วิโรจน์ ชี้ช่วงวัย 3-6 ปีสำคัญ หนุนลงทุนพัฒนาเด็กปฐมวัย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๐ · ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๔

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร หารือปัญหาความไม่มั่นคงของครูพี่เลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียนในกรุงเทพฯ ที่ถูกจ้างแบบอาสาสมัครโดยไม่มีสวัสดิการ ขาดการเยียวยาในช่วงโควิด และเรียกร้องให้กรุงเทพมหานครเร่งแก้ไขทั้งด้านสถานะจ้างงาน งบประมาณอาหาร และการดูแลพัฒนาการเด็กในช่วงวัยทองที่สำคัญต่อการสร้างทรัพยากรมนุษย์ของชาติ

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานที่เคารพครับ ในแวดวงการศึกษาและการพัฒนาการเด็ก นักการศึกษา ต่างทราบกันดีว่า การเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กในช่วงอายุ ๓-๖ ปี ถือว่าเป็น ช่วงเวลาทองมาก ๆ และสำคัญมาก ๆ เพราะว่าเป็นช่วงที่เด็กสามารถพัฒนาศักยภาพ ของสมองส่วนหน้าได้ดีที่สุด หรือที่นักวิชาการเรียกกันว่า เอ็กเซ็กคูทีฟ ฟังก์ชัน (Executive Function) หรืออีเอฟ (EF) ซึ่งเป็นทักษะการทำงานของสมองที่ทำหน้าที่กำกับความคิด กำกับอารมณ์และการกระทำ ซึ่งมีผลต่อความสำเร็จในทุก ๆ ด้านของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น การเรียน การทำงาน การอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ตลอดจนการคิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ เพื่อจัดการชีวิตในทุก ๆ ด้าน ดังนั้นท่านประธานครับ จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นประเทศ ที่พัฒนาแล้วทุก ๆ ประเทศให้ความสำคัญกับเด็กเล็ก ๆ ในช่วงปฐมวัยและผมยืนยันว่า เด็กในช่วงปฐมวัยเป็นช่วงเวลาที่ควรลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ของชาติมากที่สุด ถ้ารัฐบาล ปล่อยปละละเลย กทม. ปล่อยปละละเลย ผ่านไป ๑ ปี เด็กก็โตขึ้น ๑ ปี ผ่านไป ๒๐ ปี เด็กเหล่านี้ก็เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ และอย่างที่เราทราบกันครับท่านประธานปัญหาที่เกิดกับ ในวัยผู้ใหญ่ ต่อให้เราอยากจะแก้ก็แก้ได้ยาก แทนที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่ใฝ่รู้ก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ ที่พอถามอะไรก็ตอบว่า ไม่รู้ ๆ แทนที่จะเป็นผู้ใหญ่ที่มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ ก็กลายเป็นผู้ใหญ่ที่คิดได้แค่ให้เลี้ยงไก่ ๒ ตัว ปลูกหมามุ่ย เลี้ยงจิ้งหรีด ปลูกผักชี น ้าท่วมให้เลี้ยงปลา คิดไปขายยางพาราในดาวอังคาร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้องเรียนอย่างนี้ว่า วิชาชีพที่ทำหน้าที่สำคัญในการพัฒนาเด็กเล็ก ๆ เหล่านี้ก็คือครูพี่เลี้ยง เด็กประจำศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน นี่ละครับ ผมได้มีโอกาสไปตรวจเยี่ยมปัญหานี้กับ ส.ส. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส. เขตบางแค และ ส.ส. วรรณวรี ตะล่อมสิน ส.ส. เขตยานนาวา บางคอแหลม ที่ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน วชิราชวิทยายน และศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ชุมชนวัดปุรณาวาส และศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ชุมชนบัวหลวง และตรวจสอบต่อไปยัง ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ศูนย์ต่าง ๆ ทั่วกรุงเทพมหานครเราพบปัญหาใหญ่ครับว่า ครูพี่เลี้ยงในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนเหล่านี้ในพื้นที่ กทม. ทั้งหมด ถูกจ้างในฐานะ อาสาสมัคร ท่านประธานฟังไม่ผิดครับ ถูกจ้างในฐานะอาสาสมัครและต่อสัญญาจ้างแบบ ปีต่อปี ไม่ได้เป็นแม้กระทั่งลูกจ้างชั่วคราวหรือลูกจ้างประจำ ไม่มีสวัสดิการ ทุก ๆ ครั้งที่ลางาน ไม่ว่าจะเป็นลาป่วยก็จะถูกหักค่าจ้างในทุกกรณี ไม่มีความมั่นคงในชีวิต บางแห่งแม้แต่สลิป (Slip) เงินเดือนยังไม่มีครับ เพราะไม่ได้เข้าระบบเพย์โรล (Payroll) ไม่มีการออกเอกสารใด ๆ ปัญหาดังกล่าวนี้ผู้ว่า กทม. คนปัจจุบันทราบดีครับ จากกลไกกรรมาธิการและการร้องเรียน ทางตรงหลายครั้ง ในวันนี้จริง ๆ คนที่ผมอยากให้มาตอบคือผู้ว่า กทม. แต่เข้าใจว่า ตามมาตรา ๑๒๓ ของ พ.ร.บ. ระเบียบราชการ กทม. ท่านรัฐมนตรีก็เป็นผู้กำกับ วันนี้ก็คง ต้องใช้การฝากเรื่องให้ท่านเข้าไปช่วยดูแล ในสถานการณ์ของการระบาดของโควิด (COVID) นี้ นะครับ ทั้ง ๆ ที่ครูพี่เลี้ยงเป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมตามมาตรา ๓๓ และอาชีพ ครูพี่เลี้ยงโดยหน้าที่ ท่านประธานครับ ก็เป็นรูปแบบการปฏิบัติงานที่เข้าข่ายใน ๙ กลุ่มกิจการ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่ ๔ กิจกรรมบริการด้านอื่น ๆ ก็เข้าครับ หรือจะเป็นกลุ่มที่ ๘ กิจกรรมทาง วิชาการก็น่าจะเข้าอีก แต่กลับปรากฏว่าเขาไม่ได้รับการเยียวยาจากประกันสังคมครับ แต่ได้รับแจ้งจากประกันสังคมว่า เดี๋ยว กทม. จะเป็นผู้ดูแลเยียวยาเอง แต่จนแล้วจนรอด ครูพี่เลี้ยงเหล่านี้หรืออาสาสมัครพี่เลี้ยงเด็กเหล่านี้ก็ไม่เคยได้รับการเยียวยาใด ๆ จาก กทม. เลย ไม่น่าเชื่อนะครับว่า กทม. ที่เป็นเมืองหลวงของประเทศ กลับไม่ให้ความสำคัญกับ ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนเลย ไม่ต้องเทียบไกลถึงต่างประเทศครับ เทียบกับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในต่างจังหวัด ท่านประธานเชื่อไหมครับว่า ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ที่ต่างจังหวัดที่สังกัดท้องถิ่นนั้นได้รับการใส่ใจดีกว่า กทม. อย่างมาก ครูพี่เลี้ยงบางส่วนได้รับ การบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่น หรืออย่างน้อย ๆ ก็จะอยู่ในฐานะลูกจ้างประจำหรือลูกจ้าง ชั่วคราวไม่ได้เป็นแค่อาสาสมัครเหมือนกับศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนในกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรแห่งนี้ นอกจากนี้ครับท่านประธาน งบประมาณอาหารกลางวันที่ กทม. จัดสรรให้กับเด็กปฐมวัยที่ศูนย์แห่งนี้ ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน แค่ ๒๐ บาท รวมนมครับ ซึ่งต ่ากว่างบของกระทรวงศึกษาธิการที่จัดสรรให้กับเด็ก ๒๑ บาท ไม่รวมนม ๒๑ บาทต่อคนต่อวัน นี่ไม่รวมนมนะของกระทรวงศึกษาธิการ คือ กทม. จะให้เด็ก ๆ อยู่อย่างอด ๆยาก ๆ ขาดสารอาหารไปเรื่อย ๆ พอโตขึ้นมาถึงให้กินหรือครับท่านประธาน ผมเข้าใจดีครับว่าปัญหานี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ว่า กทม. และผมก็เกรงใจท่านรัฐมนตรี อย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในมาตรา ๑๒๓ ตาม พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ก็ได้กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้กำกับดูแล ในเมื่อผู้ว่า กทม. ไม่เห็นคุณค่าของคน ไม่เห็นคุณค่าของวิชาชีพครูพี่เลี้ยง ไม่เห็นคุณค่าของเด็กตัวเล็ก ๆ ไม่เห็นแก่อนาคตของชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะปล่อยปละละเลย หรือเรียกสั้น ๆ ว่าปล่อยไว้คงไม่ได้ ท่านประธานครับ กรุงเทพฯ ไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้าง ไม่มีเทพองค์ใดมาสรรค์สร้างทั้งสิ้น แต่กรุงเทพฯ คือเมืองของผู้คน ที่คนส่วนใหญ่ต้องดิ้นรน หลายคนเป็นมนุษย์เงินเดือนชนเดือน หลายคนเป็นมนุษย์เงินวัน หลายคนหาเช้ากินค ่า บางคนหาค ่าคืนเช้า บางคนหาได้ก็กิน หาไม่ได้ก็อด ถ้ากรุงเทพมหานคร ไม่ให้ความสำคัญกับคน โดยเฉพาะเด็กตัวเล็ก ๆ กรุงเทพมหานครจะมีคุณค่าอะไร ผมจึงขอเรียนถามทางท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานในข้อที่ ๑ ดังนี้ว่า ที่ผ่านมาผู้ว่า กทม. ก็รับทราบถึงปัญหาด้านสถานภาพการจ้าง และปัญหาด้านสวัสดิการของครูพี่เลี้ยงเป็นอย่างดี หลายครั้งแล้วด้วย เนื่องจากมีการร้องเรียนในเรื่องนี้มาหลายครั้ง ทั้งผ่านกลไกกรรมาธิการ หรือการร้องเรียนทางตรง เหตุใดผู้ว่า กทม. จึงไม่เคยที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็น รูปธรรมเลย ในฐานะที่ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านคงปัดให้ผู้ว่า กทม. ไม่ได้ เพราะตามมาตรา ๑๒๓ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครท่านต้องกำกับดูแล จึงอยากจะสอบถามท่านรัฐมนตรีว่า มีแผนหรือท่านมีความพยายามอย่างไรที่จะปรับปรุง สถานภาพการจ้าง ตลอดจนปรับปรุงสวัสดิการให้แก่ครูพี่เลี้ยง หรืออาสาสมัครผู้ดูแลเด็ก หรือไม่ อย่างไร มีความเป็นไปได้ที่จะจัดจ้างพวกเขาที่ทำงานอย่างหนักและเด็ก ๆ ทุกคน ใน กทม. ฝากความหวังเอาไว้ในฐานะลูกจ้างประจำเหมือนกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือไม่ และกรณีครูพี่เลี้ยงที่ไม่ได้รับการเยียวยาจากมาตรา ๓๓ ประกันสังคมไม่ทราบว่า กทม. จะมีมาตรการเยียวยาให้กับครูพี่เลี้ยงเหล่านี้เป็นการชดเชยหรือไม่นี่คือคำถามนิดที่หนึ่งครับ