พิสิฐ ชี้วงเงินงบประมาณต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ หวั่นภาระคนรุ่นหลัง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๔

พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือเรื่องความโปร่งใสในการจัดสรรงบประมาณและการเปิดเผยที่มาของรายได้ทั้งจากภาษีและเงินกู้ พร้อมเรียกร้องให้มีการรายงานการใช้จ่ายอย่างชัดเจนตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้เกิดภาระกับคนรุ่นหลัง และเสนอให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นหน่วยงานหลักในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยแทนกระทรวงการคลัง พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงในการจ่ายเงินโดยไม่มีกฎหมายรองรับ

นายพิสิฐ ลี้อาธรรม แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ในเรื่องของการช่วยเหลือดูแลคนยากจนในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้มีข้อขัดข้องนะครับ เราอยากที่จะให้การกระจายรายได้ดีกว่านี้ อยากที่จะให้คนยาก คนจนได้รับการดูแลนะครับ เพราะฉะนั้นการที่จะมีการใช้เงินเพื่อจะลงไปสู่คนระดับรากหญ้า เป็นนโยบายที่เราก็ให้การสนับสนุนอยู่แล้วนะครับ เพียงแต่ว่าวิธีการดำเนินงานของระบบ การคลังบ้านเราต้องมีความโปร่งใสชัดเจนกว่านี้ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไป กระผม จะไม่ไปพูดซ ้านะครับ แต่ว่าในการแสดงงบหรือเรื่องของการรายงานประจำปี ข้อมูลอีกหลายประการไม่ได้มีการ เปิดเผยให้ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของแหล่งเงิน เราเห็นแต่เรื่องของรายจ่าย เรื่องของการใช้จ่ายต่าง ๆ ซึ่งก็เป็นข้อมูลที่มีปรากฏอยู่ทั่วไปอยู่แล้วนะครับ แต่ว่าแหล่งเงิน ว่ามาจากที่ไหน มาจากแหล่งใด ไม่ว่าจะเป็นในปี ๒๕๖๑ หรือปี ๒๕๖๒ หรือปี ๒๕๖๓ ก็ตาม ก็ไม่ได้มีปรากฏให้เห็น เหมือนกับว่าเงินเหล่านี้ท่านมาจากการที่อยู่ ๆ ก็มีขึ้นมา ใช้คำว่ารายได้จากการอุดหนุน ไม่แน่ใจว่าอุดหนุนนี่ใครอุดหนุน จะมาจากงบประมาณ ภาษีอากรของพวกเรา หรือว่าจะมาจากการไปกู้ยืมเงินจากที่ใด ผมคิดว่ารายงานอย่างนี้ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ควรต้องมีความชัดเจนครับ แล้วก็อย่างน้อยเรื่องของการระบุ แหล่งเงินว่าเป็นเงินกู้หรือเงินงบประมาณก็ควรต้องระบุเงื่อนไขต่าง ๆ ให้ชัดเจนด้วย เช่น เงินกู้ก็ดอกเบี้ยเท่าไร อย่างนี้เป็นต้น จะชดใช้เมื่อไร เพราะว่าแต่ละปี ๆ ที่เราจ่ายไปนะครับ จะเป็น ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ตาม สุดท้ายหนีไม่พ้นครับ ประชาชน ทั้งประเทศต้องมารับภาระในการใช้จ่าย โดยเฉพาะคนรุ่นหลัง เพราะฉะนั้นผู้ที่ทำรายงาน อย่างนี้ควรจะต้องมีความโปร่งใสชัดเจน นอกเหนือจากเรื่องของบัญชีที่ท่านสมาชิกได้ อภิปรายไปแล้ว ผมก็เสียดายครับว่าจริง ๆ งานรายงานแบบนี้คนของกระทรวงการคลังน่าจะ มีฝีมือที่ดีกว่านี้ ไม่ควรจะเกิดข้อผิดพลาดที่จะให้เราพบได้ในรายงานนะครับ ตัวอย่างเช่น งบการเงินของท่าน ในงบของปี ๒๕๖๒ ในหน้า ๔๙ เป็นการรายงานเกี่ยวกับผลการ ดำเนินงานทางการเงินสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๒ ท่านแสดงปี ๒๕๖๒ ๒ ปี ท่านลอง เปิดดูนะครับ ปี ๒๕๖๒ ที่อยู่ซ้ายมือก็ ๘๗,๙๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๒ ขวามือก็ ๖๒,๖๐๐ ล้านบาทเศษ ก็แน่นอนครับเป็นความผิดพลาดของตัวเลขเรื่องของปี เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่อง ร้ายแรงนะครับ คนที่ทำตัวเลขไม่ควรจะปล่อยให้เกิดขึ้น อันนี้เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นลายเซ็น ของผู้บริหารระดับสูง ก็คือผู้อำนวยการส่วนบริหารการคลัง และรองปลัดกระทรวงการคลัง เซ็นออกมา เหมือนกับว่าท่านเซ็นโดยที่ไม่ได้ดูตัวเลข เพราะว่าตัวเลขนี้มันอยู่ข้างบนอยู่บน หัวของกระดาษ เพราะฉะนั้นก็ขอฝากไว้นะครับว่าในการเสนอรายงานอย่างนี้ครับ ขอให้มี ความระมัดระวังตรวจสอบความถูกต้อง นอกเหนือจากประเด็นที่ผู้สอบบัญชีท้วงติง เรื่องงานของการทำบัญชีเหล่านี้ไม่ใช่งาน สตง. เป็นงานของกระทรวง ถึงได้มีลายเซ็นของ ทั้งรองปลัดและผู้อำนวยการบริหารการคลังอยู่ในตรงงบนะครับ สตง. รับผิดชอบเฉพาะแต่ รายงานของผู้สอบบัญชี ๓ หน้าแรกเท่านั้น เพราะฉะนั้นอันนี้ขอฝากเป็นประเด็นไว้ครับ ผมขอฝากประเด็นสั้น ๆ นะครับว่า เรื่องโครงการนี้จะมีผลต่อภาระการคลังต่อไป สิ่งที่ท่าน ควรจะต้องดูแลต่อคือให้มีการประเมินครับว่าแล้วต่อไปจะต้องมีการใช้จ่ายอีกเท่าไร ปีละเท่าไร เป็นภาระต่อระบบการคลังอีกสักแค่ไหน สิ่งที่เราเป็นห่วงคืองบประมาณ ณ วันนี้ อย่างที่เราเคยคุยกันกำลังมีวิกฤติ งบลงทุนก็มีไม่เพียงพอ ทางสำนักงบประมาณจะทำผิด กฎหมาย พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ เพราะว่าไม่สามารถตั้งงบรายจ่ายลงทุนได้ตามที่กำหนด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าถูกงบประจำต่าง ๆ กินเข้าไป สิ่งที่เราสงสัยทุกวันนี้ก็คือท่านกำลัง เอาแหล่งเงินอื่นก็คือเงินกู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกู้จากธนาคารของรัฐมาใช้ ซึ่งการกู้เงินมันจะ มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น อันนี้คือสิ่งที่เราต้องการความชัดเจนครับ เพราะฉะนั้นช่วยกันครับว่า อย่าให้ระบบการคลังเราเสียหาย โดยท่านจะต้องมีการประเมินครับว่า สุดท้ายแล้วในการดำเนินโครงการแบบนี้เราต้องใช้จ่ายไปอีกสักเท่าไรนะครับ มันควรต้องมีจุด ที่เหมือนกับว่าเป็นจุดหักเหครับว่ามันควรต้องไม่เกินเท่านั้นเท่านี้ มิเช่นนั้นแล้วนี้กฎหมาย การคลัง เรื่องของวินัยการคลังที่เราพยายามปลุกปั้นมาก็ไม่เกิดผล อันนี้ก็อยากจะขอฝาก เป็นประเด็นไว้นะครับ

อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องสุดท้ายที่จะขอเรียนครับ จริง ๆ งานอย่างนี้น่าจะเป็นงานของ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์มากกว่า ในการไปช่วยเหลือดูแลคนจน ในการที่จะไปดูว่าระบบต่าง ๆ ที่เราจัดอยู่นี้เข้าถึงคนที่เขามีความเดือดร้อนจริงหรือไม่ คนของกระทรวงการคลังควรจะดูเรื่องของระบบการคลัง ดูเรื่องของการจัด พูดง่าย ๆ ถ้าอยู่ในบริษัทก็เหมือนกับเป็นแคชเชียร์ (Cashier) คือเป็นคนจ่ายเงิน เป็นคนดูเรื่องเงิน แต่ในเรื่องที่จะเอาเงินไปไว้ที่ไหน เป็นเงินไปสู่จุดไหนควรจะเป็นงานของกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งสมัยก่อนก็คือกรมประชาสงเคราะห์ที่จะรู้ว่าประชาชนตรงไหน เดือดร้อนหรือไม่เดือดร้อน ผมก็ขออนุญาตฝากนะครับว่าคนกระทรวงการคลังช่วยระมัดระวัง เรื่องนี้ครับ จริง ๆ เมื่อหลายปีก่อนผมก็เคยไปที่กระทรวงการคลังเตือนเรื่องนี้ ถึงได้มีกฎหมาย ฉบับนี้ออกมา มิฉะนั้นท่านจ่ายเงินไปโดยไม่มีกฎหมายรองรับนี้ก็เป็นความเสี่ยงอย่างสูงนะครับ ขอบพระคุณมากครับ