ศรัณย์ ทิมสุวรรณ อภิปรายสนับสนุนการตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาผลกระทบจากการควบรวมบริษัททรูและดีแทค โดยตั้งข้อกังวลต่อการลดลงของการแข่งขันในตลาดและการขาดบทบาทการควบคุมของรัฐ พร้อมเน้นความจำเป็นของอินเทอร์เน็ตในฐานะสิทธิพื้นฐาน หลังประชาชนได้รับผลกระทบจากการเข้าถึงบริการรัฐช่วงโควิด-19 และเรียกร้องให้ตั้งกรรมาธิการเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนและเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างเร่งด่วน
ท่านประธานที่เคารพ ผม ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขออภิปรายในญัตติด่วน เรื่อง ขอให้ตั้ง กรรมาธิการเพื่อศึกษาผลกระทบในการควบรวมระหว่างบริษัททรู และดีแทค ของท่านวิสาร และของหลาย ๆ ท่าน ผมเห็นด้วยที่ต้องมีการศึกษาผลกระทบ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา ที่สมาชิกหลายท่านได้พูดไปก่อนแล้ว แต่หลัก ๆ ที่ผมเชื่อว่าเราจำเป็นต้องมีคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อที่จะมาศึกษาผลกระทบ เพราะว่านี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่มีการควบรวมของ ต้องเรียกว่าเจ้าใหญ่ในแต่ละตลาด ในแต่ละธุรกิจ ซึ่งเราเห็นเหตุการณ์อย่างนี้ภายในเวลา ๔-๕ ปีนี้หลายครั้ง และหลาย ๆ ครั้งแม้จะมีคนตั้งคำถาม มีคนถามถึงผลกระทบ และมีคนถามถึงการควบคุมการดูแลของภาครัฐ เราก็แทบไม่เห็นการควบคุมที่เกิดจาก ภาครัฐเลย แล้วสุดท้ายสิ่งที่ประชาชนเป็นห่วงก็เกิดขึ้น และมันจะส่งผลอย่างไรต่อประชาชน ในกรณีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นห้างค้าปลีกก่อนหน้านี้ที่มีประเด็นว่าจะการรวมของเจ้าใหญ่ เกินไปหรือไม่ เราก็ไม่สามารถทำอะไรได้ นี่คือสิ่งที่ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผมเชื่อว่าทุกคนเป็นห่วงว่า แล้วถ้า ๒ บริษัทนี้ซึ่งเป็นบริษัทที่ทุกคนรู้จักและเป็นบริษัทใหญ่ รวมกันมันจะเกิดอะไรขึ้น ผลกระทบที่จะเกิดต่อประชาชนคืออะไร มันคือสิ่งที่เราจำเป็นต้องทราบอย่างน้อยก็เร็วที่สุด ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น เพราะจากล่าสุดเท่าที่เราติดตามข่าวกันมาทุกหน่วยงานก็ตอบเป็นเสียง เดียวกันว่า เราไม่มีสิทธิในการที่จะห้ามไม่ให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสุดท้ายแล้วเราก็ต้องอยู่กับมัน โดยที่เราก็ต้องพยายามศึกษาผลกระทบของมันให้ได้ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นครับท่านประธาน ที่แน่ ๆ ที่ทุกคนพูดถึงกันก็คือเมื่อบริษัทใหญ่เหล่านี้ควบรวมกัน แล้วการแข่งขันในตลาด มันจะเป็นอย่างไร จากก่อนหน้านี้เรามีบริษัทใหญ่ ๓ บริษัท มันก็ทำให้สภาพแวดล้อมในการ แข่งขันของตลาดนี้ไม่สูงอย่างตลาดอื่น ๆ หรือเทียบกับหลาย ๆ ประเทศอย่างที่เพื่อนสมาชิก ได้พูดไปอยู่แล้ว ทีนี้พอเหลือ ๒ เจ้าใหญ่ หลายคนก็อาจจะคิดว่าพอเหลือ ๒ เจ้าใหญ่ มันอาจจะดีก็ได้เขาอาจจะแข่งกันมากขึ้น แต่เราก็ต้องมองในมุมกลับกันเช่นกันว่าแล้วถ้า เขาเลือกที่จะไม่แข่งกันมากขึ้นล่ะ แล้วผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนก็คือประชาชน ไม่มีสิทธิในการที่จะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเลย เพราะว่าเราก็มีแค่ ๒ ทางเลือก ถ้าเขา ไม่เลือกที่จะต่อสู้กันในระหว่างเจ้าใหญ่ ๒ เจ้า ประชาชนก็รับผลกระทบเต็ม ๆ จากสิ่งที่ ๒ เจ้า เขาเลือกที่จะทำ และด้วยจากการติดตามข้อมูลต่าง ๆ หน่วยงานที่ควรจะมีอำนาจ ในการดูแลในการควบคุม ต่างโยนกันไปโยนกันมา ท่านประธานครับ ไม่ว่าจะเป็นเราอาจจะ ถามไปทางกระทรวงที่เกี่ยวกับดิจิทัล หรือหน่วยงานที่มีชื่อตรงกับสิ่งที่ควรจะทำก็คือ กขค. ที่หลาย ๆ ท่านพูดไป คณะกรรมการในการแข่งขันทางการค้า แต่ว่าทุกหน่วยงานก็ตอบ กลับมาเหมือนกัน คือเราทำได้แค่สังเกตการณ์ เราไม่สามารถยับยั้งได้ แล้วถ้าอย่างนั้น ผลที่จะตามมาหน่วยงานใดของรัฐจะสามารถรักษาผลประโยชน์ให้กับประชาชนได้ อันนี้ ก็เป็นสิ่งที่เราต้องหาคำตอบให้ได้เพื่อคลายข้อสงสัยของสังคม อีกอย่างหนึ่งที่จะเกิดขึ้น แน่ ๆ คือตลาดที่ไม่มีการแข่งขันหรือมีการแข่งขันที่น้อยมาก ๆ โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีนั้น มันจะเป็นจุดที่ทำให้เรามีการพัฒนาที่น้อยลงไปอีก เมื่อไม่มีแรงผลักดันให้เขาแข่งขัน ให้เขาพัฒนาบริษัทเหล่านี้ก็อาจจะไม่จำเป็นหรือไม่มีแรงกระตุ้นมากพอในการจะพัฒนา ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นบริการหรือเทคโนโลยีให้ดีขึ้น และมันก็จะเป็นผลกระทบอย่างใหญ่หลวง ต่อประเทศและประชาชน อันนี้ได้มีหน่วยงานใดที่สามารถตอบคำถามหรือช่วยควบคุม ได้หรือไม่ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ไม่ว่าจะตลาดไหนเราก็แทบที่จะมีการแข่งขันน้อย น้อยมาก ๆ อยู่แล้ว ตลาดค้าปลีกเราก็แทบจะมีเจ้าใหญ่อยู่เจ้าเดียวด้วยซ ้า หรือว่าจะเป็น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เราก็มีอยู่ไม่กี่บริษัท อาจจะมีแค่ ๒ ด้วยซ ้า แล้วถ้าตลาดนี้เกิดการรวม บริษัทใหญ่ขึ้นมาอีกก็จะกลายเป็น ๒ ผู้เล่นใหญ่เหมือนกัน คือมันเป็นเทรนด์ (Trend) ที่ไม่ดีต่อประเทศนี้เลยนะครับท่านประธาน ไม่ว่าเราจะมองไปที่ของสินค้าบริโภคหรืออะไร เราก็จะเห็นแต่ว่ามีเจ้าใหญ่เต็มไปหมด เพราะฉะนั้นอำนาจในการควบคุมตลาดอยู่กับ บริษัทใหญ่เหล่านี้มากเกินไปหรือไม่ สิ่งที่กรรมาธิการควรจะต้องคำนึงถึงถ้าเราได้มีโอกาส สร้างกรรมาธิการนี้แล้วก็เข้าไปศึกษา นี่คือสิ่งที่มันน่าเป็นห่วง ผมได้พูดไปแล้วว่ารัฐไม่ได้ มีอำนาจในการต่อสู้กับบริษัทใหญ่เหล่านี้เลย ถึงแม้รัฐเองก็จะมีการควบรวมบริษัททีโอที และ กสท. เป็นบริษัท เอ็นที : เนชันแนล เทเลคอมมิวนิเคชัน (NT : National Telecommunication) แต่ถามว่าถึงจะเป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดเดียวกัน บริษัทที่เกิดจาก การควบรวมของทีโอที กับ กสท. นั้น ไม่ได้มีอำนาจหรือไม่ได้มีพลังมากพอที่จะต่อกรกับ เจ้าใหญ่อีก ๒ เจ้าได้เลย และสิ่งเหล่านี้มันจะเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศไทยเราน่าเป็นห่วง อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านพูดไปว่า เทคโนโลยีในโลกนี้มันพัฒนาไปเร็วมาก ถ้าเทคโนโลยีของไทยอยู่กับ ๒ เจ้านี้ ถ้าเขาไม่เลือกที่จะกดดันกันและพัฒนาต่อไป สุดท้าย เราอาจจะโดนต่างประเทศที่มีเทคโนโลยีที่ล ้าหน้ากว่า ที่สามารถเข้ามาในช่องที่เป็นช่องโหว่ ของกฎหมายของเรา แล้วก็เข้ามากินส่วนแบ่งการตลาด โดยที่ประชาชนคนไทยไม่ได้มีสิทธิ ทำอะไร และรัฐบาลเองก็อาจจะไม่สามารถทำอะไรได้ด้วย นี่คือสิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก
เรื่องสุดท้ายที่ผมอยากจะเน้นย ้าก็คือ จากวิกฤติโควิด (COVID) เราได้เห็น แล้วว่า การเข้าถึงบริการต่าง ๆ อินเทอร์เน็ต (Internet) และการใช้โทรศัพท์เป็นสิ่งที่ กลายเป็นความต้องการพื้นฐานในหลาย ๆ อย่างด้วยซ ้า อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่าน ได้พูดไป อินเทอร์เน็ต (Internet) กลายเป็นสิ่งที่เราต้องมี เพื่อที่จะเข้าถึงสิทธิบางอย่างที่รัฐต้องให้กับประชาชนทุกคน แต่สิทธินั้นถ้าท่านไม่มี อินเทอร์เน็ต (Internet) ท่านอาจจะไม่ได้ สิทธิเราเที่ยวด้วยกัน สิทธิสวัสดิการต่าง ๆ ถ้าท่านลงทะเบียนไม่ได้ท่านก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นรัฐควรจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ว่า ถ้าเราจะทำให้ตลาดนี้มีเจ้าใหญ่ใหญ่ขนาดนี้ ๒ เจ้าเกิดขึ้นรัฐจะควบคุมและจะดูแล ผลประโยชน์ของประชาชนได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยอย่างเต็มที่ที่สภาแห่งนี้ จะตั้งกรรมาธิการเพื่อศึกษาผลกระทบ และผมเชื่อว่าเราต้องทำอย่างเร่งด่วนเพื่อที่เราจะสามารถ รองรับกับผลที่จะเกิดขึ้น ที่จะมีผลต่อประชาชนได้ ขอบคุณครับท่านประธาน