อนุพงษ์ แจงบทบาทรัฐดูแลท้องถิ่น เสนอยกระดับสถานะผู้ดูแลเด็ก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๔

อนุพงษ์ เผ่าจินดา ชี้แจงถึงบทบาทของรัฐในการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะในบริบทการสนับสนุนศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนของกรุงเทพมหานคร ทั้งในด้านกฎหมาย ข้อจำกัดอำนาจ และการดำเนินงาน พร้อมเสนอแนวทางเยียวยาผู้ดูแลเด็กในช่วงโควิด-19 โดยย้ำว่ากรุงเทพมหานครยังคงจ่ายเงินเต็มจำนวนแม้ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐ และเสนอให้พิจารณายกระดับสถานะผู้ดูแลเด็กจากระดับอาสาสมัครเป็นลูกจ้างอย่างเป็นทางการ ภายใต้การแก้ไขกฎหมายร่วมกัน

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

กราบเรียน ท่านประธานสภา สมาชิกผู้ทรงเกียรติ ประเด็นของอาสาสมัครผู้ดูแลเด็กของศูนย์พัฒนาเด็ก ก่อนวัยเรียนของกรุงเทพมหานคร เดี๋ยวกระผมจะได้เรียนชี้แจงถึงความเป็นมาและดู การดำเนินการของกรุงเทพมหานครก่อน อย่างไรก็ตามผมขออนุญาตเรียนทางสมาชิก ผู้ทรงเกียรติผ่านท่านประธานสภาด้วยว่า การกำกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างกับ การบังคับบัญชาและการชี้แนะให้เขาทำ หมายความว่าเขามีอำนาจหน้าที่อย่างไร โดยกฎหมาย เขาทำตามอำนาจหน้าที่ ไม่ใช่ให้ไปสั่งการ ในรัฐธรรมนูญเขียนว่าการกำกับ ทำเท่าที่จำเป็นเท่านั้น มันเป็นเส้นบาง ๆ นะครับ ไม่ใช่นึกว่าอยู่ดี ๆ จะไปสั่งให้ทำ กระทรวงมหาดไทยและผู้ว่าราชการจังหวัดที่กำกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพยายามจะใช้ ช่องทางพระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดินที่จะให้นโยบายเขา เราพยายามทำอยู่ แต่เป็นให้นโยบายเท่านั้น ยกตัวอย่างว่ากรณีเช่นนี้ว่าถ้าอยากจะทำคงจะไปสั่งให้เขาบอกว่า ให้ไปบรรจุไม่ได้ คงจะบอกว่าให้ดูแลผู้ปฏิบัติหน้าที่ให้สมกับภาระหน้าที่ที่เขาทำ อะไรประมาณนั้น แต่การดำเนินการเป็นอำนาจหน้าที่ของเขา ถ้าเป็นกฎหมายที่เขาต้อง ดำเนินการบริการสาธารณะ แล้วเขาทำตามสภาพการเงินการคลังโดยสภาเขา ไม่ใช่ให้ผมไปสั่ง กรุณาเรียนให้เข้าใจด้วย ถ้ารัฐสภาแห่งนี้ไม่เข้าใจการกำกับน่าจะยุ่งนะครับ แล้วก็เรียกว่า รัฐรวมศูนย์อะไรพูดไปมากเรื่องอีกนะครับ กระผมขอไปเข้าเรื่องความเป็นมาก่อน ความเป็นมา ของเรื่องของการดูแลการศึกษาของเด็ก ในกรุงเทพมหานครก็ดูแลเด็ก ที่ผ่านมาก็ดูตั้งแต่ ตามกฎหมาย คือตั้งแต่อนุบาลไปจนถึงประถมศึกษาปีที่ ๖ ก็มีโรงเรียนสังกัดของ กรุงเทพมหานครอยู่ ๔๓๗ แห่งด้วยกันที่ดูแล ถามว่าใช่ทั้งหมดไหม ไม่ใช่ เหมือนกับการรักษาพยาบาล การสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร ก็เป็นเช่นเดียวกันนะครับ ผู้ที่อยู่ในกรุงเทพมหานครนั้น ทั้งผู้ปกครองและเด็กก็จะไปใช้สถานที่ การศึกษาของตัวเองที่ตัวเองต้องการทั้งภาครัฐอื่น ๆ และของภาคเอกชนที่มีเฉกเช่นเดียวกับ ศูนย์เด็กเล็ก ก็มีของกรุงเทพมหานครส่วนหนึ่งที่ดูแลอยู่แต่ความเป็นมาของศูนย์พัฒนาเด็ก ก่อนวัยเรียนของชุมชนมันเกิดมาตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ ถามว่าเกิดได้อย่างไร มีชุมชนต่าง ๆ ซึ่งมีกลุ่มเปราะบางอยู่ ซึ่งเขาไม่สามารถที่จะส่งลูกเขาไปยังศูนย์เด็กเล็กที่มีไม่ว่าจะของ ภาครัฐกรุงเทพมหานครของหน่วยงานอะไรก็แล้วแต่เป็นความยากลำบากเขา เขาไม่สามารถ ส่งไปได้ด้วยงานของเขานะครับ ที่ทำงานเขาส่งไปไม่ได้ก็เกิดศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ในชุมชนเกิดขึ้นมาเมื่อปี ๒๕๒๗ โดยจุดเริ่มต้นก็จะเป็นอาสาสมัครในชุมชนเป็นคน ดำเนินการกันเองนะครับ ถ้าผมจะเรียกให้เห็นชัดเลย ก็คือเป็นที่ดูแลเด็กเท่านั้น ไม่ใช่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอะไร เป็นการดูแลเด็กถามว่าเติมเต็มไหม ก็ช่วยให้คนในสังคม ที่เป็นกลุ่มเปราะบางที่ชุมชนเขาสามารถอยู่ได้ ปัจจุบันนี้มีเฉพาะของศูนย์ชุมชน ผมเรียนของประชาชน เอกชน ๒๕๒ แห่ง ส่วนใหญ่จะอยู่ในชุมชนทั้งสิ้น สภาพของเขา ก็จะใช้บ้านบ้าง บางทีก็เป็นสถานที่ที่คนให้ใช้บ้างนะครับ ก่อตั้งเป็นศูนย์พัฒนาเด็ก ก่อนวัยเรียนดังกล่าว แล้วก็ใช้อาสาสมัครของเดิม จนกระทั่งปี ๒๕๓๘ กรุงเทพมหานคร ได้เห็นความสำคัญว่า เมื่อปัญหาของกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ เหล่านี้ เขาไม่สามารถส่งไปได้ ที่จะไปเข้าดูศูนย์เด็กเล็กที่ไหน แต่เขาสะดวกที่จะอยู่ในชุมชน เป็นการเติมเต็มกัน ดูแลกัน กรุงเทพมหานครก็คิดว่าต้องเข้าไปดูแลศูนย์เด็กเล็กของเอกชนของประชาชนในชุมชนนะครับ ก็ไปพิจารณาว่าไปใช้กฎหมายในเรื่องของการพัฒนาชุมชน ก็ไปออกข้อบัญญัติในการพัฒนา ชุมชนขึ้นมานะครับ การที่ไปออกข้อบัญญัติและออกระเบียบกรุงเทพมหานครในเรื่องของ การพัฒนาชุมชนก็เลยถือว่า ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนเป็นศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ของชุมชน กรุงเทพมหานครจึงจะสามารถเข้าไปให้การสนับสนุนได้ แล้วก็มีการตั้งค่าตอบแทน ให้กับผู้ดูแลที่เขามีอยู่แล้ว ในขั้นต้นก็ให้เป็นอาสาสมัครก่อนนะครับ ก็พัฒนาเรื่อยมาตั้งแต่ ปี ๒๕๓๘ ก็มีการเพิ่มเงินเดือน ตอนแรกก็ให้เป็นเงินค่าตอบแทนเป็นรายเดือนแต่จำนวน ไม่มาก ก็พัฒนาไปจนกระทั่ง ขออนุญาตนิดหนึ่งครับว่าทำไมถึงกรุงเทพมหานครต้องไปทำ กรุงเทพมหานครที่ไปทำก็มุ่งหวังที่จะพัฒนาให้ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนได้ทำให้เด็ก มีการพัฒนาอย่างถูกต้อง ถูกต้องอย่างไรเขาก็ไปทำให้คนพวกนี้เป็นอาสาสมัคร มีจ่ายค่าตอบแทน เมื่อมีการจ่ายค่าตอบแทนอาสาสมัครนี้นะครับ เขาก็สามารถเอาครูพี่เลี้ยงต่าง ๆ เหล่านี้ มาอบรมได้ อบรมอย่างไรบ้างพัฒนาหลักสูตรต่าง ๆ เขาก็ดำเนินการ สถานที่กรุงเทพมหานคร ก็ได้ไปพัฒนาเท่าที่ทำได้เพราะเป็นสถานที่ของประชาชน เอกชน ซึ่งเราเรียกว่าเป็นของ ชุมชนเขานะครับ มีการศึกษา มีการทำงาน มีการประเมินศูนย์ต่าง ๆ ครบถ้วนนะครับ นอกจากนั้นก็มีการจัดค่าวัสดุอุปกรณ์ให้กับศูนย์เด็กเล็กด้วย ที่ผ่านมาให้ ๑๐๐ บาท ต่อหัวต่อคนต่อปี มีการให้ค่าอาหาร และอาหารเสริมคือนม ที่ผ่านมา ๒๐ บาท ตามที่สมาชิก ได้เรียนให้ทราบแล้วนะครับ นี่คือการที่ทำที่ผ่านมาจุดประสงค์เพื่อจะทำยกระดับของที่เลี้ยง เด็กธรรมดาให้เป็นศูนย์เด็กเล็กตามมาตรฐาน มาตรฐานอะไร มาตรฐานสถานพัฒนาเด็ก ปฐมวัยแห่งชาติ พัฒนาเรื่องอะไรบ้าง พัฒนาในเรื่องของระบบบริหารจัดการ เรื่องจำนวนครู สอดคล้องหรือไม่ ความรู้ของครู เรื่องของการที่เข้าไปดูแลเด็กดูแลเรื่องอะไรบ้าง ทักษะความรู้เรื่องอะไร ดูกระทั่งคุณภาพเด็ก สุขภาพเป็นอย่างไร ดูหมด ตามมาตรฐาน ที่ผมได้เรียนให้ทราบแล้ว การดำเนินการดังกล่าวยืนยันว่ายังเป็นของประชาชนอยู่ในชุมชน ที่เราไปออกเลี่ยงว่า ว่าให้เป็นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียนของชุมชน เราถึงเอามือเข้าไปช่วยสนับสนุนเขาได้ การดำเนินการดูแลคนส่วนนี้กรุงเทพมหานครก็ตระหนักดีว่าเค้าก็ทำงานที่ช่วยสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางในชุมชนเขาก็ทำ ก็พัฒนาอย่างที่ผมได้เรียนขั้นต้นแล้วว่าเขาก็ให้ ค่าตอบแทนเป็นลำดับมาจนกระทั่งปี ๒๕๕๖ จ่ายเงินตามวุฒิเลยนะครับ ปริญญาตรีขึ้นไปก็ ๑๕,๐๐๐ บาท ปวส. ปวช. อนุปริญญาตรีก็ ๑๐,๐๐๐ บาท จนกระทั่งถึง ม.ต้นเลยนะครับ ก็มีการจ่าย แต่อย่างไรก็ยังเป็นค่าตอบแทนอยู่นะครับ ในส่วนนี้ก็ต้องยอมรับว่ายังต้องจ่าย ค่าอันนี้ ซึ่งผมจะเรียนให้ทราบต่อไป ก็มีการเอาไปเปรียบกับทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ทั่ว ๆ ไปในพื้นที่อื่น ก็เป็นภารกิจถ่ายโอนอย่างที่ผมเรียนแล้ว เป็นภารกิจถ่ายโอนเขาก็ตั้งศูนย์เด็กเล็กของเขา แล้วเขาก็บรรจุพนักงานของท้องถิ่นเขาเป็นพนักงานท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นครูผู้ช่วยครูหรือผู้ดูแลเด็ก เขาก็ตั้งได้. ที่ตั้งได้มีจุดที่อยากเรียนให้ทราบว่างบประมาณเขามีพอก็ทำได้โดยของเขาเลย สภาไม่ต้องมีใครไปสั่ง เฉกเช่นเดียวที่ผมเรียนแล้ว ๗,๕๒๑ แห่งในประเทศไทยผมก็ไม่ต้องสั่ง เขาก็ทำ ที่ท่านได้ตัวอย่างว่าเขาดีนะ มี ๑ แห่งกรุงเทพฯ ท่านบอกผมไม่ได้สั่ง เขาทำตาม อำนาจหน้าที่เขา ไม่ต้องสั่ง ก็กลับมาเรื่องของว่าถามว่ากรุงเทพมหานครทำได้หรือไม่ที่จะทำ เป็นลูกจ้าง ก็ทำได้เลย กรุงเทพมหานครสามารถทำได้เลย ปัญหาขณะนี้ที่ผมรวบรวมข้อมูล มาให้ก็คือผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนของกรุงเทพหานคร ๑,๑๙๖ คน ดูไม่มาก แต่ถ้าเราจะต้องบรรจุ ยังมีอาสาสมัครอื่น ๆ อีก ๑๑,๐๖๗ คน เขาคงต้องเรียกร้องที่จะบรรจุ เช่นเดียวกัน ปัญหาว่าทำได้ไหม ทำได้ ไปทำข้อบัญญัติออกมา ปัญหาถ้าจะทำไม่ได้ก็มีอยู่ เรื่องหนึ่งว่าถ้าบรรจุทั้งหมดงบประมาณบุคลากร เพราะถ้าบรรจุอย่างนั้นทันทีก็จะต้องใช้ งบบุคลากร ก็จะไปติดกฎหมายเรื่องของระเบียบบริหารงานบุคคลท้องถิ่นที่มีกำหนดไว้ว่างบ บุคลากรจะต้องไม่เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งถือว่า มาก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ตัวเองมาก มากจนกระทั่งงบลงทุนของที่จะไปดูแลบริการ สาธารณะขณะนี้ก็ไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว นั่นคือปัญหาโดยกฎหมายว่าเขาจะทำได้ หรือไม่อย่างไร โดยอำนาจเขาไม่ต้องมีใครไปสั่ง ถ้าเขาทำไม่ได้เพราะมันติดตรงนี้ก็ต้องมีทางเดียว ต้องแก้กฎหมายตัวนี้ให้เพดาน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ อยู่ใน พ.ร.บ. ต้องแก้ ถ้าแก้ก็จะเกิดผลกระทบ ๑. การบริการสาธารณะงบลงทุนต่าง ๆ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศจะต้องถูก เขาก็จะบรรจุงบบุคลากรเข้าไปเยอะเกินนี้ทั่วประเทศเลย เขาก็ต้องทำกัน เพราะกฎหมาย ก็ต้องไปกฎหมายด้วยกันทั้ง ๗,๕๐๐ กว่าแห่งก็จะต้องทำเหมือนกัน ผมเรียนนะครับว่า ทำได้โดยตัวเขาเองเลย แต่อยู่ที่เขาจะทำได้ไหมตามสภาพการเงินการคลัง ท่านกรุณาดูใน รัฐธรรมนูญว่า เขาสามารถดำเนินการได้เอง โดยเขาจะต้องพิจารณาเองตามความสามารถ ของฐานะการคลังของเขา ไม่ใช่ให้ใครไปสั่ง กรุงเทพมหานครก็คงจะรู้ดีว่าคนพวกนี้ ทำคุณประโยชน์ให้ พยายามจะให้บรรจุ แต่ยังเหลือสวัสดิการต่าง ๆ ยังบกพร่องอยู่ เพราะว่าเขาไม่ใช่เป็นเจ้าพนักงานของท้องถิ่นหรือไม่ใช่ลูกจ้าง กรุงเทพมหานครในปี ๒๕๕๘ ก็ได้ไปเอาเข้าประกันสังคม โดยกรุงเทพมานครก็จ่ายสมทบให้ในส่วนของนายจ้าง ให้พวกนี้ อยู่ในระบบประกันสังคม ก็เป็นที่มาว่าขณะนี้เขาก็มีระดับของการบริการเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อยหนึ่ง ถามว่าพอเพียงหรือยัง กระผมก็ยอมรับว่าไม่น่าจะพอเพียง แต่ก็จะทำอย่างไรกรุงเทพมหานคร ก็ต้องไปทำ ถ้าตัวเองมีงบประมาณที่ทำได้จะบรรจุเป็นพนักงานท้องถิ่น หรือเป็นลูกจ้างเขา ก็ทำได้ ส่วนว่าไม่ได้รับเงินเป็นเงินเดือนแล้วต้องเป็นเพย์โรล (Payroll) สมมุตินะครับ กฎหมายเขาเป็นอาสา อาสาทำอย่างไร อาสาสมัคร ต้องทำงานก่อน แล้วถึงเอางานมาเบิกจ่าย ไม่ได้ถึงสิ้นเดือนรับ เป็นระบบอย่างนั้นใครไปทำอย่างอื่น กระผม อาจจะโดนมาเรียกถามว่าทำไมไม่ทำตามกฎหมายในสภาแห่งนี้ก็ได้ เพราะกำหนดว่าเขาให้ทำ เมื่อทำจบแล้วเดือนหนึ่งทำ ๓๐ วัน ๒๐ วัน ก็เบิกตามนั้น ไม่เช่นนั้นก็จะต้องเป็นการผิดอีก เพราะฉะนั้นเขาถามว่าเขามีรายละเอียดอย่างไร ก็ทำแล้วเบิกแล้วก็ไปเซ็นรับ หลักฐานนั้น เป็นหลักฐานในการที่จ่ายค่าตอบแทนให้

กลับไปกรณีของมาตรา ๓๓ ขออนุญาตเรียนสั้น ๆ เร็ว ๆ นะครับว่า เมื่อมีเหตุการณ์ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ขึ้น แล้วรัฐบาลต้องการควบคุมโรค ก็สั่งปิดกิจการดำเนินการของภาคเอกชนบ้างอะไรบ้าง ซึ่งก็ส่งผลกระทบต่อผู้ที่ทำมาหากิน ก็มีการคิดเรื่องของการเยียวยา ในเรื่องของประกันสังคม ผมยกตัวอย่างร้านอาหาร พอสั่งว่า ไม่ให้ขาย ร้านอาหารเขาต้องปิด โดยกฎหมายนายจ้างก็แค็ป (Cap) ไว้ที่ ๑๕,๐๐๐ ลงมา ก็จ่ายครึ่งหนึ่ง แต่รัฐบาลดูแล้วว่าเมื่อประกันสังคมจ่ายครึ่งหนึ่งก็ไม่พอ ในกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นต้น รัฐบาลก็จ่ายเพิ่มให้ ๒,๕๐๐ บาท ให้ใคร ให้เฉพาะคนที่ได้รับการสั่งปิด ในพื้นที่ไหน ในพื้นที่ที่สั่งปิดเท่านั้น พื้นที่ไม่สั่งปิดก็ไม่ได้ให้ อาชีพที่ไม่เกี่ยวก็ไม่ให้ ก็ให้แค่นั้น ให้ตาม จำนวนแค่ไหน ที่สั่งปิด ๒ เดือนก็จ่าย ๒ เดือน คณะกรรมการก็พิจารณามา การดำเนินการ ก็ออกมา ก็ตกในส่วนนี้ของอาสาสมัครผู้ดูแลเด็ก กระผมสันนิษฐานเอาเองว่าทำไมเขาจึง ไม่ได้รับ ประเด็นก็คือว่าเมื่อสักครู่นี้ผมเรียนให้ทราบแล้วว่า ถ้านายจ้างไม่จ้างแล้วต้องทำตาม ประกันสังคมก็จ่ายครึ่งหนึ่ง แต่พวกนี้ไม่ได้ทำงาน ศูนย์เด็กเล็กปิดแต่จ่ายเต็ม กรุงเทพมหานคร ยังจ่ายเต็มอยู่ โดยกฎหมายเขายังจ่ายเต็มอยู่ กรุงเทพมหานครก็อยากได้ก็ร้องขอไปทาง ประกันสังคมว่าอยากได้ ทางประกันสังคมก็บอกว่าก็คงจะพิจารณา ผมเข้าใจว่าก็ตัวเอง จ่ายเต็มอยู่ ถ้าตัวเองจ่ายเต็มในภาวะปกติได้ ภาวะนี้ก็ยังจ่ายเต็ม โควิด (COVID) แล้วทำไม ต้องเยียวยา ผมเข้าใจว่าอย่างนั้น อย่างไรก็ตามผมก็ยอมรับว่าอยากเป็นกำลังใจให้ผู้ดูแลเด็ก ตามศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ผมก็ได้เสนอให้กรุงเทพมหานครพิจารณาที่จะอุทธรณ์ไปแล้ว และกรุงเทพมหานครกำลังอุทธรณ์อยู่ในส่วนนี้ กระผมก็เห็นด้วยว่าผู้ที่ ๑๕,๐๐๐ นี่พอทน แต่พวกที่เป็นมัธยมศึกษาตอนต้นลงไป ๗,๐๐๐ บาท เขาก็คงจะลำบากพอสมควร ก็เลยให้ กรุงเทพมหานครอุทธรณ์ไปในส่วนนี้ ถ้าถามว่าจะทำได้อย่างไร อันนี้คงเป็นที่ไปที่มาว่า สรุปแล้วกรุงเทพมหานครไม่ได้เพิกเฉย หรือไม่เห็นความสำคัญ เห็นความสำคัญจึงเข้าไปพัฒนา ที่รับดูแลเด็กให้เป็นศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน พยายามที่จะเอาเงินเข้าไปให้ โดยใช้ไปออก ข้อบัญญัติว่าเป็นศูนย์ของชุมชน แล้วก็พยายามที่จะใช้เงิน เต็มความสามารถที่จะใช้ได้ คือตอนนี้เป็นอาสาสมัคร กระผมเองก็อยากจะให้เขาเป็นลูกจ้าง แต่กรุงเทพมหานครทำอย่างไร เพราะเขาจะเต็ม ๔๐ เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว เต็มเพดานรายได้ของเขาอยู่แล้ว ก็เป็นเรื่อง ถ้าเกินนั้นถ้าจะทำต้องเป็นรัฐสภาแห่งนี้ที่จะแก้กฎหมาย กระผมคงเรียนที่ไปที่มาทั้งหมด ในส่วนนี้เพื่อให้เข้าใจครับ ยืนยันว่ากรุงเทพมหานครยังให้ความสำคัญและใส่ใจ และคิดจะไป ยกฐานะของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน รวมทั้งผู้ที่เป็นพี่เลี้ยงด้วย