เกียรติ สิทธีอมร หารือปัญหาการควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่ส่งผลให้ตลาดกลายเป็นโอลิโกโพลี พร้อมชี้ช่องว่างของกฎหมายการแข่งขันทางการค้าและบทบาทของหน่วยงานรัฐที่ทับซ้อนกัน โดยนำเสนอข้อมูลผ่านการเปิดพรีเซนเทชันในที่ประชุม เรียกร้องให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบและกำหนดแนวทางกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและป้องกันการผูกขาดตลาดก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามต่อไป
ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผม เกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็เป็นผู้ร่วมเสนอญัตติ แล้วก็ จะขออนุญาตใช้เวลาในการกล่าวสรุปในญัตติที่ได้มีการนำเสนอให้มีการตั้งกรรมาธิการ วิสามัญในสภาแห่งนี้ ต้องเป็นที่ยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง และกระทบคน ทั้งประเทศนะครับ ผมได้ขออนุญาตมีสไลด์ (Slide) ประกอบการพิจารณานะครับ ก็ขออนุญาต ขึ้นสไลด์ (Slide) นะครับ เราเริ่มมีความไม่แน่ใจว่าท่านเข้าใจโครงสร้างของภาคธุรกิจดีพอหรือไม่ หรือมีการตีความดีพอ หรือไม่ในเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกันสิ่งที่พูดกันน้อย ก็คือเหตุผลที่เขา ต้องควบรวมกันมันคืออะไรบ้าง อันนี้ผมคิดว่าเรามองลบอย่างเดียวเลยครับ เรามองว่า ควบรวมกันเพราะจะได้ประโยชน์ มีคู่แข่งน้อยลงก็จะได้ประโยชน์มากขึ้น ลดต้นทุน ได้ประโยชน์มากขึ้นเราก็ท่องคาถาตรงนี้ครับ แต่จริง ๆ แล้วปัญหามันอาจจะมากกว่านั้น ด้วยซ ้าไป สไลด์ (Slide) ต่อไปเลยนะครับ สมมติถ้าเขาควบรวมกันจริง ๆ มันจะเกิดภาพอะไร เกิดภาพนี้ครับท่านประธาน ภาพนี้คือ ๓ รายใหญ่ รวมกันแล้วกลายเป็นเหลือแค่ ๒ ราย แล้วส่วนแบ่งตลาดประมาณ ๕๓ เปอร์เซ็นต์กับ ๔๔ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่รายเล็กนะครับ รายเล็กมาจากไหนครับ เอ็นที (NT) ครับ ก็คือโทรคมนาคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นการควบรวมของ แคท (CAT) กับทีโอที (TOT) เดิม พอเป็นเช่นนั้นเขาเหลือแค่ ๓ เปอร์เซ็นต์นะครับ ๓ เปอร์เซ็นต์นี้ไม่มีผลอะไรเลย เพราะฉะนั้นคนที่มีน ้าหนักมากที่สุดคือ ๕๓ เปอร์เซ็นต์ และ ๔๔ เปอร์เซ็นต์ ลักษณะของตลาดเช่นนี้เขาเรียกตลาดโอลิโกโพลี (Oligopoly) หรือตลาดคู่แข่งน้อยราย ๓ คนนี่ความจริงก็น้อยรายอยู่แล้ว กติกาต้องเข้มกว่าที่เราเห็นอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมากติกาไม่เข้มครับ กติกาไม่เข้ม แต่บริษัทเองก็มีปัญหามันเกิดอะไรขึ้น ตรงนี้ เราต้องมีความชัดเจนว่าเรากำลังพยายามแก้ปัญหาอะไร หรือเราแก้ปัญหาปลายเหตุ หรือต้นเหตุของปัญหา ต้องมีความชัดเจน ในกรณีที่คู่แข่งน้อยราย เรกูเลเตอร์ (Regulator) หรือผู้กำกับดูแล ไม่ว่าจะเป็นองค์กรอิสระหรือองค์กรอะไรก็แล้วแต่ต้องเก่งครับ ต้องแม่นกฎหมาย ต้องเข้มแข็งมาก ต้องมีการกำหนดกติกาที่ชัดเจน ในธุรกิจที่มี ผลประโยชน์มากจริง ๆ ท่านประธานลองนึกดูนะครับ ๑๐๐ ล้านเลขหมาย ถ้าผมสามารถ เพิ่มค่าบริการวันละ ๑ บาทต่อคน ใน ๑ ปีผมได้เพิ่มขึ้น ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านแล้วครับ เห็นไหมครับ มันมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านเป็นเงินใครครับ เงินผู้บริโภค เงินประชาชนทุกคน ท่านประธานด้วย ผมด้วย เจ้าหน้าที่ทุกคนในสภาแห่งนี้ ส.ส. ทุกคน ในสภาแห่งนี้ แล้วถามว่าความพอดีอยู่ตรงไหน ตรงนี้ครับ นี่คือสิ่งที่ทำไมมีความจำเป็น ที่จะต้องหันมาดูว่าปัญหานี้เกิดจากจุดใด ณ วันนี้ท่านประธานครับ บางคนก็บอกว่า ปัญหามันยังไม่เกิดทำไมตีตนไปก่อนไข้หรือเปล่า ท่านประธานครับ ผมว่าสัญญาณมันชัดมาก อยู่แล้ว แล้วทิศทางที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมันคืออะไร ทำไมเราต้องรอให้ปัญหาเกิดเสียก่อน แล้วค่อยมาแก้ปัญหาตามทีหลัง ผมคิดว่าไม่น่าจะถูกต้องนะครับ การตั้งกรรมาธิการผมถือว่า เป็นสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปเลยนะครับ หลักคิดของคนที่มีอำนาจตลาดไม่ใช่ เรื่องใหม่ครับ กฎหมายแข่งขันทางการค้าออกมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ แล้วจริง ๆ เพิ่งมาออกเกณฑ์ ในปี ๒๕๖๑ ตอนนั้นมีความพยายามที่จะผลักดันให้ออกเกณฑ์ว่าผู้มีอำนาจเหนือตลาดต้องมี สัดส่วนแบ่งตลาดเท่าไร อย่างไร ออกยากมากนะครับท่านประธานครับ เพราะมันกระทบ ผู้ประกอบการรายใหญ่เยอะจริง ๆ ในทุกสาขาเลย กระทบเยอะ นี่คือเหตุผลที่ทำไม กฎหมายออกตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ กว่าจะออกเกณฑ์ได้ปี ๒๕๖๑ แล้วระหว่างทางท่านประธาน ต้องคิดดูนะครับ ระหว่างทางมันมีคนที่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากการที่ เราออกกฎหมายมีกติกาที่ไม่ครบ ไม่เป็นไรครับ ณ วันนี้เราอยู่ที่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ มากกว่า ๑,๐๐๐ ล้าน ถ้า ๓ ราย มากกว่า ๗๕ เปอร์เซ็นต์ของส่วนแบ่งตลาดเกิน ๑,๐๐๐ ล้าน แต่ผมเรียนท่านประธานนะครับ ในต่างประเทศกฎหมายลักษณะเดียวกัน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ มีน้อยประเทศมาก ส่วนใหญ่มีตั้งแต่ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ไปจนถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ของเรานี่ถือว่า ใจดีครับ ให้ใหญ่ได้ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์เลย แล้วส่วนแบ่งตลาด ๑,๐๐๐ ล้านนี่ถือว่าน้อยมาก ๓ ราย ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ถามว่ากรณีเมื่อสักครู่นี้ที่ผมแสดงให้เห็นว่าเมื่อควบรวมกันแล้ว ส่วนแบ่งตลาดเป็นเท่าไร มันเข้าข่ายทุกกรณีเลยครับ เข้าข่ายทุกกรณีจริง ๆ เมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็ต้องตั้งคำถามว่า ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปเลยนะครับ ถามว่าใครมีอำนาจในการกำกับดูแลบ้าง ผมเอาคำสัมภาษณ์ของ ๓ หน่วยงาน อันนี้ปรากฏ อยู่ในสื่อทั่วไป ผมถึงระบุวันเวลาที่มีการเสนอข่าวนี้ กสทช. เองให้สัมภาษณ์อย่างนี้ บริษัท โฮลดิงของทรูและดีแทคไม่ใช่ผู้ถือใบอนุญาต กสทช. ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้ ต้องให้ กรรมการแข่งขันทางการค้าเป็นผู้ตรวจสอบ เห็นไหมครับ อันนี้คือคำตอบแรก วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน กระทรวงดิจิทัลว่าอย่างไรครับ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลเป็นเรื่องธุรกิจ ทำได้ หรือไม่ได้เป็นเรื่องที่เขาต้องตกลงกัน วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า บอกว่าอย่างไรครับ คณะกรรมการแข่งขันทางการค้าไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเข้าไป ยุ่งเกี่ยว แต่มี กสทช. กำกับดูแล ฟังแล้วท่านประธานหนาวไหมครับ คือถ้าสำหรับคนที่รู้เรื่อง เหล่านี้ ถ้าภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าฟังแล้วของขึ้นครับ ของขึ้นเพราะว่าทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องไม่มีอำนาจไม่สามารถไปจัดการอะไรได้เลย และนี่คือสาเหตุหนึ่งที่สำคัญที่ผม ร่วมกับเพื่อนสมาชิกบอกว่าไม่ได้แล้ว ปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว ต้องเสนอญัตติมาที่สภา เหมือนกับ กรณีซีพีทีพีพี (CPTPP) ที่เรายื่นญัตติเข้ามาในสภาให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญมาดูแลว่า มันกำลังเกิดอะไรขึ้นกับประเทศนี้ในเรื่องเหล่านี้ พอตอบอย่างนี้หนาวจริง ๆ ครับท่านประธาน ครับ ไม่มีใครรับผิดชอบได้เลย ต้องถามว่ามันจริงไหม เดี๋ยวผมจะพูดให้ท่านประธานฟังต่อไป ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปเลยครับ ก่อนที่จะไปถึงรายละเอียดผมเรียนท่านประธานครับ ประเทศต่าง ๆ ที่เขามีประสบการณ์ผ่านมาแล้ว ขนาดส่วนแบ่งตลาดเขาเกณฑ์อยู่ที่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ถามว่าพอให้มีการควบรวมแล้วเกิดอะไรขึ้น ทุกกรณีครับ ค่าบริการสูงขึ้น ถ้าสูงขึ้นด้วยความเหมาะสม ด้วยเหตุและผลที่ดีไม่ว่านะครับ แต่ถ้าสูงขึ้นเพราะมีอำนาจตลาด แล้วเป็นการเอาเปรียบประชาชนหรือผู้บริโภคอันนั้นยอมไม่ได้ ขอชาร์ต (Chart) ต่อไปเลยครับ สิ่งหนึ่งที่ผมได้มีการเชิญทั้ง กสทช. มา คณะกรรมการแข่งขันทางการค้ามา กระทรวงดิจิทัลมา มาที่คณะกรรมาธิการการพาณิชย์ซึ่งผมอยู่ในคณะนี้ เมื่อวานนี้เองครับผมตั้งคำถาม กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ท่านประธานทราบไหมครับ ผมก็ต้อง เรียนท่านประธานเลยครับ ทุกคนอธิบายความและแสดงถึงความเข้าใจของเขาในกฎหมาย ที่ให้อำนาจเขาเองในลักษณะที่เป็นการตีความตามตัวอักษรจริง ๆ มิได้เป็นการตีความ ตามเจตนาของกฎหมายเลย ที่ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ผมกำลังขึ้นชาร์ต (Chart) นี้ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกดูชาร์ต (Chart) นี้ให้ดี ๆ ชาร์ต (Chart) นี้ยังไม่มีใครเคยพูด ในสภาแห่งนี้แต่เป็นเรื่องที่ทั้งโลกนี้รู้เรื่องกันตรงหมดแล้ว ชาร์ต (Chart) นี้ผมแสดงอะไรครับ กรณีที่โครงสร้างธุรกิจมีความสลับซับซ้อน มีการถือหุ้นไขว้ มีการถือหุ้นแม่มาลูก ลูกมาหลาน หลานมาเหลนนี่ เขาใช้วิธีในการดูเพื่อตีความกฎหมายในการกำกับดูแลอย่างไรบ้าง ผมเอา ตัวอย่างอันนี้ที่ภาษาของดับเบิลยูทีโอ (WTO) องค์การการค้าโลกเขาพูดว่าแคสเคดิง (Cascading) กับคอนโทรลลิง อินเทอร์เรสต์ (Controlling Interest) ก็คือพูดง่าย ๆ แปลเป็นไทยก็คือการถือหุ้นหลายชั้น และการมีอำนาจในการควบคุมกิจการ เขาไม่ดูชั้นเดียวครับ ผมยกตัวอย่างกรณีการถือหุ้นหลายชั้น บริษัทเอ (A) กับบริษัทบี (B) ครึ่ง ๆ ก็ได้ ๖๐:๔๐ ก็ได้ ร่วมกันเป็นบริษัทซี (C) บริษัทซี (C) มารวมกับบริษัทเอ (A) ใหม่เป็นบริษัทดี (D) บริษัทดี (D) มารวมกับบริษัทเอ (A) ใหม่อีกครั้งหนึ่ง ทอดที่ ๓ เป็นบริษัทอี (E) ถ้าผมอ่าน กฎหมายแบบตัวอักษร ผมตีความถ้าดูชั้นเดียวคืออย่างไร บี (B) กลายเป็นซี (C) คือสีอื่นแล้ว เป็นสีผสมแล้วครับ แล้วพอซี (C) มาผสมกับเอ (A) อีกครั้งหนึ่ง อีกทอดหนึ่งเราจะเห็นดี (D) เป็นม่วงอ่อนแล้วครับ พอดี (D) มารวมกับเอ (A) อีกทอดหนึ่งเห็นเป็นอี (E) ม่วงอ่อน ๆ เห็นไหมครับ แต่เดี๋ยวรอดูนะครับท่านประธาน กำลังจะเฉลยครับ ชาร์ต (Chart) ต่อไปเลยครับ ถ้าดูอำนาจในการควบคุมหรือคอนโทรลลิง อินเทอร์เรสต์ (Controlling Interest) ตามกฎของดับเบิลยูทีโอ (WTO) เลยนะครับ แต่ประเทศไทยไม่ยอมใช้ หรือยังไม่รู้จักว่าจะใช้อย่างไร ผมยกตัวอย่างนี่คือของจริงเลยนะครับ ถ้าเอ (A) สีแดงนะครับ บวกบี (B) สีฟ้า รวมกัน ๕๐:๕๐ พอผมมาชั้นที่ ๒ ซึ่งเป็นซี (C) เอ บวก บี (A+B) เป็นซี (C) แต่ซี (C) มารวมกับเอ (A) อีกครั้งหนึ่ง กลายเป็นว่าเอ (A) มี ๗๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วบี (B) เหลือ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ผมมาชั้นที่ ๓ เอาดี (D) มารวมกับเอ (A) อีกทอดหนึ่ง เกิดอะไรขึ้น ท่านประธานเห็นไหมครับ ในภาพถ้าดูชั้นเดียวท่านประธาน ไม่เห็นสีแดง ไม่เห็นสีฟ้า แต่ท่านประธานดูอำนาจในการควบคุม แล้วยังคงสีแดงกับสีฟ้า ไว้ตามเดิม ท่านจะเห็นว่าพอ ๓ ชั้นเกิดอะไรขึ้นครับ สีฟ้าเหลือ ๑๒.๕ เปอร์เซ็นต์ สีแดง ๘๗.๕ เปอร์เซ็นต์ นี่คืออำนาจในการควบคุมธุรกิจที่แท้จริงหลังจากที่มีการถือหุ้นซ้อนกัน หลายชั้น ภาพนี้ถือว่าเป็นภาพที่ง่ายที่สุดแล้วครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานไปดูในชีวิต ความเป็นจริงของกลุ่มใหญ่ ๆ จริง ๆ แล้วภาพนี้ซับซ้อนกว่านี้เยอะครับ มีทั้งในประเทศ มีนอกประเทศ มีบริษัทในกลุ่มบริษัทลูก บริษัทหลานไขว้กันไปไขว้กันมา ในที่สุดพอไขว้กัน อย่างนี้ผู้กำกับดูแลกลับบอกว่า ไม่มีอำนาจในการกำกับดูแล อันนี้ละครับที่ทำให้มีปัญหา แล้วก็ ในโลกนี้ครับท่านประธาน มีตั้งไม่รู้กี่ประเทศเขาใช้วิธีการทำการดูอำนาจในการกำกับดูแล บริษัทเป็นหลัก ในการตีความ ในการกำกับดูแลบริษัทเหล่านั้น พูดง่าย ๆ ถ้าท่านประธาน ให้ผมฟันธง ถ้าผมตีความกฎหมายที่มีอยู่ในประเทศไทย ณ วันนี้กฎหมายทั้งของ กสทช. และกฎหมายของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ทั้งคู่มีอำนาจในการกำกับดูแล แต่น่าตกใจไหมครับว่าที่ให้สัมภาษณ์ปรากฏในสื่อทั่วไปเลย ต่างคนต่างบอกว่าไม่มีอำนาจ ในการกำกับดูแล และนี่คือเหตุผลที่จำเป็นอย่างยิ่งที่สภานั่งเฉย ๆ ไม่ได้ เพราะพวกเราคือ ตัวแทนของประชาชนทุกคน ถ้าจะมีการดำเนินการอย่างไรก็แล้วแต่ที่จะกระทบความเป็นอยู่ ของประชาชนเราต้องมีหน้าที่ครับ เพราะฉะนั้นการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาดูแลเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่ชอบแล้ว คำถามมีอยู่ว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ผมจะเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับ หลักคิดของเรื่องกฎหมายแข่งขันทางการค้าหรือความเป็นธรรมทางการค้า ใหญ่นี่ไม่ใช่ผิดนะครับ ไม่ใช่บอกว่าใหญ่แล้วต้องผิด แต่ใหญ่เกเรไม่ได้ ใหญ่เอาเปรียบคนอื่นไม่ได้ คณะกรรมการ ที่กำกับดูแลหรือองค์กรอิสระที่กำกับดูแลมีหน้าที่ที่จะสร้างความมั่นใจให้ประชาชนรู้สึกได้ จับต้องได้ ว่าสิ่งที่เขาได้รับบริการนั้นมีความเป็นธรรม สมาชิกหลายท่านได้พูดไปแล้วนะครับ ว่าประเทศไทยประเมินออกมาจริง ๆ เราไม่ได้ถูกที่สุดนะครับ ทั้ง ๆ ที่ความจริงรายได้เรา ไม่ได้สูงมากนะครับ ในฐานะประเทศที่เทียบเคียงกับประเทศอื่น ๆ ในโลกนี้ แต่การให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นกี่จี (G) ก็แล้วแต่หรือโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต (Internet) เราไม่ใช่ถูกที่สุดครับ เราอยู่เกณฑ์ค่าเฉลี่ยค่อนข้างไปทางสูงด้วยซ ้าไป ถ้าเป็นอย่างนั้นทำไมเขาถึงต้องควบรวมกันครับ มันมีที่มาที่ไปเหมือนกันว่าทำไมถึงต้องควบรวม แล้วจริง ๆ ในมุมของเอกชนเขาก็รู้สึกว่า เขาจำเป็นต้องควบรวมถ้าไม่ควบรวมเขาอยู่ไม่ได้ ที่เป็นอย่างนี้ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานย้อนกลับไป ท่านประธานทันครับ ท่านประธานก็รุ่นใกล้ ๆ ผมนะครับ เราทันเวลาประมูลครับ ท่านประธานจำได้ไหมครับ เวลาประมูลสัญญาสัมปทานเหล่านี้เราประมูลอย่างไรครับ เราประมูลครั้งสุดท้ายปี ๒๕๕๕ ใช่ไหมครับ ๓ จี (3G) ผมเอาอ้างอิง ๓ จี (3G) ปี ๒๕๕๕ เขาบอกราคาเริ่มต้น ๔,๕๐๐ ล้านบาท แล้วประมูลกันทีละขั้น ขั้นละ ๒๒๕ ล้านบาท ค่าสัมปทานครับ พอเป็นค่ารับสัมปทานบริษัท ก็ต่างแข่งกันที่จะเสนอค่าสัมปทานให้สูงขึ้นเพื่อเอาชนะใช่ไหมครับ ความผิดพลาดมันเริ่มต้น ตั้งแต่วันนั้นครับท่านประธาน จริง ๆ การประมูลมันต้องแข่งกันว่าใครจะให้บริการ กับประชาชนได้ดีที่สุด ถูกที่สุด มีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่เราเลือกการให้ประมูลสัมปทาน โดยการเอาเงินให้ ไปไหนครับ ไปเข้ากองทุน กองทุนไปทำอะไรครับ ดีครับ ไปส่งเสริม เรื่องโน้น เรื่องนี้ เรื่องนั้น ดูความดิจิทัล ดีไวด์ (Digital Divide) คือความแตกต่างกันระหว่าง ผู้ที่สามารถเข้าถึงกับไม่สามารถเข้าถึง แต่ในขณะเดียวกันทำให้ต้นทุนของผู้ประมูลสูงมาก ที่จะทำให้แย่ไปกว่านั้นเกิดอะไรขึ้นครับท่านประธานครับ ตอนนี้เรามี ๓ รายใช่ไหมครับ เมื่อสักครู่นี้ผมขึ้นชาร์ต (Chart) หน้า ๑ ไปแล้วว่ามันมี ๓ ราย ท่านประธานทราบไหมครับ ว่าทุกรายต้องลงทุนซ ้ากันหมดเลยครับ การที่จะส่งสัญญาณไปให้ทั่วประเทศผมต้องตั้งเสา ผมต้องพาดสาย ผมต้องมีอุปกรณ์สัญญาณรีพีต สเตชัน (Repeat Station) พูดง่าย ๆ ส่งสัญญาณต่อ ต่อ ต่อกันไป ทุกคนลงทุนเหมือนกันหมดเลยครับ ทั้ง ๆ ที่ทรัพย์สินเหล่านี้ ลงทุนครั้งเดียวใช้จะกี่รายก็ได้ครับ เห็นไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้น พอมันเป็นอย่างนั้น ท่านประธานครับ ทุกคนก็ตกหลุมแล้วแข่งกันเอง แล้วทรัพย์สินก็มีเพิ่มขึ้น ๓ เท่า ทั้ง ๆ ที่ ไม่ควรจะจำเป็น พอผมซัก กสทช. ในเรื่องนี้ผมบอกว่าทำไมท่านไม่ยอมให้เขาใช้ร่วมกันล่ะ ลดต้นทุนเขาจะได้ไปลดค่าบริการกับประชาชน คำตอบคืออะไรรู้ไหมท่านประธานครับ ออกประกาศแล้วว่าให้ไปตกลงกันเองได้ ท่านประธานครับ เรื่องอย่างนี้ตกลงกันเองไม่มีทางได้ เห็นไหมครับว่ากติกาของเราถ้ามันไม่สามารถให้ผลเป็นรูปธรรมในการที่จะทำให้เกิด ผลประโยชน์กับผู้บริโภคนั้นมันต้องกลับมาทบทวนใหม่ ต้องกลับมาคิดใหม่เลยว่า เอ๊ะ ที่เราทำโครงสร้างมันถูกหรือเปล่า โครงสร้างพื้นฐาน ณ วันนี้ของประเทศไทยมี ๓-๔ เท่า ของโครงสร้างพื้นฐานที่ควรจะลงทุนในฐานะ ๑ ประเทศ นี่คือต้นทุนที่สูงมากที่ทำให้ ผู้ประกอบการบอก อยู่คนเดียวไม่รอดแล้ว เห็นไหมครับ เพราะฉะนั้นผมกำลังชี้ให้ ท่านประธานเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเราแก้ที่จะมีคำตอบเพียงแค่ควบรวมหรือไม่ควบรวม มันคือการแก้ปลายเหตุ แต่ต้นเหตุมันมีที่มาที่ไปมากกว่านั้น