สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง หารือปัญหาการผลิตบัณฑิตที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงาน พร้อมเสนอให้ปรับแผนการศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมและทบทวนหลักสูตรอุดมศึกษาให้เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ รวมทั้งเรียกร้องการจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างสถาบัน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ผมขอแสดงความคิดเห็นในเรื่องของรายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม ในญัตติการพิจารณาศึกษาแนวทางการวาง แผนการผลิตบัณฑิต ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับ ความต้องการของตลาดแรงงานและนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ ผมดูในรายงานของ คณะกรรมาธิการทำ ก็ดูว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ดีพอสมควร แต่ว่าเรื่องของการศึกษาเป็น เรื่องใหญ่และเป็นเรื่องสำคัญในระดับชาติ ผมขอแสดงความคิดเห็นนิดหนึ่ง ผมดูแล้วผมไม่สามารถที่จะหาข้อมูลในรายงานฉบับนี้ได้ ซึ่งผมอยากทราบว่าในขณะนี้ในระดับอุดมศึกษา ซึ่งเรามีกระทรวง อว. อยู่ ในขณะนี้ มหาวิทยาลัยในสังกัดของภาครัฐมีกี่แห่ง และแต่ละแห่งมีการผลิตนักศึกษาอย่างไร แล้วก็มหาวิทยาลัยที่ออกไปนอกระบบแล้วมีกี่แห่ง และมหาวิทยาลัยเอกชนมีกี่แห่ง ซึ่งตรงนี้ เราจะเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยในอดีตนั้นตั้งขึ้นมามากมาย แต่ในปัจจุบันนี้ประเด็นที่ผมอยาก ขอแสดงความคิดเห็นแล้วก็เป็นประเด็นที่ผมสนใจมาตลอด เนื่องจากว่าผมเคยอยู่ในท้องถิ่น แล้วก็เคยทำโรงเรียนระดับมัธยมจนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ก็คือโรงเรียนขององค์การ บริหารส่วนจังหวัดกระบี่ เพราะฉะนั้นเราก็จะมีความผูกพัน แล้วก็มีความเชื่อมโยงกับ มหาวิทยาลัย เราจะเห็นได้ว่ามหาวิทยาลัยในภาครัฐถ้าหากว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อ อย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วก็ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศิลปกรอย่างนี้ หรือเป็นมหาวิทยาลัยหลักในภูมิภาค เช่น มช. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มข. มหาวิทยาลัยขอนแก่น มอ. มหาวิทยาลัยสงขลา จะไม่ค่อย มีปัญหาในเรื่องจำนวนของนักศึกษา โดยเด็กจบ ม. ๖ แล้วก็สอบเข้าจะไม่ค่อยมีปัญหา เพราะแย่งชิงกัน ยังมีเพียงพอ ตลาดของนักศึกษายังมีเพียงพอ ก็คือเด็กจบ ม. ๖ เข้าไปสู่ ในมหาวิทยาลัยอย่างนี้ก็จะไม่เดือดร้อน แต่ในขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยที่เป็นคู่แข่งหรือว่า เป็นมหาวิทยาลัยของเอกชนเขาก็จะไปหานักเรียนที่จบ ม.๖ ที่จะเข้ามาสู่ในระดับปริญญาตรี ซึ่งตรงนี้ค่อนข้างที่จะเป็น ตลาดของการแก่งแย่งกัน เพราะฉะนั้นในมหาวิทยาลัยก็จะมี แคมเปน (Campaign) ต่าง ๆ เช่น เรียน ๔ ปี จะได้ปริญญา ๒ ใบ อะไรประมาณนี้ครับ เพราะฉะนั้นผมยังไม่แน่ใจนะครับว่าการเรียน ๔ ปีนั้นจะได้ปริญญา ๒ ใบ หรือเรียนต่ออีก ๑ ปี บวกเป็น ๕ ปี จะมีคุณภาพแค่ไหน เพียงใด เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกได้พูดในเรื่องของ โครงสร้างในเรื่องของตลาดแรงงานว่าเราไม่สอดคล้องกับการผลิตนักศึกษาในชั้นอุดมศึกษา ที่ออกมาแล้วนั้น มันไม่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมแรงงาน ก็สืบเนื่องมาจากว่า นโยบายในเรื่องของการเรียนตั้งแต่ระดับมัธยม ที่จริงแล้วระบบการศึกษามันจะต้องวางแผน ตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ ๑ ว่าการเข้าสู่เด็กนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จะเรียนสายศิลป์ จะเรียน สายวิทย์-คณิต อะไรต่าง ๆ สายสังคมอย่างไร ภาษาอย่างไร เพราะฉะนั้นมันจะไปกระจุกตัว อยู่ที่ ม. ๖ เพราะฉะนั้นเมื่อเด็กเห็นว่าประเทศเราในระดับมหาวิทยาลัยเรียนวิทยาศาสตร์ มันค่อนข้างยากที่จะไปสายแพทย์ วิศวะ ก็แห่มาเรียนกันในภาคสังคมศาสตร์ เพราะฉะนั้น ตลาดแรงงานพอจบออกมามันก็จะเป็นภาคสังคมศาสตร์ทั้งหมด อันนี้ก็คือเป็นประเด็นที่ฝาก เอาไว้ว่าเราโฟกัส (Focus) ให้มันไหลมาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาจนสู่อุดมศึกษาอย่างไร
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือว่า หลักสูตรปริญญาตรีควรจะกำหนด ๔ ปี มันจะเปลี่ยนได้แล้วหรือยัง เช่น เราอาจจะไปทบทวนหลักสูตรวิชาที่ไม่น่าจะจำเป็น ก็ให้เด็ก เรียนในภาควิชาที่เขาออกมาสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งวันนี้ประเทศเรากำลังพัฒนาอุตสาหกรรม ในยุคใหม่ แนวใหม่ แล้วก็ในอนาคตจะเป็น ๕ จี (5G) ๖ จี (6G) อย่างนี้ครับ เรามีนิคม อุตสาหกรรมอีอีซี (EEC) เรากำลังจะมีโครงการ ถ้าความเป็นไปได้ในเรื่องของคลองไทย เราจะวางแผนในเรื่องของการผลิตนักศึกษาอย่างไรบ้าง ซึ่งวันนี้พูดง่าย ๆ เลยนะครับ ช่างเชื่อมใต้น้ำเราขาดเป็นหมื่นตำแหน่ง แล้วก็มีรายได้ที่สูงมาก แล้วมหาวิทยาลัยในภูมิภาค เราก็จะมีการศึกษาบ้างไหมว่า มหาวิทยาลัยที่อยู่ในโซน (Zone) ภาคใต้เราจะมุ่งเน้นในเรื่อง ของคณะใหม่ ๆ อย่างไรบ้าง ภาคเหนือ ภาคอีสาน ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่ามันไม่น่าสอดคล้อง ในขณะที่นวัตกรรมใหม่ ๆ ในวันนี้มีการแข่งขันสูงมาก แต่เราผลิตบัณฑิตออกมาได้คุณภาพ ตรงกับตลาดแรงงานของเราหรือไม่ และในอนาคตมันก็จะมีตลาดแรงงานที่ไหลมาจาก ต่างชาติ ก็จะทำให้ตลาดแรงงานในประเทศไทยเรานั้นอาจจะไม่สามารถแข่งขันได้
อีกประเด็นต่อมา ที่น่าสนใจมากนะครับ มหาวิทยาลัยบางมหาวิทยาลัยที่มี ทรัพย์สินในส่วนตัวที่ออกนอกระบบ มหาวิทยาลัยรวยก็รวยกันไปนะครับ แต่บางมหาวิทยาลัย ที่ยังมีความยากจน หรือว่าไม่สามารถที่จะรับงบประมาณจากการจัดสรรงบประมาณ ของภาครัฐให้มาได้เพียงพอนั้น อันนี้ก็ยังมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่ ผมก็อยากจะให้ คณะกรรมาธิการได้ไปศึกษาด้วยว่าความเหมาะสมในการจัดสรร โดยเอาหัวนักศึกษา เป็นเกณฑ์ หรือว่าเอาเรื่องคณะ และยังมีอีกหลายเรื่องนะครับที่น่าสนใจ เวลามีค่อนข้าง จำกัดมาก เช่นในเรื่องของสภามหาวิทยาลัย เราจะต้องวางกฎเกณฑ์กติกาอย่างไร เพื่อที่จะ ไปกำกับ ควบคุม ดูแลของระบบอาจารย์และนักศึกษา
อีกสิ่งหนึ่งครับ จำเป็นก็คือการวิจัยและการรับงานมีรายได้ในเรื่องของงบ นอกงบประมาณของมหาวิทยาลัย อันนี้ก็ถือว่ามีหลายมหาวิทยาลัยนะครับ ที่ใช้ระบบ ในเรื่องของอาจารย์ เพื่อที่จะมีรายได้เข้ามาสู่มหาวิทยาลัย ก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจก็ฝาก คณะกรรมาธิการไว้ด้วย ขอบคุณท่านประธานครับ