ชวลิต ชี้หลักสูตรการศึกษาต้องเน้นกรอว์ทมายด์เซตและนวัตกรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๒๔ ธันวาคม ๒๕๖๔

ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ อภิปรายเน้นย้ำความสำคัญของมายด์เซตและการพัฒนาทักษะการเข้าใจผู้อื่น การตั้งโจทย์ปัญหา และกระบวนการคิดเชิงนวัตกรรมในหลักสูตรการศึกษา เพื่อเตรียมผู้เรียนสู่โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเสนอให้มีการปลูกฝังกรอว์ทมายด์เซต ฝึกการระดมสมอง สร้างต้นแบบอย่างรวดเร็วและประหยัด พร้อมเรียนรู้จากความล้มเหลวอย่างต่อเนื่องในกรอบแนวคิดแซนด์บ็อกซ์ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และนวัตกรรมอย่างยั่งยืน

พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พันตำรวจตรี ชวลิต เลาหอุดมพันธ์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม ที่รับญัตติการ ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของ ตลาดแรงงานจากสภามาศึกษา แล้วก็ร่วมกันจัดทำรายงานฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อเสนอต่อสภา ในรายงานฉบับนี้ก็มีข้อเสนอที่มีประเด็นหลากหลายมาก ที่ทุกประเด็นก็ล้วนมีประโยชน์ ที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ แต่ถ้าทุกประเด็นสำคัญก็เท่ากับว่าไม่มีประเด็นไหนสำคัญเลย ถูกไหมครับ ความสำคัญก็คือการจัดลำดับความสำคัญหาสิ่งที่สำคัญที่สุด แล้วก็จัดลำดับ ให้มันมากน้อยต่างกันไปนะครับ ดังนั้นในเวลาไม่กี่นาทีของผมนี้ ผมก็จะขออภิปรายนำเสนอ เนื้อหาในรายงานเพียงประเด็นเดียวนะครับ ที่เป็นประเด็นที่ผมภูมิใจนำเสนอ แล้วก็ใส่เข้าไป ในรายงานที่ส่วนตัวผมมีความเห็นว่ามันสำคัญมากที่สุดแล้วก็สำคัญกว่าทุกประเด็นนะครับ ประเด็นนั้นก็คือมายด์เซต (Mindset) แล้วก็ทักษะที่ทุกคนที่ต้องได้รับจากหลักสูตร การศึกษาให้ติดตัวตลอดไปทุกช่วงวัยของการทำงานนะครับ เป็นมายด์เซต (Mindset) และ ทักษะที่ต้องติดตัวไปจนเกษียณนะครับ ไม่ว่าจะจบจากหลักสูตรใดก็ตาม ทุกหลักสูตรต้อง ผลิตคนให้มีมายด์เซต (Mindset) และทักษะที่ผมจะอธิบายต่อไปนะครับว่ามันสำคัญที่สุด อย่างไร ก่อนอื่นผมก็ขอเปรียบเทียบกับประเด็นอื่นที่มีประโยชน์นะครับ แต่ผมคิดว่าอาจจะ ไม่เท่า เช่น การปรับปรุงหลักสูตรให้รวดเร็ว ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกก็สำคัญที่ได้ เสนอไปในรายงานฉบับนี้ เพราะว่าโลกเปลี่ยนไปไวมากใช่ไหมครับ มีงานประเภทใหม่ ๆ เกิดขึ้นมามากมาย แต่หลักสูตรปัจจุบันหากผลิตคนที่ไม่ถนัดในงานที่ไม่ค่อยจะมีคนจ้าง กันแล้ว งานใหม่ ๆ ที่เป็นที่ต้องการของตลาด ก็ไม่มีหลักสูตรที่ผลิตคนให้มาทำงานใหม่ ๆ งานนี้ได้ ดังนั้นการแก้ที่หน่วยงานตรวจสอบ มาตรฐานหลักสูตรหรือว่าการวางโครงสร้าง องค์กรเสียใหม่ หรือว่าการปรับปรุงกฎระเบียบก็เป็นการตอบโจทย์ในระดับหนึ่งนะครับ หรือประเด็นที่ว่ามหาวิทยาลัยไม่รู้หรอกว่าตลาดแรงงานในปัจจุบันต้องการคนทักษะ แบบไหน จำนวนเท่าไร ก็เลยผลิตคนไม่ตรงตามตลาดแรงงานในปัจจุบัน วิธีแก้ก็คงต้องสร้าง ระบบที่เก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการต่าง ๆ เพื่อเชื่อมความต้องการของตลาดแรงงาน กับการออกแบบหลักสูตรและจำนวนรับนิสิตนักศึกษาแต่ละหลักสูตรให้ตรงกันมากขึ้น อันนี้ก็สำคัญเช่นกันนะครับ อยู่ในรายงานฉบับนี้ แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับประเด็นมายด์เซต (Mindset) และทักษะที่ทุกหลักสูตรต้องมี คือประเด็นที่สำคัญที่สุดที่ผมเกริ่นมาตั้งแต่ทีแรก นะครับ เพราะอะไรครับ เพราะสมมุติว่าปัจจุบันมีหลักสูตรที่ผลิตคนออกมาแล้วมีทักษะ ที่ตอบโจทย์กับตลาดแรงงานในปัจจุบันนี้แล้ว แต่โลกทุกวันนี้เราก็ต้องเข้าใจนะครับว่า เวลา ผ่านไปไม่นานตลาดแรงงานก็จะเปลี่ยนไปอีกแล้ว ชีวิตการทำงานของคนเราก็ไม่ได้มีแค่ช่วง ที่เพิ่งเรียนจบแล้วก็จบชีวิตเลยถูกไหมครับ เราก็ยังต้องมีชีวิตที่ยืนยาวต่อไป คนที่ทำงานที่มี ทักษะตรงกับงานในอดีตนี้ ทำงานไปสักระยะหนึ่งงานก็เปลี่ยนแปลงไปตามโลก คน ๆ เดียวกันนี้ตอนที่เพิ่งจบอาจจะเป็นคนที่เก่งมากสำหรับเวลานั้น แต่โลกมันเปลี่ยนไปพอเจอ งานซึ่งต้องใช้ทักษะใหม่ที่ไม่เคยเรียนในหลักสูตรที่จบมาเขาจะทำอย่างไรนะครับ จะให้บริษัทไล่พนักงานเก่าที่ทักษะไม่ตรงกับงานใหม่ ๆ ออกไปเลยหรือว่าจะให้บริษัทไม่ต้อง ปรับเปลี่ยนอะไรเลย ให้พนักงานเก่าทำงานแบบเดิม ๆ ไป ก็รอให้บริษัทเจ๊งเข้าสักวันนะครับ แบบนี้ไม่ได้นะครับ ประเทศไทยก็ไม่สามารถอยู่รอดได้ในโลกที่เปลี่ยนไวเช่นนี้ได้อีกต่อไปแล้ว นะครับ หากเราไม่สร้างระบบการศึกษาให้ทุกคนโดยรวม เมื่อจบการศึกษาไปแล้วมีมายด์ เซต (Mindset) ที่เรียนรู้ใหม่ได้ตลอดเวลาทุกช่วงวัย มายด์เซต (Mindset) ประเภทนี้เรียกว่า โกรว์ทมายด์เซต (Growth Mindset) นี่คือประเด็นที่สำคัญที่สุดเรื่องปรับปรุงหลักสูตร คือทุกหลักสูตรต้องทำให้คนทุกคนมีมายด์เซต (Mindset) แบบนี้ให้ได้เป็นเป้า ประกอบกับ ความรู้พื้นฐานที่ดีที่แต่ละหลักสูตรมีแตกต่างกันไป จึงจะทำให้คนที่เรียนจบไปแล้วเป็น ๑๐ ปี เป็น ๒๐ ปี เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ได้ง่าย เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนไป เรื่อย ๆ ในอนาคต มายด์เซต (Mindset) ที่ตรงกันข้ามที่จะอยู่รอดไม่ได้ ก็คือคนประเภท ที่คิดว่าตนมีประสบการณ์แล้วก็หยิ่งผยองกับความสำเร็จในอดีต ไม่ยอมรับกับความบกพร่อง ในทักษะที่มีอยู่ ก็เลยไม่สนใจเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ นะครับ คนประเภทนี้ก็มีศัพท์เรียกว่า ฟิกซ์มายด์เซต (Fixed Mindset) หรือที่คนไทยเรียกว่าน้ำเต็มแก้วนั่นเอง คนที่มีมายด์เซต (Mindset) แบบนี้ก็ไม่ได้ผิดหรือว่าเลวร้ายอะไรนะครับ แต่ว่าเขาก็จะอยู่รอดไม่ได้ มายด์เซต (Mindset) ที่ต่างกันส่งผลให้การอยู่รอดแตกต่างกันแค่ไหน เราก็อาจจะเห็น ตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเช่น บริษัทต่าง ๆ หรือว่านักการเมือง พรรคการเมืองที่เราเห็น ๆ กันอยู่ ในนี้นะครับ ใครจะมีมายด์เซต (Mindset) แบบไหน จะเป็นโกรว์ทมายด์เซต (Growth Mindset) หรือว่าฟิกซ์มายด์เซต (Fixed Mindset) ผมไม่อยากให้เราคิดว่าเป็นเรื่องของ ปัจเจกนะครับเป็นเรื่องความบังเอิญหรือว่าความโชคดีที่บางคนเคยถูกสอนและถูกปลูกฝังให้ เป็นโกรว์ทมายด์เซต (Growth mindset) หรือว่าบางคนโชคร้ายถูกปลูกฝังมาผิด ๆ อาจจะด้วยวัฒนธรรมหรือสภาพที่ถูกอำนาจนิยมกดขี่ อย่างไรก็ตามทำให้เป็นฟิกซ์มายด์เซต (Fixed mindset) แต่มันควรจะอยู่ในหลักสูตรการศึกษา เพื่อที่จะทำให้คนจบการศึกษามา ทุกคนพร้อมที่จะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานในอนาคตได้นะครับ พร้อม ปรับทักษะใหม่ ๆ หรือที่เราเรียกว่ารีสกิล (Reskill) นั่นเอง เราก็น่าจะรู้กันอยู่แล้วนะครับว่า การรีสกิล (Reskill) คำ ๆ นี้มันไม่ใช่แค่ว่าเพียงแค่จับพนักงานมาอบรมเพิ่มแล้วเขาจะรีสกิล (Reskill) ได้นะครับ สิ่งที่จะทำให้คนเรารีสกิล (Reskill) ได้ก็คือ มายด์เซต (Mindset) ที่ถูก ปลูกฝังมาก่อนหน้านี้นั่นเองนะครับ เราคงห้ามคนทั้งโลกให้อย่าคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ เพื่อมาแข่ง กับเรา เราก็ห้ามเขาไม่ได้ใช่ไหมครับ เราจะยอมอยู่เฉย ๆ แล้วก็พ่ายแพ้ หรือเราจะมีสกิล (Skill) หรือทักษะของการคิดสิ่งใหม่เพื่อให้แข่งกับเขาได้ ผลิตภัณฑ์ที่เมื่อก่อนเราขายดี เราไปห้ามคนอื่นคิดผลิตภัณฑ์ที่ดีกว่าเราไม่ให้เกิดขึ้นมาบนโลกไม่ได้ใช่ไหมครับ โมเดล (Model) ธุรกิจ การบริการ วิธีการทำงานที่เราเคยประสบความสำเร็จในอดีตเราก็ไปห้าม คนอื่นให้คิดโมเดล (Model) ธุรกิจหรือสร้างประสบการณ์การให้บริการที่ดีกว่าเราก็ไม่ได้ โครงสร้างองค์กรหรือโครงสร้างอำนาจที่มันเคยเวิร์ก (Work) เคยดีมาก่อนในอดีต เราก็ไป ห้ามองค์กรอื่นปฏิรูปเปลี่ยนแปลงออกแบบใหม่ให้ดีกว่าเราแล้วมาตีให้เราพังพินาศก็ไม่ได้ ใช่ไหมครับ ดังนั้นทักษะการคิดสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นมาบนโลก เพื่อเราจะได้อยู่รอดในโลก อนาคตได้ สอนได้ครับอันนี้ปลูกฝังได้ มีสถาบันระดับโลกเขาทำมาเป็นวิชาให้คนเรียนได้ ฝึกฝนได้ เพื่อให้คนที่เรียนมีทักษะนี้ และทุกหลักสูตรของสถาบันการศึกษาของเราก็ควรจะ บรรจุหลักสูตรนี้เข้าไป ผมจะขอใช้เวลาที่คิดว่าจะเหลืออยู่น้อยหนึ่งตรงนี้อธิบายแบบไว ๆ ว่าวิชานี้มันคืออะไร มันก็คือวิชาที่ประกอบไปด้วย ๕ หัวข้อหลัก แล้วก็แต่ละหัวข้อเรียงต่อ กันเป็นกระบวนการคิด ๕ ขั้นตอน

ขั้นตอนแรก ก็คือทักษะการเอ็มพาไทซ์ (Empathize) หรือว่าการเข้าไปนั่ง ในใจผู้อื่น มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แค่การเมตตาคนอื่นหรือใส่ใจคนอื่นแค่นั้นนะครับ เรื่องนี้ มันต้องสอนนะครับ มันเป็นทักษะ เพราะว่ามันค่อนข้างจะขัดกับวิธีคิดของเราแบบเมื่อก่อน คือไม่ใช่ว่าเราเป็นคนดีที่เห็นใจคนอื่นแล้วอยากทำสิ่งดี ๆ ให้คนอื่นแล้วแต่ผลที่เกิดขึ้น มันอาจจะไม่ตอบโจทย์เขาก็เป็นได้นะครับ เพราะว่าอะไร เพราะว่าเราคิดอยู่ในมุมของเรา นั่นเอง เราอยากจะแก้ไขปัญหาให้เขา แต่เราไม่ได้เปลี่ยนมุมคิด เราไม่ได้มองในมุมของคน ที่เราจะแก้ปัญหาให้ เราไม่ได้เข้าถึงข้างในของลูกค้าที่เราจะสร้างของใหม่ให้ สิ่งใหม่ที่เราคิด ที่เราทุ่มเททำมันขึ้นมาก็เลยไม่ได้ตอบโจทย์ลูกค้าถึงแม้ว่าเราจะตั้งใจทำก็ตาม ในวิชานี้มันก็ จะมีเทคนิคมีวิธีที่เขาสอนและฝึกให้เราเข้าไปนั่งในใจคนอื่นได้นะครับ เปลี่ยนมุมมอง ออกจากตัวเราเองได้

เมื่อเรารู้ความต้องการจริง ๆ ของเขาแล้ว ของคนที่จะแก้ไขปัญหาให้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือขั้นตอนที่ ๒ ดีไฟน์ (Define) คือทักษะการกำหนดปัญหาการตั้งโจทย์ให้ ชัด ตีขอบเขตให้ชัดว่าปัญหาที่เราจะมาแก้มันคืออะไรกันแน่ เดิมปกติเราก็มักจะคิดว่าการ แก้ปัญหามันสำคัญที่สุดใช่ไหมครับ แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วการรู้ว่าปัญหาจริง ๆ คืออะไร การตั้งโจทย์ที่มันถูกต้องสำคัญกว่าการแก้ปัญหาเสียอีกนะครับ เพราะว่าถ้าเราพยายามจะ คิดสิ่งใหม่ ๆ โดยไม่มีทักษะนี้เราก็จะเสียเวลาหลงทาง เสียงบประมาณ สิ่งใหม่ที่เราทุ่มเท สร้างมันขึ้นมามันก็จะแก้ไขปัญหาได้ไม่ตรงจุด ซึ่งก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ทั่วไปที่เป็นแบบนี้ จึงต้องมีการเรียนรู้และตีกรอบปัญหาอย่างไรไม่ให้มันกว้างไปหรือว่าแคบไป ให้มัน ครอบคลุมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ตรงนี้มันต้องมีเครื่องมือวิธีคิดอย่างไรจึงจะกำหนด ปัญหาได้ดี เรื่องนี้ต้องมีการเรียนการสอนในหลักสูตรเพื่อให้ผู้ที่จบการศึกษาไปอยู่รอดได้ใน ตลาดแรงงานในอนาคตต่อไป

ขั้นตอนที่ ๓ ไอดีเอต (Ideate) คือการคือการทำให้ไอเดีย (Idea) หรือ ความคิดใหม่ ๆ ที่ใช้แก้ปัญหาให้มันผุดขึ้นมาบนโลกได้ ปกติความเคยชินเดิมของเราเวลาเรา ฟังไอเดีย (Idea) ใหม่ ๆ ของคนที่เสนอมา ถ้ามันใหม่จริงเราก็จะฟังดูเหมือนมันจะเพี้ยน ๆ เพ้อเจ้อใช่ไหมครับ คือความคิดของตัวเราเองมันก็ชอบหาจุดบกพร่องแย้งกับไอเดีย (Idea) ใหม่ ๆ ของคนอื่นโดยอัตโนมัติอยู่แล้วนะครับ ผลที่เกิดขึ้นก็คืออะไรนะครับ ก็คือไอเดีย (Idea) ใหม่ ๆ เหล่านั้นมันก็จะมลายหายไป มันก็จะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าไอเดีย (Idea) ที่เราฟัง มันดูสอดคล้องกับความคิดของเรามากเลย เราชอบมาก เพราะว่าเราคุ้นเคยกับไอเดีย (Idea) แบบนี้ แบบนี้มันแปลว่าอะไรครับ มันแปลว่าไอเดีย (Idea) นี้มันไม่ใหม่อย่างไรครับ ถ้าไอเดีย (Idea) ใหม่จริงเราฟังดูแล้วมันจะ แปลก ๆ เพี้ยน ๆ ต่อมเอ๊ะของเรามันก็จะทำงานทันที อันที่จริงต่อมเอ๊ะหรือว่าการหาจุด จับผิดก็คือทักษะคริทิคัล ทิงกิง (Critical Thinking) ซึ่งจำเป็นแล้วก็ขาดไม่ได้ในบริบทอื่น คือบริบทของการรับข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะข้อมูลที่มันสอดคล้องกับความเชื่อเดิมของเรา ที่เราอยากจะเชื่อโดยอัตโนมัติ อันนี้เราต้องระวังเราต้องฝึกให้มากนะครับ แต่ในบริบทของ นวัตกรรม ขั้นตอนที่เราจะระดมสมองหาไอเดีย (Idea) ใหม่ ๆ ที่เราไม่คุ้นเคย แล้วสมองเรา อยากจะจับผิดอัตโนมัติเราต้องอย่าเพิ่งใช้คริทิคัล ทิงกิง (Critical Thinking) ในขั้นตอนนี้ แล้วก็ปล่อยให้ไอเดีย (Idea) ใหม่ ๆ มันฟุ้งขึ้นมาก่อน ขั้นตอนของการสร้างไอเดีย (Idea) ใหม่ ๆ ที่เขาสอนในวิชานี้ก็คือการระดมสมองให้เกิดไอเดีย (Idea) ฟุ้ง ๆ ให้มันเกิดขึ้นมา เยอะ ๆ เน้นปริมาณของไอเดีย (Idea) อย่าเพิ่งเน้นคุณภาพของไอเดีย (Idea) ซึ่งความเคยชิน ของคนเราก็มักจะทำตรงกันข้ามนะครับ เราต้องเน้นปริมาณก่อน พอได้ปริมาณไอเดีย (Idea) เยอะ ๆ แล้วเราค่อยมาจัดกลุ่ม และเราก็ได้เห็นไอเดีย (Idea) ใหม่ ๆ ที่จะตอบโจทย์ ของปัญหาที่เราหยิบมาใช้ได้ ทักษะนี้มันก็เกิดขึ้นเองยากนะครับ ถ้าไม่ฝึกถ้าไม่ใส่เข้าไป ในหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้ที่จบการศึกษาไปอยู่รอดได้ในตลาดแรงงานในอนาคต

ขั้นตอนที่ ๔ ท่านประธานใกล้จบแล้วนะครับ คือการสร้างต้นแบบ ก็คือจาก ขั้นตอนที่แล้วเราเอาไอเดีย (Idea) จากขั้นตอนที่แล้วมาทำให้เกิดเป็นรูปเป็นร่างให้มัน จับต้องได้เพื่อเอาไปใช้ขั้นตอนต่อไปก็คือ

ขั้นตอนที่ ๕ เทสต์ (Test) ก็คือเอาไปให้คนทดลองใช้ แล้วก็รับฟีดแบ็ก (Feedback) รับคำติชมกลับมาว่าต้นแบบที่เราสร้างไปในขั้นตอนที่แล้วคนทดลองใช้งาน ไปแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง การทำต้นแบบถ้าเราไม่ผ่านการเรียนรู้มาก่อนเราก็มักจะอยากหาเงิน มาก ๆ มาสร้างต้นแบบให้มันออกมาดีที่สุดตั้งแต่แรก ถ้าทำแบบนี้ผลคืออะไรครับ พูดสั้น ๆ ก็คือมันก็จะเปลืองแล้วก็เสียเวลานะครับ เจ็บหนักเลยนะครับเมื่อเราล้ม คือเราไม่สามารถ รู้อนาคตได้อย่างละเอียดถูกไหมครับ เวลาเราคิดแผนอะไรขึ้นมาเราก็มักจะคิดว่าเส้นทาง มันก็จะราบเรียบ แล้วก็คิดว่ามันจะมีอุปสรรคที่เราเดาไว้อยู่แล้วว่าเราจะเจออะไรบ้าง อันนี้มันคือโลกในความคิด แต่ว่าในโลกของความเป็นจริงเส้นทางมันไม่ได้ราบเรียบนะครับ เราก็ไม่มีทางรู้ว่าทางมันขรุขระหรือว่าอุปสรรคมันอยู่ตรงไหนบ้างในอนาคตนะครับ ต้นแบบ ที่เราทำออกมา ตั้งแต่ทีแรกมันก็ต้องมีจุดบกพร่องที่เราไม่ได้คิดมาก่อนถูกไหมครับ ดังนั้น ถ้าเราลงทุนเยอะตั้งแต่ต้นแบบอันแรกเราก็จะล้มแบบเจ็บหนักเจ็บนานกว่าจะลุก ดังนั้น เราก็ต้องทำต้นแบบให้ใช้ทุนน้อย ๆ ใช้เวลาสร้างไว ๆ เอาไว้ก่อน เพื่อทำให้เมื่อเราล้มแล้ว เราจะได้ลุกได้เร็วแล้วก็นำฟีดแบ็ก (Feedback) นำคำติชมซึ่งเป็นข้อมูลอันล้ำค่ากลับมา ปรับปรุงต้นแบบรุ่นถัดไปให้ดีขึ้น หรือบางท่านอาจจะเคยได้ยินคำว่าเฟลฟาสต์ (Fail Fast) เฟลชีป (Fail Cheap) นะครับ นี่ก็คือความหมายของคำนี้นั่นเองที่ผมเพิ่งได้อภิปรายไป วิชานี้มันก็จะฝึกให้เรามองคำติชมหรือว่าฟีดแบ็ก (Feedback) เป็นของขวัญนะครับ ไม่ใช่ก้อนหินที่เราถูกปาเข้าใส่เข้าหาเราแล้วเราก็พยายามหลีกเลี่ยงมัน เราสร้างต้นแบบ ทดลองรับฟีดแบ็ก (Feedback) รับข้อผิดพลาดมาปรับปรุงแล้วก็ย้อนกลับไปที่ขั้นตอนแรก ใหม่ จนสร้างต้นแบบเวอร์ชัน (Version) ใหม่ แล้วเราก็ทดลองอีก รับฟีดแบ็ก (Feedback) อีก เอาไปปรับปรุงใหม่อีก มันก็จะเป็นการล้มแต่ว่าเป็นการล้มไปข้างหน้า ล้มแล้วก็ได้เรียนรู้ เราอาจจะเคยได้ยินท่านนายกพูดว่าแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) หรือว่ากระบะทรายอะไรนี่ และโดนพี่น้องประชาชนล้อนายกใหญ่นะครับ คำว่าแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) มันก็คือสิ่งที่ ผมพูดไปเมื่อสักครู่นี้นั่นเองนะครับ คือถ้าท่านนายกได้เรียนวิชานี้ก็คงไม่พลาดพูดคำว่า แซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) ผิดความหมายแล้วโดนล้อขนาดนี้นะครับ จะจบแล้วครับ ๕ ขั้นตอนหรือว่า ๕ ทักษะที่ผมได้อภิปรายวันนี้