กนก วงษ์ตระหง่าน หารือการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานและบริบทท้องถิ่น โดยเน้นการผลิตบัณฑิตที่มีทักษะตรงกับความต้องการในสาขาดิจิทัล เกษตรเทคโนโลยี การบิน โลจิสติกส์ การแพทย์ และการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ พร้อมเสนอให้มหาวิทยาลัยร่วมมือกับภาคเอกชน พัฒนาหลักสูตรที่เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิตและทักษะจริง ปรับบทบาทของรัฐให้เป็นผู้สนับสนุนแทนการควบคุม และผลักดันการปฏิรูปการเงิน การประกันคุณภาพ และระบบอาจารย์เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพในระบบอุดมศึกษาอย่างยั่งยืน
เรียนท่านประธาน ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคณะกรรมาธิการ ขออนุญาตที่จะรายงานผลการศึกษาเพิ่มเติม จากที่ท่านประธาน อัครวัฒน์ได้กล่าวถึงสภาพปัญหาและแนวทางการแก้ไขปัญหาในหลักการไปแล้ว ผมขอ อนุญาตกราบเรียนรายละเอียดโดยสังเขป ดังนี้ ซึ่งได้เริ่มต้นที่เรียกว่าเป็นเอสเคิร์ฟ (S-Curve) ครั้งที่ ๑ ๕ อุตสาหกรรม แล้วก็เอสเคิร์ฟ (S-Curve) ใหม่ ครั้งที่ ๒ อีก ๕ อุตสาหกรรม เพื่อที่จะทำให้หลักสูตรและการผลิตบัณฑิต สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน เศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ที่เกิดขึ้น แนวความคิดของการจัดการศึกษานั้น จะต้องยึดหลักที่จะให้นักศึกษาสามารถที่จะ เรียนได้ ไม่ว่าจะเวลาไหน ที่ไหน และเงื่อนไขอะไรก็ตาม และหลักสูตรและการจัดการศึกษา จะต้องมีความยืดหยุ่น เพื่อที่จะให้ปรับได้ สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน แล้วก็ของ ตลาดแรงงาน และที่สำคัญก็คือแนวทางในการบริหารการเปลี่ยนแปลงของสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรวิชาจะต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลต่าง ๆ ที่ท่านประธานได้ กราบเรียนไปแล้ว เราได้มีการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาคเอกชน แล้วก็สถาบันการศึกษา ตลอดจนกระทรวง อว. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แนวทางในการวางแผนการผลิตบัณฑิตและการปรับปรุงหลักสูตรดังกล่าวนี้ เราพบว่า ตลาดแรงงานต้องการบุคลากรที่มีทักษะขั้นสูงในช่วงปี ๒๕๖๓-๒๕๖๗ สูงถึงประมาณ ๑๗๗,๐๐๐ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัล (Technology Digital) ในเรื่องของการบินและโลจิสติกส์ (Logistics) ในเรื่องของการแพทย์ครบวงจร ในเรื่องของ การท่องเที่ยวที่มีรายได้สูง แล้วก็เชิงคุณภาพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพและอาหาร เป็นต้น
ข้อเสนอแนะแนวทางของการปรับปรุง เรื่องที่ ๑ คือการผลิตบัณฑิตให้ตรง กับความต้องการของตลาดแรงงานและนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ มี ๒ ด้าน คือด้านการบริหาร แล้วก็ด้านจัดหารายได้ ในด้านการบริหาร คณะกรรมาธิการเห็นว่าการวางแผนในเรื่องของ การพัฒนาบัณฑิต จะต้องคำนึงถึงอุปสงค์หรือดีมานด์ (Demand) ทั้งด้านตลาดแรงงานใน ปัจจุบันและในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ประการที่ ๒ การกำหนดนโยบายและทิศทาง ที่จะส่งผล กระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จะเกิดคลัสเตอร์ (Cluster) ใหม่ ๆ ในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะต้องมีความชัดเจน เพื่อให้ มหาวิทยาลัยได้ปรับทิศทางการผลิตบัณฑิตที่จะตอบโจทย์และความต้องการดังกล่าว ในเวลาเดียวกันสภามหาวิทยาลัย จะต้องดำเนินนโยบายทางด้านการเงินของมหาวิทยาลัย ให้สอดคล้องกับสถานะทางการเงินของมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งงบกลาง ให้กับมหาวิทยาลัย เพื่อที่จะได้นำงบกลางเหล่านั้นมาจัดการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่เกี่ยวข้อง กับการปรับปรุงหลักสูตรและผลิตบัณฑิต ซึ่งเราคาดว่าน่าจะไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕ ของ งบประมาณของมหาวิทยาลัย ที่จะทำให้การปรับปรุงหลักสูตรได้ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้สถาบันการศึกษาจะต้องพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้เกิดความคล่องตัว ในการที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยควรจะต้องสร้างความเชื่อมโยงระหว่างศิษย์เก่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิษย์เก่า ที่ปฏิบัติงานในภาคธุรกิจและภาคเอกชน ที่จะนำไปสู่การฝึกงานหรือการศึกษาในลักษณะที่มีการ ฝึกปฏิบัติในสถานที่จริง สภามหาวิทยาลัยควรจะต้องปรับตัวให้มีความคล่องตัวให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอนุมัติหลักสูตร และการควบคุมมาตรฐานของหลักสูตร มหาวิทยาลัย จะต้องทำโครงการ ซึ่งได้เริ่มต้นไว้แล้วที่ดีก็คือโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ที่จะมีการปรับปรุง หลักสูตร แล้วก็จัดการเรียนการสอนใหม่ เพื่อให้ได้บัณฑิตที่ตรงกับความต้องการของ ตลาดแรงงาน และที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ กยศ. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา จะต้อง สนับสนุนให้นักเรียนนักศึกษาสามารถที่จะได้รับการสนับสนุนทางการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และนโยบายไทยแลนด์ ๔.๐ ในด้านที่ ๒ คือด้านการจัดหารายได้ของมหาวิทยาลัย เป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่าจากการศึกษา ของเราพบว่าในปี ๒๕๖๗-๒๕๖๘ ก็คือประมาณ ๓-๔ ปีข้างหน้านี้ เงินนอกงบประมาณที่ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้สะสมมาเป็นเวลายาวนานนั้นกำลังจะหมดลง เพราะฉะนั้นการจัดหา รายได้ของมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้มาจากเงินงบประมาณจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และในส่วนนี้ก็กระทบโดยตรงกับนโยบายการจัดสรรงบประมาณที่จะสนับสนุนมหาวิทยาลัยด้วย ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง คณะกรรมาธิการจึงให้ข้อเสนอว่าการส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยที่ ออกนอกระบบ สามารถที่จะจัดหารายได้ให้เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตน ในการจัด ให้บริการสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการบริการวิชาการหรือเรื่องอื่น ๆ ก็ตามของมหาวิทยาลัยจะต้องคำนึงถึง ค่าใช้จ่ายจริงต่อหัว ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้จะต้องเป็นเกณฑ์อ้างอิงที่เป็นจริงที่รัฐบาล จะต้องให้การสนับสนุนอย่างเพียงพอ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วมหาวิทยาลัยก็จะตกอยู่ในสภาวะ ที่มีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะรักษาการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพไว้ได้ ส่งเสริมให้มี การนำผลงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัยออกไปใช้ประโยชน์ให้กับพี่น้อง ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้กับชุมชน ให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน จนถึงภาคธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) เป็นการเฉพาะ การจัดการเรียนการสอนที่ตรงกับความต้องการของผู้เรียน นั้นจะต้องมีลักษณะที่เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อให้ทุกคนในทุกช่วงวัยสามารถที่จะเรียนรู้ แล้วก็เพิ่มทักษะของตนเองได้ นโยบายและแนวทางการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐ ที่ให้กับมหาวิทยาลัยจะต้องมีการทบทวนใหม่เพื่อที่จะรักษาให้มหาวิทยาลัยสามารถที่จะ จัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพได้
แนวทางการวางแผนผลิตบัณฑิตและปรับปรุงหลักสูตรเรื่องที่ ๒ คือแนวทาง การปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน นั่นก็คือ
เรื่องที่ ๑ การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรจะต้องทำด้วยความรวดเร็ว แม่นยำ และมีขนาดใหญ่พอที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง นั่นหมายความว่าเราจะต้องพิจารณาถึง ความรวดเร็วในการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร ความล่าช้าของการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรคือ การไม่เปลี่ยนแปลงหลักสูตร การเปลี่ยนแปลงจะต้องรวดเร็วให้ทัน หมายความว่า ๒-๓ ปี จากนี้ไปมหาวิทยาลัยจะต้องเปลี่ยนแปลงหลักสูตรที่เกิดขึ้น ในการเปลี่ยนแปลงนั้นจะต้อง ทำด้วยความแม่นยำ หมายความว่าการปรับหลักสูตรจะต้องตรงกับความต้องการ ของตลาดแรงงานและการพัฒนาประเทศอย่างถูกต้อง ตรงเป้าแล้วก็แม่นยำ และที่สำคัญ ประการที่ ๓ ก็คือการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรนี้จะต้องมีขนาดใหญ่พอที่จะทำให้เกิดอิมแพกต์ (Impact) ต่อการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ปรับปรุง ๒-๓ หลักสูตร เพื่อให้มีหน้าตาดีแล้วก็บอกว่า ได้ปฏิบัติตามแนวทางแล้วไม่ใช่ คณะกรรมาธิการเห็นว่าจะต้องมีการปรับปรุงหลักสูตร ที่มีขนาดใหญ่พอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบอุดมศึกษาของประเทศของเรา เป็นต้น
๒. จะต้องยกเลิกหลักสูตรที่ล้าสมัย ไม่จำเป็น และหลักสูตรที่ไม่สอดคล้องกับ การวางแผนของการผลิตบัณฑิตของเรา นั่นหมายความว่าจะต้องยกเลิกหลักสูตรสาขาวิชา ที่ล้าสมัยเนื้อหาสาระที่ไม่ตรง ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง จะต้องยกเลิกหลักสูตร ที่มีการร้องเรียน หลักสูตรที่ไม่มีธรรมาภิบาล จะต้องยกเลิกหลักสูตรที่มีการจัดการศึกษา ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานอุดมศึกษาอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตรที่ไม่ได้รับการ ผ่านการประเมินคุณภาพของกระทรวง อว. และที่สำคัญคือจะต้องยกเลิกหลักสูตรที่ไม่ได้รับ การรับรองมาตรฐานอุดมศึกษา เพราะว่าคณะกรรมาธิการเห็นว่ามาตรฐานและคุณภาพ ของการจัดการเรียนการสอนที่จะประกันคุณภาพขั้นต่ำเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งของ มหาวิทยาลัย
๓. การปรับปรุงหลักสูตรที่สอน ในการปรับปรุงหลักสูตรที่สอนจะต้องมี ความยืดหยุ่นปรับให้เข้ากับบริบทของสภาพความเป็นจริง มหาวิทยาลัยในภาคอีสาน ก็จะต้องปรับแบบหนึ่ง มหาวิทยาลัยในภาคเหนือก็ต้องปรับแบบหนึ่ง มหาวิทยาลัยในภาคใต้ ก็ต้องปรับอีกแบบหนึ่ง และมหาวิทยาลัยในกรุงเทพมหานครก็ต้องปรับอีกแบบหนึ่ง ในรายละเอียด สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่จำเป็นนะครับ ขออนุญาตยกตัวอย่าง เห็นท่านนิยม เวชกามา อยู่ตรงนี้ ในพื้นที่ภูพานหลักสูตรก็จะต้องตอบโจทย์ของภูพาน ไม่ใช่เป็นหลักสูตร ที่ไปตอบโจทย์ของกาญจนบุรี เป็นต้น ในการจัดการทำหลักสูตรผู้เรียนจะต้องมีอิสระในการ ที่จะเลือกเรียนในเรื่องที่ผู้เรียนต้องการจริง ๆ ไม่ใช่เรียนตามที่ครูสอน แต่เรียนตามที่ผู้เรียน ต้องการ สาขาวิชา เนื้อหาในสาระวิชาที่ไม่ตอบโจทย์เหล่านี้จะต้องยกเลิกไปให้หมด หลักสูตรควรจะให้นักศึกษาได้มีการฝึกภาคปฏิบัติให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ ฝึกปฏิบัติในสถานที่ประกอบการจริง เช่น ถ้าจะเรียนสมุนไพรบนภูเขาที่จังหวัดสกลนคร ก็ต้องไปในพื้นที่ของท่านนิยมที่เทือกเขาภูพานแล้วก็ลงไปฝึกปฏิบัติจริง ถ้าอย่างนี้ก็จะปลูก สมุนไพรได้ เก็บสมุนไพรได้ เอาสมุนไพรมาใช้ประโยชน์ให้เกิดผลได้จริง สิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้น และที่สำคัญการจัดทำหลักสูตรจะต้องยึดแนวคิดของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไลฟ์ลอง เลิร์นนิง (Lifelong Learning) เราไม่ได้สอนเฉพาะคนอายุ ๑๘ ถึงอายุ ๒๒ เท่านั้น ประชาชนในพื้นที่ของภูพานอายุ ๕๐-๖๐ ที่จะต้องปรับทักษะของการทำการเกษตรก็จะต้อง มีที่เรียนได้ แม้กระทั่งประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ของท่านอายุ ๗๐ ก็ต้องเรียนได้ อย่างนี้เป็นต้น และมหาวิทยาลัยจะต้องขยายการบริการผ่านระบบการฝึกอบรมและทักษะให้กับแรงงาน ภาคเอกชน ในพื้นที่ของอุบลราชธานี ในพื้นที่ของกระบี่ที่มีการท่องเที่ยวภายหลังโควิด (COVID) ทักษะใหม่ ๆ สิ่งเหล่านี้ก็จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง และมหาวิทยาลัยก็จะต้องตอบ โจทย์ในเรื่องเหล่านั้นได้ และที่สำคัญครับหลักสูตรจะต้องส่งเสริมการผลิตบัณฑิตเพื่อ เศรษฐกิจฐานราก วันนี้ที่ประชุมในสภาแห่งนี้ได้อภิปรายกันหลายครั้งมากว่าความยากจน ของเกษตรกร ๒๐–๓๐ ล้านคน เป็นปัญหา เพราะเขาขาดความรู้ ทักษะและเทคโนโลยีแบบ ใหม่ หลักสูตรของมหาวิทยาลัยจะต้องตอบโจทย์เหล่านี้ให้ได้ ที่จังหวัดเชียงรายในพื้นที่ของ อำเภอพร้าว ในพื้นที่ของจังหวัดเชียงราย ของท่านละออง ติยะไพรัช ก็จะต้องตอบโจทย์ ในเรื่องเหล่านี้ เพื่อที่จะทำให้เราสามารถผลิตบัณฑิต แล้วก็ช่วยให้เกษตร กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ปลูกดาวเรืองได้เดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้เป็นต้น ในเวลา เดียวกันการจัดผู้เรียนจะต้องเปิดให้ผู้เรียนสามารถที่จะใช้ความสร้างสรรค์ของตนเองในการ ผลิตได้ สิ่งเหล่านี้เราพบในกรณีพื้นที่ของท่านวิทยา ทรงคำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ทำให้พื้นที่ อำเภอสันทราย เกษตรกรยังสมาร์ตฟาร์เมอร์ (Young Smart Farmer) สามารถที่จะเอา ความรู้เทคโนโลยีมาผลิตดอกดาวเรืองและมีรายได้เดือนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เราต้องการที่จะเกิดเห็นผลอย่างชัดเจน ในประเด็นนี้ถามท่านวิทยา ทรงคำ ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็กำลังจะเกิดขึ้นในพื้นที่ของท่านรังสรรค์ ในจังหวัดลำพูนเป็นต้น การผ่อนคลายเงื่อนไข การเรียนการสอนในวิชาทั่วไปจะต้องตอบโจทย์และเสริมสิ่งเหล่านี้ ให้ชัดเจน
ประการที่ ๔ ท่านประธาน เพิ่มหลักสูตรที่จะเสริมสร้างทักษะที่จำเป็น สำหรับบัณฑิตในการนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมทางด้าน ฮาร์ดสกิล (Hard Skills) หรือซอฟต์สกิล (Soft Skills) ก็ตาม ภาษาต่างประเทศ ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการจัดการเรื่องเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อ การเรียนการสอนในทุก ๆ หลักสูตรที่จะต้องส่งเสริมต่อไป ส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยทำงาน ร่วมกับผู้ประกอบการในท้องถิ่นในพื้นที่ตั้งของมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัย เช่น ม. วลัยลักษณ์ จะต้องทำงานที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จะต้องทำงานที่จังหวัดกระบี่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ก็จะต้องทำงานกับจังหวัดสุราษฎร์ธานี พื้นที่เกาะสมุย พื้นที่เกาะพงันจะต้องได้รับการดูแลจากมหาวิทยาลัย อย่างนี้เป็นต้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เอง ผู้เรียนจะต้องได้รับความรู้ทางวิชาการร่วมกับการฝึกทักษะ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง เช่น ทักษะของการแก้ไขปัญหาจริง การประมงชายฝั่งที่จังหวัด กระบี่ที่มีปัญหาเราเลี้ยงสาหร่ายไม่ได้ ก็จะต้องเอาทีมอาจารย์ลงไปสอนให้กับชาวประมง ชายฝั่งที่จะเลี้ยงสาหร่ายได้ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์แยกแยะแก้ไขปัญหา การท่องเที่ยวที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีจะต้องได้รับการปรับใหม่ ด้วยการเข้าใจปัญหา อย่างถูกต้อง สิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้น ทักษะของการร่วมมือและประสานสัมพันธ์ในพื้นที่ของ จังหวัดปัตตานีจะต้องให้นักศึกษา แล้วก็ประชาชนสามารถที่จะรู้วิธีการประสานกับ ส่วนราชการในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น ศอ.บต. ไม่ว่าจะเป็นเกษตร ไม่ว่าจะเป็นพาณิชย์ของแต่ละ พื้นที่เหล่านั้น สิ่งเหล่านี้จะต้องเกิดขึ้นอย่างนี้ เป็นต้น
ประการที่ ๕ ท่านประธาน การปรับเปลี่ยนวิธีการสอน รวมทั้งพัฒนาทักษะ และองค์ความรู้ให้กับอาจารย์ เมื่อความต้องการของประชาชนและนักเรียนนักศึกษาต่อ หลักสูตรดังกล่าวเปลี่ยนแปลง ตัวอาจารย์ก็จะต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วย นั่นหมายถึงอาจารย์ จะต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้สอนให้เป็นผู้ให้คำแนะนำให้คำปรึกษาต่อการแก้ไข ปัญหาของนักเรียนแล้วก็ประชาชนได้ การสร้างสภาวะแวดล้อมในมหาวิทยาลัยให้เป็นพื้นที่ แห่งการเรียนรู้ที่แท้จริง ไม่ใช่อาจารย์ก็ทำแต่ในห้องแล็บ (Lab) แต่ไม่ลงในพื้นที่ แล้วก็ แก้ปัญหา อย่างเช่นที่ผมได้กราบเรียนไปแล้ว อย่างเช่นจันทบุรีเราก็ไม่ได้ลงไปแก้ปัญหา เท่าที่ควรอย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ก็จะต้องจำเป็น และทักษะเทคโนโลยีของอาจารย์ผู้สอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีทางด้านไอที (IT) ที่จะทำให้เกิดการเรียนการสอนที่มี ประสิทธิภาพสูง ที่เราเรียกคอนเซ็ปต์ (Concept) ว่าฟลิปคลาสรูม (Flip Classroom) คือ อาจารย์อัดเทป (Tape) ไปก่อน แล้วก็ใส่เข้าไปในอินเทอร์เน็ต (Internet) แล้วนักศึกษา ก็ดูก่อน เข้าใจเนื้อหาสาระหมดแล้วเข้ามาในห้องเรียนก็มาถกแถลงปัญหาของตนเอง ที่พบในพื้นที่ที่บ้านของตัว สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่จะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอนที่ อาจารย์จะต้องทำ
ประการที่ ๖ จัดทำหลักสูตรออนไลน์ (Online) และการจัดการเรียนการสอน ในระบบออนไลน์ (Online) ให้เกิดประสิทธิภาพ นั่นหมายความว่าจะต้องมีแพลตฟอร์ม (Platform) ของการจัดทำหลักสูตรออนไลน์ (Online) ที่มีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงระหว่าง มหาวิทยาลัยภาคเอกชน แล้วก็กระทรวงต่าง ๆ ที่จะจัดหลักสูตรเหล่านี้ให้เกิดขึ้น การพัฒนา หลักสูตรและระบบการเรียนการสอนที่อาศัยเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องนำมาใช้แล้ว เพื่อให้นักศึกษาของเราสามารถเรียนที่ไหนก็ได้ เวลาที่ไหนก็ได้ เงื่อนไขอะไรก็ได้ ไม่จำเป็น จะต้องเรียนในรั้วของมหาวิทยาลัยแต่เพียงอย่างเดียว
ประการที่ ๗ ให้สภามหาวิทยาลัยอุดมศึกษามีความเป็นอิสระในการอนุมัติ หลักสูตร ด้วยการให้อำนาจกับสภามหาวิทยาลัยหรือสภาสถาบันอุดมศึกษาในการอนุมัติ หลักสูตรปริญญาตรีไปเลย ส่วนการจะไปตรวจสอบภายหลังที่เรียกว่า โพสต์ออดิต (Post Audit) นั้นก็สามารถที่กระทำและควรจะกระทำ สภามหาวิทยาลัยจะต้องปรับเปลี่ยน หลักสูตรหรือวิธีการสอนด้วยการเปิดและปิดหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพ การเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิชาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดการ เรียนการสอนที่ตรงหรือไม่ตรงกับตลาดแรงงานจะต้องมีการจัดการให้เรียบร้อยโดยเร็ว กระทรวงอุดมศึกษาควรจะมีหน้าที่ให้เพียงพอในการให้คำแนะนำกับมหาวิทยาลัย กระทรวง อุดมศึกษาไม่ใช่คนควบคุมอีกต่อไปแล้ว แต่กระทรวงอุดมศึกษาจะต้องเป็นผู้ส่งเสริม เป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สิ่งนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เจ้าหน้าที่ของกระทรวง อว. ทั้งหมดที่มีหน้าที่ในการพิจารณามาตรฐานหลักสูตร จะต้องคำนึงถึงการมีมาตรฐานขั้นต่ำ ที่จะต้องเท่าเทียมกัน แต่ในเวลาเดียวกันการเปิดความยืดหยุ่นของมาตรฐานในแต่ละสาขา ในแต่ละพื้นที่ก็จะต้องทำควบคู่ไปด้วย
ประการที่ ๘ การตรวจสอบภายหลังการอนุมัติหลักสูตรหรือเรียกว่า โพสต์ออดิต (Post Audit) และการปรับเปลี่ยนวิธีการประกันคุณภาพการศึกษาเราจะต้อง ทำให้เกิดขึ้น นั่นหมายความว่าหลักสูตรใดก็ตามที่ได้รับการอนุมัติไปแล้วเมื่อทำดีก็ควรจะ อนุมัติต่อแล้วก็ยืนยัน แต่ถ้าทำไม่ดีจะต้องมีมาตรการลงโทษเพื่อที่จะให้หลักสูตร ที่ไม่มีคุณภาพของมหาวิทยาลัยนั้นลดลงแล้วก็หมดไปในที่สุด การทบทวนและลดขั้นตอน เกี่ยวกับการกำกับมาตรฐานและคุณภาพในปัจจุบันให้มีความรวดเร็ว แล้วก็ไม่เป็นภาระกับ มหาวิทยาลัยนั้น จะต้องเกิดขึ้น การจัดระบบการประกันคุณภาพมหาวิทยาลัยและหลักสูตร ให้ทันสมัย สอดคล้องแล้วก็เป็นมาตรฐานสากลเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น และที่สำคัญก็คือ การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขมาตรฐานหลักสูตรที่กำหนดจากมาตรฐานที่ยึดผลลัพธ์ของผู้เรียน เป็นสำคัญ นั่นหมายความว่าเราไม่ได้ตรวจเนื้อหาหลักสูตร แต่เราตรวจคุณภาพของบัณฑิต ที่จบไป เมื่อคุณภาพของบัณฑิตดีตรงนั้นละครับคือความสำเร็จของมหาวิทยาลัย การปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดการประกันคุณภาพ เช่น ควรจะมีการปรับเปลี่ยนให้มหาวิทยาลัยที่มี อาจารย์ที่มีประสบการณ์ในภาคอุตสาหกรรมเข้ามา แต่อาจารย์เหล่านั้นอาจจะไม่มีผลงาน ทางการวิจัย หรือไม่มีวุฒิทางการศึกษาเหมือนกับที่ในเกณฑ์มาตรฐานเดิม ยกตัวอย่างที่เป็น รูปธรรมเราอาจจะมีผู้จัดการของบริษัทในพื้นที่เขาไม่ได้จบปริญญาโท ปริญญาเอก แต่เขา จบปริญญาตรี แล้วก็มีประสบการณ์ในการทำงาน ๒๐-๓๐ ปี เราต้องการทักษะปฏิบัติ ของคนเหล่านี้เข้ามาร่วมสอนในมหาวิทยาลัย ปรากฏว่าเกณฑ์ของกระทรวง อว. ในปัจจุบัน ก็ยังควบคุมสัดส่วนตรงนี้อยู่ค่อนข้างมาก เราอยากเห็นการเปิดกว้าง แม้กระทั่งเกษตรกร ที่ไม่มีความรู้ ไม่ได้จบปริญญา แต่สามารถปลูกครามได้เก่งมากที่สกลนคร อำเภอวานรนิวาส เราก็สามารถที่จะเชิญให้เข้ามาสอนในภาควิชาเกษตรของมหาวิทยาลัยได้ อย่างนี้เป็นต้น
ข้อที่ ๙ แก้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงหลักสูตรหรือ การยกเลิกหลักสูตร นั่นก็หมายความว่าเราอยากเห็นกฎระเบียบต่าง ๆ ที่จะรองรับ การอนุมัติหลักสูตรที่เน้นการวิจัยแล้วก็ที่เน้นผลลัพธ์ความสำเร็จของการจัดหลักสูตร เป็นหัวใจสำคัญ เราอยากเห็นกฎระเบียบที่เอื้อต่อสิ่งเหล่านี้ การให้ตำแหน่งทางวิชาการ ในด้านการเรียนการสอนในด้านการบริการวิชาการจะต้องเกิดขึ้น ไม่ใช่เฉพาะอาจารย์เก่ง วิจัยเท่านั้นจึงจะเป็นศาสตราจารย์ แต่อาจารย์ที่ทำงานกับชาวบ้านเก่ง ๆ ทำให้ชาวบ้านมี รายได้เพิ่มขึ้นเดือนละ ๑๐,๐๐๐ บาท ทำได้ ๕๐๐ คน ผมคิดว่าเกินพอแล้วครับที่จะให้ อาจารย์ท่านนั้นเป็นศาสตราจารย์ได้ อย่างนี้เป็นต้น การจัดทำข้อตกลงกับองค์กรวิชาชีพที่มี กฎหมายเฉพาะเพื่อให้มีการจัดทำหลักสูตรใหม่ที่มีความยืดหยุ่น วันนี้เรามีสภาวิชาชีพ เกิดขึ้นมากมาย แล้วก็ในการกำหนดมาตรฐานหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ระหว่าง มหาวิทยาลัยกับสภาวิชาชีพก็ยังมีช่องว่างอยู่ค่อนข้างมากนะครับ ซึ่งควรจะต้องลดความสลับซับซ้อน ลดความยุ่งยาก แล้วก็ทำให้เกิดขึ้นให้ได้โดยเร็ว การปรับแก้คุณสมบัติของอาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโทที่จะต้องมีผลงานวิจัยอย่างน้อย ๓ รายการ ๕ ปีย้อนหลัง สิ่งเหล่านี้ที่ผมได้อภิปรายไปแล้วว่ามันไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติจริง เราควรจะต้องมีการยกเว้นได้ แล้วก็ประเมินเกณฑ์ประสบการณ์ของอาจารย์ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในภาคเอกชนหรือภาคการเกษตร เราอย่าเข้าใจผิดคิดว่าเกษตรกรเขาไม่ได้เรียน เขาไม่เก่งนะครับ ความจริงเกษตรกรที่มีประสบการณ์มาก ๆ ๒๐-๓๐ ปี เขาบอกได้เลยว่า ดินตรงนี้ปลูกได้หรือปลูกอะไรไม่ได้ อันนี้เขาเก่งกว่าอาจารย์ด้วยซ้ำไป มิติความเปิดกว้าง เหล่านี้จะต้องเกิดขึ้นในระบบอุดมศึกษาของเรา การยกเลิกข้อจำกัดสัดส่วนชั่วโมงของ อาจารย์พิเศษ วันนี้เราให้อาจารย์พิเศษเข้ามาสอนในกระทรวง อว. นะครับ แต่เขาบอกว่า สอนได้เท่านี้ชั่วโมงมากกว่านี้ไม่ได้ แต่ในความเป็นจริงเราต้องการชั่วโมงของอาจารย์เหล่านี้ ที่มีภาคปฏิบัติจริงมากกว่านั้น สิ่งเหล่านี้ก็จะต้องมีการแก้ไขกฎระเบียบ เป็นต้น
ข้อที่ ๑๐ ครับท่านประธาน แก้ไขกลไกงบประมาณสำหรับการกำหนด ทิศทางเพื่อปรับเปลี่ยนหลักสูตรของมหาวิทยาลัยนะครับ คณะกรรมาธิการอยากเร่งรัด ให้เกิดกองทุนพัฒนาอุดมศึกษาซึ่งเราทราบว่ากระทรวง อว. กำลังดำเนินการเรื่องนี้นะครับ เราอยากให้กองทุนพัฒนาอุดมศึกษาเกิดขึ้นโดยเร็วเพื่อที่จะมาช่วยให้เกิดการปรับเปลี่ยน เหล่านี้ ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ประกอบการที่จัดทุนการศึกษาให้กับพนักงานหรือเพื่อ ศึกษาต่อหรือเข้าฝึกอบรมระยะสั้นเพื่อที่จะสร้างทักษะใหม่ แล้วก็พัฒนาทักษะเดิมให้สูงขึ้น จะต้องส่งเสริมเรื่องนี้ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานในที่ประชุมของการอภิปรายของ เราได้ยกตัวอย่างประเทศสิงคโปร์ที่ประสบความสำเร็จเรื่องนี้ ก็คือรัฐบาลสิงคโปร์บริษัทใด ก็ตามส่งพนักงานมาเรียนกับมหาวิทยาลัยเพื่อยกระดับทักษะการปฏิบัติงาน รัฐบาลสิงคโปร์ เขาจ่ายค่าเล่าเรียนนี้ให้ครึ่งหนึ่งครับ แล้วก็เอาเงินอีกส่วนหนึ่งให้กับมหาวิทยาลัยครับ และสิ่งนี้สิงคโปร์ทำเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วนะครับ เขาจึงประสบความสำเร็จ วันนี้เราอยากเห็น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทยของเรา
การอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวสายวิทยาศาสตร์แล้วก็สายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นสังคมศาสตร์หรือว่าศิลปศาสตร์ เป็นต้น จะต้องให้สอดคล้องกับต้นทุนจริงที่ มหาวิทยาลัยจะต้องรับผิดชอบ ไม่ใช่ผลักภาระหนี้ให้กับมหาวิทยาลัย ในประเด็นนี้ผมคิดว่า สำนักงบประมาณคงจะต้องเปิดใจรับฟังเรื่องนี้จริง ๆ ไม่ใช่คิดงบประมาณตามระบบเดิม และสุดท้ายก็บอกว่าอยากเปลี่ยนแปลงแต่งบประมาณไม่ให้ ผมคิดว่าขอให้ที่ประชุมนี้ ช่วยกรุณาอภิปรายประเด็นนี้ให้มาก เพราะว่าสำนักงบประมาณท่านบอกว่าท่านอยู่ไกล แต่ความจริงปัญหาที่แท้จริงของเราอยู่ที่สำนักงบประมาณส่วนหนึ่ง การผลักดันกลไก นวัตกรรมอุดมศึกษาเพื่อพัฒนากำลังคนให้ตอบโจทย์ต่อความต้องการของประเทศ วันนี้ กระทรวง อว. ได้ทำเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่เรียกว่าไฮเออร์ เอดดูเคชัน แซนด์บ็อกซ์ (Higher education sandbox) ให้เราทดลองได้นะครับ อันนี้ก็เป็นกลไกที่ดี เราอยากเห็นการปฏิบัติ กลไกนี้ให้กว้างมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของกองทุนพัฒนาอุดมศึกษา ท่านประธาน ที่เคารพข้อเสนอแนะระยะสั้นทั้งหมดที่พูดนั้นเป็นภาพองค์รวม แต่ระยะสั้นเราอยากเห็น อย่างนี้ครับท่านประธาน ๑. ขอให้ควบรวมหลักสูตร ๒๕ เปอร์เซ็นต์ครับ ที่มีอยู่ ๑๐๐ ขอให้ เอา ๒๕ เปอร์เซ็นต์มาควบรวม และเพิ่มหลักสูตรใหม่ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ของตลาดแรงงานร้อยละ ๒๐ ตามที่เราพูดมาทั้งหมดขอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังนั้น ๒. ขอให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาอุดมศึกษาเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงหลักสูตรโดยเร็วที่สุด ๓. ขยายผลโครงการผลิตบัณฑิตที่ทำได้ดีอยู่แล้ว เพื่อให้เกิดการปรับปรุงหลักสูตรและเพิ่ม ค่าใช้จ่ายรายหัวให้กับหลักสูตรที่ปรับปรุงแล้ว ขออนุญาตยกตัวอย่างเช่น ถ้าหลักสูตร ทางด้านการเกษตรที่ทำในภาคอีสานได้ดีของมหาวิทยาลัยขอนแก่น เขาทำได้ดี ก็ให้โบนัสกับเขาเลยเพิ่มงบประมาณให้อีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของหลักสูตรนี้ เช่น เราให้ ค่าใช้จ่ายต่อหัวต่อบัณฑิตเรื่องนี้หัวละ ๓๐,๐๐๐ บาท เขาทำได้สำเร็จให้เขาไปเลยครับ ๔๕,๐๐๐ บาทครับ ผมคิดว่าถ้าอย่างนี้การเปลี่ยนแปลงจะรวดเร็ว แล้วก็ความยากจนในภาค อีสานก็จะหายไปโดยเร็ว ๔. เปลี่ยนแปลงวิธีการสอนในห้องเรียนที่เรียกว่า ฟลิป คลาสรูม (Flip Classroom) ด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีการสอนโดยใช้เทคโนโยลีสารสนเทศหรือไอที (IT) แล้วก็ออนไลน์ (Online) เข้ามาประกอบ ๕. เปิดหลักสูตรเฉพาะที่ตอบโจทย์ประชากรในวัย ทำงานและสูงวัยให้สามารถสะสมหน่วยกิตในรูปแบบของธนาคารหน่วยกิตหรือเครดิตแบงก์ได้ ๖. พัฒนาตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์มหาวิทยาลัยตามความถนัดของอาจารย์ใน ๓ ช่องทาง คือ ในด้านการสอน ในด้านการวิจัยและในด้านบริการวิชาการ คณะกรรมาธิการ ของเราได้ให้ความสำคัญพิเศษ โดยเฉพาะในด้านบริการวิชาการ เราคิดว่าถึงเวลาแล้ว ประเทศของเรามีวิกฤติแล้ว จำเป็นที่จะต้องให้อาจารย์มหาวิทยาลัยออกจากมหาวิยาลัย และลงไปทำงานกับพี่น้องประชาชน นำความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีไปเพิ่มรายได้ให้กับ พี่น้องประชาชน นั่นคือแนวคิดที่สำคัญมากที่คณะกรรมาธิการของเราได้เห็นร่วมกัน และ ๗. ปรับปรุง กฎระเบียบที่เกี่ยวกับเกณฑ์ภาระงาน เช่น ลดภาระงานด้านเอกสารต่าง ๆ ที่อาจารย์ต้องทำ มากมาย ปรับปรุงกฎระเบียบค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และปรับปรุง ตำแหน่งทางวิชาการตามความถนัดของอาจารย์
นั่นก็หมายความว่ากระทรวงอุดมศึกษา อว. จะต้องทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงหลักสูตรให้ได้ เพราะว่า ๗ ประการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่จะถามคำถามว่า กระทรวง อว. ปฏิบัติจริงหรือไม่ ถ้าปฏิบัติจริง ๗ ข้อนี้ต้องทำให้ได้ ข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องขออนุญาตที่จะลงรายละเอียดเป็น ๖ ด้าน ด้วยกัน ด้านที่ ๑ เกี่ยวกับกระทรวงโดยตรง ด้านที่ ๒ เกี่ยวกับสภามหาวิทยาลัย ด้านที่ ๓ เกี่ยวกับ ตัวมหาวิทยาลัย คืออธิการบดี ด้านที่ ๔ คือคณะวิชาด้านที่ ๕ คืออาจารย์มหาวิทยาลัย และ ด้านที่ ๖ คือตัวนักศึกษาหรือผู้เรียนเอง สำหรับกระทรวงอุดมศึกษาผมไม่ขออนุญาตอ่าน ทั้งหมด แต่ขออนุญาตบอกเพียงบางประเด็นท่านสามารถดูในเอกสารได้ เราอยากเห็น กระทรวงอุดมศึกษา