เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ อภิปรายเกี่ยวกับผลกระทบจากการควบรวมกิจการโทรคมนาคม และเรียกร้องให้ทบทวน พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ปี 2553 เพื่อปรับให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่และการแข่งขันที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะการเข้ามาของบริการโทรคมนาคมแบบโอเวอร์ เดอะ ท็อป (OTT) และดาวเทียมวงโคจรต่ำ ที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลเดิม
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม พันเอก เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กระผมขออนุญาตอภิปรายในญัตติด่วน เรื่อง การศึกษา ผลกระทบต่อประชาชนจากการควบรวมกิจการโทรคมนาคม ซึ่งกิจการโทรคมนาคมได้มีการ เปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในประมาณช่วงปี ๒๕๕๓ โดยสภาของเราได้มีการออก พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ปี ๒๕๕๓ จนเป็นผลให้มีการจัดตั้งองค์กรซึ่งเป็น องค์กรกำกับดูแลกิจการโทรทัศน์ วิทยุ และกิจการโทรคมนาคม ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา เราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัญญาสัมปทานสู่ใบอนุญาต ซึ่งกระผมเห็นว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ประสบความสำเร็จที่ได้เปลี่ยนระบบสัญญา สัมปทานสู่ใบอนุญาต ภายใต้เงื่อนไขของดับเบิลยูทีโอ (WTO) ซึ่งเปิดเสรีทางการค้า ด้านกิจการโทรคมนาคม แต่อย่างไรก็ตามการจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับผู้ประกอบการ ในพระราชบัญญัติก็ได้มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องจัดสรรด้วยการประมูลเท่านั้น ในการที่จะให้ดำเนินกิจการโทรคมนาคม ในการประมูลคลื่นความถี่ก็ได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ เป็นการประมูลคลื่นความถี่ ๓ จี (3G) ในย่าน ๒,๑๐๐ เมกะเฮิรตซ์ ๔ จี (4G) ในปี ๒๕๖๑ ๑,๘๐๐ เมกะเฮิรตซ์ และ ๙๐๐ เมกะเฮิรตซ์ ไปจนถึงระบบ ๕ จี (5G) ในปี ๒๕๖๓ ในย่านคลื่นความถี่ ๗๐๐ เมกะเฮิรตซ์ และ ๒,๖๐๐ เมกะเฮิรตซ์ แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการสื่อสารอย่างมาก เนื่องจากมีระบบของ โอเวอร์ เดอะ ท็อป (Over the top) หรือโอทีที (OTT) เข้ามามีบทบาทในกิจการโทรคมนาคม ไม่ว่าจะเป็นบริษัทกูเกิล (Google) เฟซบุ๊ก (Facebook) หรือไลน์ (Line) บริษัทเหล่านี้ ไม่ได้เข้ามาประกอบกิจการโทรคมนาคมภายใต้ พ.ร.บ. ดังกล่าว จึงทำให้เป็นรอยรั่วที่สำคัญ ทำให้กิจการโทรคมนาคมต้องมีส่วนแบ่งทางการตลาดไปในกิจการที่ไม่เกี่ยวข้องเลย ซึ่งในพระราชบัญญัติดังกล่าวในการวิเคราะห์ขั้นต้นนั้นได้พบว่า ไม่ได้คำนึงถึง ในการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ จึงทำให้กิจการโทรคมนาคมมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จนถึงในวันนี้ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีการควบรวมกิจการ การจัดสรรคลื่นความถี่ด้วยวิธี การประมูลนั้นเป็นหลักสากลก็จริง แต่ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปมากแล้วในวันนี้ เนื่องจาก มีการล้มเหลวในกิจการโทรคมนาคมในหลายประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ และสเปนก็เพิ่งมีการควบรวมกิจการที่ผ่านมาไม่นานนี้ กระผมจึงมองเห็นว่าพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ซึ่งถือว่าในปี ๒๕๕๓ นั้น ได้ออกมาอย่างมีประสิทธิภาพก็จริง แต่ในวันนี้พระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นอาจจะใช้ได้ไม่มี ประสิทธิภาพอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากนวัตกรรมใหม่ ๆ ในการสื่อสารได้เปลี่ยนแปลงไป กระผมจึงเห็นว่าเราควรที่จะมีการพิจารณาในการปรับปรุงพระราชบัญญัติดังกล่าว เพื่อให้ พี่น้องประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริงในตลาด กิจการโทรคมนาคม พระราชบัญญัติดังกล่าวไม่สามารถที่จะกำกับดูแลกิจการโอทีที (OTT) หรือ โอเวอร์ เดอะ ท็อป (Over the top) ได้เลยแม้แต่น้อย เพราะเนื่องจากการพิจารณา แล้วว่าบริษัทโอทีที (OTT) นั้นไม่ได้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ปี ๒๕๕๓ จึงทำให้กิจการโทรคมนาคมนั้นในวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และไม่สามารถที่จะมี การแข่งขันได้อย่างเสรี อย่างเป็นธรรมอีกต่อไป ประกอบกับเทคโนโลยีที่กำลังก้าวหน้า เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็น โลว์ เอิร์ท ออร์บิต (Low Earth Orbit) หรือแอลอีโอร์ (LEO) ซึ่งบริษัทสเปซเอ็กซ์ได้ยิงดาวเทียมวงโคจรต ่า ทำให้บริษัทสตาร์ลิงก์ (Starlink) หรือ เน็ตเวิร์ก สตาร์ลิงก์ (Network Starling) สามารถให้บริการในกิจการโทรคมนาคมได้ทั่วโลก ซึ่งโครงข่ายสตาร์ลิงก์ (Starlink) ไม่ได้เข้าประมูลคลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคมของไทยเลย แม้แต่น้อย แต่สามารถเป็นคู่แข่งขันที่สำคัญในอนาคตอันใกล้ ดังนั้นเองการประมูล คลื่นความถี่ที่เราใช้กันมาเป็นเวลา ๑๐ ปี จึงไม่อาจสามารถที่จะใช้ได้ต่อไป ผลการศึกษา ที่ชัดเจนในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในระดับสากลของสหภาพโทรคมนาคมระหว่าง ประเทศหรือไอทียู (ITU) หรือจีเอสเอ็มเอ (GSMA) ก็เห็นสอดคล้องกันว่าการประมูล คลื่นความถี่โดยยึดถือราคาเป็นหลักนั้นไม่ประสบความสำเร็จ การประมูลคลื่นความถี่ที่สำคัญ ที่จัดสรรคลื่นความถี่นั้นจะต้องทำให้เกิดการแข่งขันอย่างยุติธรรม อย่างเสรี และได้ประโยชน์ กับประชาชน สัญญาณที่ชัดเจนที่กำลังจะเกิดขึ้นในการควบรวมกิจการเป็นสัญญาณที่ทำให้ สภาของเราจะต้องกลับไปพิจารณาว่า พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ปี ๒๕๕๓ จะต้องมีการแก้ไขในเรื่องของการกำกับดูแลและการจัดสรรคลื่นความถี่ในอนาคต กระผมจึงคิดว่า ในวันนี้เราคงจะต้องมาดูว่ากิจการโทรคมนาคมนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ๑๐ ปี ข้างหน้าอย่างไร เพราะเนื่องจากจะมีกิจการที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการโทรคมนาคม แต่สามารถให้บริการพี่น้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่ากิจการโทรคมนาคม ที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ดังกล่าว การประมูลคลื่นความถี่นั้นเป็นเรื่องสากล แต่ในแต่ละประเทศ ก็ยึดหลักการที่ใกล้เคียงกัน แต่ก็ต้องปรับสภาพให้มีสภาพเข้ากับกิจการในประเทศ ผมจึงเห็นด้วยที่จะต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อที่จะพิจารณาปรับปรุงแก้ไข พระราชบัญญัติดังกล่าวเพื่อให้เกิดความเสรีในการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม และเกิดประโยชน์กับประเทศชาติและพี่น้องประชาชนอย่างสูงสุดต่อไปครับ ขอบคุณครับ