พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือการปรับปรุงระบบการศึกษาอุดมศึกษา โดยเน้นการกระจายอำนาจให้มหาวิทยาลัยมีอิสระในการจัดการหลักสูตรและการผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ท่ามกลางความท้าทายจากเทคโนโลยี การลดลงของงบประมาณและจำนวนนักศึกษา รวมถึงปัญหาธรรมาภิบาลภายในสถาบัน จึงเรียกร้องให้กระทรวงเร่งแก้ไขและส่งเสริมโอกาสการเรียนรู้ต่อเนื่องเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมได้เป็นหนึ่งในผู้ที่นำเสนอญัตติในเรื่องนี้นะครับ เนื่องจากการปรับปรุง มหาวิทยาลัย ซึ่งได้นำเสนอไปก่อนที่จะเกิดวิกฤติโควิด (COVID) เมื่อตอนปี ๒๕๖๒ และต้อง ขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการที่ได้กรุณาศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียด แล้วผมก็ได้มีโอกาส เข้าไปร่วมประชุมด้วยหลายครั้ง อาจจะไม่ทุกครั้งก็ตามนะครับ ก็ได้เห็นถึงการทำงาน แล้วก็ ความพยายามที่จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เป็นประโยชน์ต่อการที่จะนำไปใช้ในการแก้ไข ปัญหาระบบการศึกษาของบ้านเรานะครับ ก็ขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามครับ กระผมก็มีข้อสังเกตที่อยากจะขอฝากไว้ เพื่อจะให้การทำงานของเรา ได้เกิดประสิทธิผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการกระจายอำนาจจากกระทรวง อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไปสู่มหาวิทยาลัย ซึ่งกระผมจะกล่าวต่อไป ในรายงานของท่าน ถ้าเราดูเฉพาะบทสรุปผู้บริหารก็จะมี ๒ เรื่องใหญ่ ๆ นะครับ เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของการบริหาร เป็นเรื่องของการผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน แล้วเรื่องที่ ๒ ก็จะเป็นเรื่องของหลักสูตรนะครับ เรื่องของบริหาร ท่านก็ยังมีการพูดถึง เรื่องรายได้ ทีนี้กลับมาถึงเรื่องของการผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของ ตลาดแรงงาน ขอสไลด์ (Slide) ขึ้นด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ผมมีสไลด์ (Slide) ที่อยากจะให้ เห็นเพื่อจะได้เป็นพื้นฐานนะครับ ในหลายปีมานี้เราเห็นโลกมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี อย่างก้าวกระโดด เมื่อสัก ๓๐ ปีที่ผ่านมาเราได้เห็นการเกิดขึ้นมาของคอมพิวเตอร์ที่ใช้อย่าง สะดวกก็คือ เดสก์ทอป (Desktop) หรือแล็ปทอป (Laptop) หรือแม้กระทั่งไอแพด (iPad) แล้วสุดท้ายก็จะเป็นแฮนด์โฟน (Hand phone) ก็ตาม สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้งานหลาย ๆ อย่าง เปลี่ยนไป สมัยก่อนเราเคยมีพนักงานพิมพ์ดีด พนักงานสถิติ หรือแม้กระทั่งคนที่มีอาชีพ ถ่ายรูปตามถนนต่าง ๆ ทุกวันนี้ก็หมดไป เพราะว่าเครื่องมือเหล่านี้มาทดแทน พูดง่าย ๆ ก็คือว่าทักษะที่เรียกว่ามีเดียมสกิล (Medium skill) หรือมิดสกิล (Mid skill) ก็ตามทุกวันนี้ ก็จะหายไป เพราะว่าเครื่องมาทดแทน ส่วนที่ยังไม่กระทบมากนักในระยะ ๒๐-๓๐ ปีที่ผ่านมา ก็จะเป็นทางด้านของไฮสกิล (High skill) กับทางด้านของโลว์สกิล (Low skill) แต่ขณะนี้ ด้วยความก้าวหน้าของดิจิทัลเทคโนโลยี (Digital technology) ก็ทำให้การทำงาน จะเปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางโลว์สกิล (Low skill) ก็จะมีเรื่องของการออโตเมชัน (Automation) เรื่องของการมีโรบอต (Robot) คือเครื่องยนต์ หุ่นยนต์เข้ามาทดแทนมากขึ้น ๆ ตามโรงงานต่าง ๆ เพราะฉะนั้นงานที่เคยใช้แรงงานต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ หายไป ขณะเดียวกัน ทางด้านไฮสกิล (High skill) ที่เป็นเรื่องของการใช้ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทางด้านของ กฎหมาย หรือบัญชี หรือความรู้ที่มันเป็นลักษณะที่ต้องไปเรียนระดับปริญญา ทุกวันนี้ก็จะมี เอไอ (AI) มีบิกเดตา (Big data) เข้ามาสวมแทน กล่าวกันว่านักกฎหมายต่อไปอาจจะมี ปัญหา เพราะว่าเอไอ (AI) จะมาช่วยเขียนคำฟ้องให้ ช่วยทำอะไรต่ออะไรให้แทนนักกฎหมาย ที่ทำอยู่ทุกวันนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นประเด็นหลักก็คือว่าโลกกำลังเปลี่ยน แล้วก็การศึกษา จะมีการเปลี่ยนทางด้านอื่น ๆ ที่หลายท่านก็ได้กล่าวไปแล้ว ก็จะทำให้สิ่งที่เรียนไปอาจจะ ตกยุคหมดสมัย อย่างเช่น ผมเจอวิศวกรไฟฟ้าท่านหนึ่ง แล้วผมก็คุยกับท่านในเรื่องของ โซลาร์เอนเนอร์จี (Solar Energy) ที่จะใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ท่านบอกผมว่าอย่างไรทราบ ไหมครับ ท่านบอกท่านรู้เรื่องเกี่ยวกับไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ทั้งที่ท่านจบวิศวะไฟฟ้ามา แสดงถึง ความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้คนที่ไม่มีการปรับตัวจะอยู่ในที่ลำบากครับ เพราะฉะนั้นหลักที่ผม อยากจะขออนุญาตให้เราได้ดูนะครับว่า ณ เวลานี้เรากำลังมีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ทำให้เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ที่เราเคยรู้จักหรือเคยชินจะมีการเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะ อย่างยิ่งกลุ่มคนที่เคยศึกษาในอดีต มาถึงปัจจุบันอาจจะเจอว่าทำงานไม่ได้แล้ว ผมเจอท่าน ที่จบ ปวส. ท่านหนึ่ง จบเมื่อสัก ๒๐ ปีที่แล้วท่านบอกว่า จบแล้วจะมาต่อมหาวิทยาลัย ปรากฏว่าหลักสูตรถูกยกเลิก กระทรวงศึกษาธิการไม่รับรองในปี ๒๕๔๒-๒๕๔๓ มีการ เปลี่ยนหลักสูตร ทำให้ท่านจะต้องกลับมาเรียนปี ๑ ใหม่ ซึ่งท่านก็ไม่ยอม เป็นต้น อันนี้คืออีก ตัวอย่างหนึ่งของระบบการศึกษาบ้านเราที่ไม่มีการรองรับ คนที่ยังไม่ได้มีโอกาสไต่เต้าขึ้นไป ผมก็อยากจะฝากประเด็นนี้ครับว่า เราอาจจะสนใจแต่เฉพาะคนที่จบ ม. ๖ ใหม่ ๆ แต่จริง ๆ ยังมีคนอีกจำนวนมากครับที่อยู่ในตลาดแรงงานที่ยังไม่ได้รับการเหลียวแล โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นปัญหาทุกวันนี้ก็คือกลุ่มที่กำลังเกษียณอายุ ๕๕ หรือ ๖๐ หลายคนที่ผม ไปเจอ มาถามผมว่าจะให้เขาทำอะไร เขาทำงานมาตลอดชีวิต แต่ว่าจากนี้ไปนายจ้างเลิกจ้าง เขาแล้ว ผมอยากจะให้มหาวิทยาลัยได้เป็นตลาดวิชาเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ ไม่เฉพาะแต่พวกที่จบโรงเรียนเท่านั้น ไม่ได้จบมัธยมเท่านั้น ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนต่อยอด อันนี้คือเป็นหลักที่ผมอยากจะขอเสริมให้ในข้อที่ ๑
ส่วนข้อที่ ๒ ที่ท่านพูดถึงเรื่องของรายได้ จริง ๆ ผมได้ไปเรียนชี้แจงในที่ ประชุมค่อนข้างที่จะชัดเจนนะครับว่า ต่อไปรัฐบาลจะไม่มีงบประมาณมาเจียดจ่ายให้ท่าน เพราะว่างบประมาณมีจำกัด มหาวิทยาลัยต้องพึ่งตัวเอง ขณะเดียวกันรายได้ที่ท่านได้จาก การเก็บค่าเล่าเรียนก็จะน้อยลง เพราะว่าเด็กมีน้อยลง จากเดิมเคยมี ๑.๒ ล้านคน เมื่อปี ๒๕๑๒ ที่เกิดใหม่ ปัจจุบันเหลือแค่ ๖๐๐,๐๐๐ คน เหลือแค่ครึ่งเดียว แล้วคนที่เข้าเรียนก็ น้อยไปทุกที เพราะฉะนั้นรายได้จากการเก็บค่าเล่าเรียนจะจำกัด หลายมหาวิทยาลัย มีปัญหาเรื่องไม่มีเด็กเรียน มหาวิทยาลัยต้องมีการเมิร์จ (Merge) กัน ต้องมีการลดค่าใช้จ่าย ประเด็นนี้อยากให้ท่านช่วยเขียนให้ชัด เพราะว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องมีการต่อสู้ต่อไป
ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ก็คือเรื่องของหลักสูตร ผมอยากให้ท่าน เขียนให้ชัดนะครับ ถึงแม้ท่านจะเขียนในที่นี้แล้วก็ตามว่า มหาวิทยาลัยจะต้องได้รับอำนาจ ในการดูแลเรื่องหลักสูตร อย่าปล่อยให้กระทรวงยังทำงานแบบเดิม ๆ นะครับ ผมได้สอบถาม ไปยังมหาวิทยาลัยบางแห่งว่า ทุกวันนี้หลักสูตรยังต้องขอมหาวิทยาลัยอนุมัติหรือเปล่า ใช่ครับ ยังต้องขออยู่ ทั้งปรับสั้น ปรับยาว เพราะฉะนั้นขอเถอะครับ ให้มหาวิทยาลัย ซึ่งมีสภามหาวิทยาลัยอยู่เขามีอำนาจเต็มที่ในการดูแลหลักสูตรของเขาเอง ส่วนท่าน คือกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทำหน้าที่ไปตรวจสอบ ไปออดิต (Audit) โพสต์ออดิต (Post Audit) แล้วแห่งไหนทำไม่ถูกไม่ต้องก็ไปว่ากล่าวกัน แต่ให้อำนาจ เขาได้ปรับหลักสูตรได้เต็มที่ครับ อันนี้จะเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้ระบบเรามีความคล่องตัว แล้วก็ รวดเร็วขึ้นต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์เรื่องของแรงงานในปัจจุบันครับ
สุดท้ายครับท่านประธาน อีกเรื่องหนึ่งที่ผมได้กล่าวไปบ้างแล้วในที่ประชุมว่า มหาวิทยาลัยตอนนี้เกือบทุกแห่งมีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล มีปัญหาเรื่องการฟ้องร้อง ซึ่งเป็น ตัวที่บั่นทอนการทำงานของมหาวิทยาลัย แทนที่ผู้บริหารจะมาดูแลเรื่องการเรียนการสอน กลับต้องมาสาละวนกับเรื่องของการฟ้องร้อง การแก่งแย่งชิงอำนาจกัน ก็ขอให้ท่านทาง กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรรม ได้หาวิธีการที่จะจัดการกับเรื่องของ ความขัดแย้งในมหาวิทยาลัยให้รวดเร็ว อย่าปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการปกติทุกวันนี้ ซึ่งใช้เวลาหลายปีความเสียหายก็เกิดขึ้นอย่างมากนะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนแต่เพียง เท่านี้ ขอบพระคุณมากครับ