ พี่น้องเกษตรกรลงไปแปลงการปลูก แปลงเลี้ยงสัตว์ แล้วก็แก้ปัญหาให้ได้ให้พี่น้องประชาชน ได้รู้จริงว่า การปลูกผักให้ต่อให้งอกทำอย่างนี้ การปลูกฟ้าทะลายโจรให้สารแอนโดร กราโฟไลด์ (Andrographolide) สูงทำอย่างไร เลี้ยงปลาแบบไหนไม่ให้ตาย อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้นครับท่านประธาน

ประเด็นสุดท้าย ข้อที่ ๓ ที่คณะกรรมาธิการของเราจะต้องดำเนินการต่อไป ก็คือกระทรวง อว. ซึ่งรับผิดชอบอาจารย์ต่าง ๆ สิ่งที่เราเห็นก็คือว่า ถ้าอาจารย์ทำงาน อย่างเดียวคงสำเร็จยาก ส.ส. ทำงานอย่างเดียวก็คงจะสำเร็จยาก เพราะเราก็มีความรู้จำกัด เมื่อลงไปในทางเทคนิคต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเราอยากเห็นความร่วมมือระหว่าง ส.ส. กับอาจารย์กับนักวิจัยจูงมือกันไปเข้าหาประชาชนเหมือนกับที่คณะกรรมาธิการของเรา ก้าวข้ามความเป็นพรรคการเมืองไปแล้ว เราสังกัดพรรคจริง แต่เวลาเราทำงานเราเป็นผู้แทน ของประชาชน และลงไปทำงานกับพี่น้องประชาชนเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อไทย พลังประชารัฐ หรือประชาธิปัตย์ หรือภูมิใจไทย สิ่งเหล่านี้เราทำงานร่วมกันเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นข้อสรุป อันนี้ เสียงสะท้อนอันนี้ของการอภิปรายวันนี้บอกชัดเจนกับเราว่า พี่น้องประชาชนของเรา ต้องมาก่อน ความยากจน ความเหลื่อมล้ำของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราจะต้อง แก้ไข และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือว่าโควิด (COVID) จะต้องจบ และภายหลังจากโควิด (COVID) นั้นจะทำให้พี่น้องประชาชนของเราลุกขึ้นยืนและพลิกฟื้นประเทศของเราได้อย่างไร นี่คือ โจทย์ที่ท้าทายที่พวกเรากรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม จะต้อง ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัย แล้วก็อยากจะขอให้ท่านสมาชิกในสภาแห่งนี้ได้ให้การสนับสนุน การทำงานนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน