สันติ พร้อมพัฒน์ ชี้แจงความสำเร็จของโครงการคนละครึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ พร้อมย้ำจุดยืนไม่เป้าหมายเก็บภาษีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ หากมีรายได้ไม่เกินเกณฑ์ และยืนยันไม่มีการคิดย้อนหลัง พร้อมนำข้อกังวลไปหารือเพื่อหาทางช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ต่อไป
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ และท่าน ส.ส. กรุงเทพมหานคร ท่านกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ซึ่งเป็น ส.ส. เขตคลองเตย วัฒนา ก็ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้ติดตามโครงการคนละครึ่ง ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐบาลเป็นห่วงเป็นใยพี่น้องประชาชน รวมถึงผู้ค้าผู้ขายรายย่อยจำนวนมาก ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าในปี ๒๕๖๒ ต่อปี ๒๕๖๓ จนมาถึง ปัจจุบัน พี่น้องประชาชนและท่าน ส.ส. คงทราบดีว่าเราเกิดภัยร้ายแรงของประเทศ คือเรื่องของโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้ระบาดเฉพาะประเทศไทย โควิด-๑๙ (COVID-19) นั้นระบาดไปทั่วโลก ซึ่งต้องถือว่าเป็นภัยมหันต์ของประชากรโลก ในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นโรคอุบัติใหม่ซึ่งรัฐบาลเองตามที่พวกเราก็ทราบว่า ได้เร่งรัดในการแก้ไขปัญหาโควิด-๑๙ (COVID-19) มาโดยตลอดอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ให้ความสำคัญ ได้ลงมาดูด้วยตนเอง ในเรื่องการบำบัดภัยร้ายในครั้งนี้ วัคซีนก็ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าจนกระทั่งปัจจุบันนั้น เป็นที่ทราบกันว่า พี่น้องประชาชนทั้งประเทศได้รับวัคซีนถึงเกือบ ๗๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ก็คือฉีดวัคซีนมาจนถึงปัจจุบันนั้นเกินกว่า ๑๐๐ ล้านโดส นี่เป็นสัญญาณที่บอกว่าหัวหน้า รัฐบาลเราท่านนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญในเรื่องสุขอนามัยให้กับพี่น้องประชาชน อย่างเต็มที่นะครับ ก็ต้องให้ความชื่นชม ที่ท่านนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นห่วงเป็นใยพี่น้องประชาชน ส่วนท่าน ส.ส. กรณิศ ส.ส. กรุงเทพมหานครที่ได้พยายามติดตามการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ซึ่งนอกจากปัญหาโควิด (COVID) ที่ทำให้พี่น้องประชาชนทราบว่าเป็นโรคที่ร้ายแรง ที่จะไปบั่นทอน การจับจ่ายใช้สอยของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนก็ต้องระมัดระวังเงินทอง ที่มีอยู่ในการที่จะจับจ่ายใช้สอย ก็ได้ชะลอในการใช้สอยลง นั่นแสดงว่าทำให้เศรษฐกิจ ฐานรากและเศรษฐกิจโดยรวมนั้นชะลอ ท่านนายกรัฐมนตรีได้คิดโครงการต่าง ๆ ขึ้นมา โครงการคนละครึ่งนั้นเป็นโครงการหนึ่งที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีคิด แล้วก็ให้คณะทำงาน ได้ไปคิดวิธีการที่จะปลุกที่จะเสริมสร้าง แล้วก็ทำให้เศรษฐกิจนั้นขับเคลื่อนไปได้ในภาวะ สงครามโรคภัยในครั้งนี้ จึงได้เกิดโครงการคนละครึ่งขึ้น โครงการคนละครึ่งนั้นเป็นโครงการ ในระบบเศรษฐกิจที่มีความชาญฉลาดเป็นอย่างยิ่ง ก็คือให้ประชาชนออกมาใช้จ่าย ในเรื่องของความจำเป็นซึ่งในช่วงดังกล่าวนั้นพี่น้องประชาชนก็ต้องระมัดระวังในการใช้เงิน ก็เป็นการกระตุ้นให้พี่น้องประชาชนออกมาใช้จ่าย ใน ๑๐๐ บาทพี่น้องประชาชนก็จ่ายเพียง ๕๐ บาท และรัฐบาลจะเข้าไปกระตุ้นการจับจ่ายใช้จ่ายเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจมันเดินได้นั้น อีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือที่เรียกสั้น ๆ ว่าคนละครึ่ง ผมขอเรียนกับท่าน ส.ส. ว่าโครงการ คนละครึ่งนั้นได้เริ่มโครงการเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ เป็นระยะที่ ๑ จนถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๔ เป็นระยะที่ ๑ และระยะที่ ๒ มีพี่น้องประชาชนมาลงทะเบียนเข้าโครงการนี้ ๑๕ ล้านคน และมีร้านค้าซึ่งเป็นร้านค้าส่วนบุคคล พี่น้องประชาชนในระดับฐานรากนั้น ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ร้านค้า และมีกรอบวงเงินหมุนเวียนถึง ๑๐๒,๐๐๐ ล้านบาท นั่นก็หมายความว่าพี่น้องประชาชนในจำนวน ๑๕ ล้านคนนั้นได้ออกมาจับจ่ายใช้สอย ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท และอีกประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลได้เข้าไปกระตุ้น เศรษฐกิจท่านพี่น้องประชาชน ท่าน ส.ส. ครับ เงินที่พี่น้องประชาชนในระดับฐานราก ได้ใช้จ่ายนั้นจาก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อพี่น้องประชาชนได้ใช้เงินก้อนนี้แล้วในระบบเศรษฐกิจ ด้านบนก็จะหมุนเวียนไปได้ถึง ๕-๗ เท่า เพราะฉะนั้นใน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่มีการหมุนเวียน ใช้จ่ายเป็นเงินสด เงินจริงลงไปในระบบเศรษฐกิจของประเทศนั้นก็จะหมุนเกินกว่า ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และหลังจากนั้นในวันที่ ๑ กรกฎาคม จนถึง ๓๑ ธันวาคมที่จะถึงนี้เป็นโครงการระยะที่ ๓ ซึ่งขณะนี้โครงการระยะที่ ๓ ได้มีการใช้จ่ายเงินของพี่น้องประชาชนแล้วประมาณ ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท นั่นแสดงว่าเงินของรัฐบาลที่เข้าไปร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายนี้ รัฐบาลก็จะต้องใส่เข้าไปอีก ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้วก็ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่ผมได้กล่าวไว้ตั้งแต่เบื้องต้นว่า เงินที่พี่น้องประชาชนในระดับฐานรากนั้นนำไปใช้จ่าย รวมกับรัฐบาลแล้วประมาณ ๒๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ในระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ก็จะขยายไป มีการหมุนเวียนในหลาย ๆ ทอด หลาย ๆ ทอดไปประมาณ ๕-๗ เท่า นั่นหมายความว่าเงินก้อนนี้ก็จะลงไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอีกไม่ต ่ากว่า ๑ ล้านล้านนะครับ สิ่งเหล่านี้เป็นความชาญฉลาดของผู้ที่ดูแลเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้เศรษฐกิจขณะนี้ก็ยังประคองตัวอยู่ได้และมีพี่น้องประชาชนหลายท่านได้ถามว่า โครงการนี้ไปเอื้อกับพ่อค้านายทุนอย่างไรหรือไม่นะครับ ผมขอกราบเรียนว่า ในโครงการนี้ ผู้ขาย ร้านค้า ก็จะประกอบด้วย ร้านค้า เช่น ร้านค้าธงฟ้า ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ร้านโอทอป (OTOP) ร้านค้าทั่วไป ร้านบริการ และเรื่องของการขนส่งนะครับ แล้วก็เป็นร้านบุคคล เท่านั้น ถ้าเป็นร้านบริษัทก็จะไม่สามารถที่จะเข้าโครงการนี้ได้ และรวมแล้วเฟส ๑ (Phase 1) ถึงเฟส ๓ (Phase 3) ก็จะมีบุคคลที่มาใช้สิทธิในเฟส ๓ (Phase 3) นั้นประมาณ ๒๘ ล้านคน ในเฟส ๑ (Phase 1) และเฟส ๒ (Phase 2) ระยะที่ ๑ ระยะที่ ๒ ที่ผมได้เรียนไปแล้ว ประมาณ ๑๕ ล้านคน รวมแล้วในระยะที่ ๑ ถึงที่ ๓ ที่ดำเนินการอยู่จะมีพี่น้องประชาชน มาใช้ถึง ๔๐ ล้านกว่าคนนะครับ โครงการคนละครึ่งจึงเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จ ในการที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้รักษาระดับของเศรษฐกิจได้ยังเดินได้อยู่ในขณะนี้ แล้วก็ทำให้ พี่น้องประชาชนได้สามารถที่จะขยายเงินในกระเป๋าตนเองขึ้นมาได้อีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ทำให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจของครัวเรือนของพี่น้องประชาชนนั้นยังพออยู่ได้ในภาวะ ที่เกิดโรคภัยไข้เจ็บดังนี้นะครับ
ส่วนข้อคำถามของท่าน ส.ส. กรณิศ ที่ได้บอกว่า พี่น้องประชาชนเป็นห่วง เรื่องการที่ร้านค้าของเอกชนจำนวนถึง ๑.๓ ล้านที่เข้าร่วมโครงการนี้ถูกกรมสรรพากรนั้น ได้ยื่นหนังสือที่จะให้มาเสียภาษี ผมต้องขอกราบเรียนว่า กรมสรรพากรไม่ได้มุ่งเน้นที่จะเก็บ ภาษีเฉพาะคน เฉพาะรายหรือเฉพาะบริษัทแต่อย่างใดนะครับ เป็นเรื่องปกติที่กรมสรรพากร นั้นได้แจ้งเตือน ทั้งทางสื่อสารและทางเอกสารให้พี่น้องประชาชนทุกคนที่อยู่ในเกณฑ์ ที่จะต้องเสียภาษี อย่าลืมมาเสียภาษีให้กับรัฐ เนื่องจากว่าเงินที่พี่น้องประชาชนได้เสียภาษี ให้กับรัฐตามเกณฑ์ ตามกฎอย่างถูกต้องนั้นเงินของท่านเหล่านั้นจะหมุนกลับมาพัฒนาประเทศ มาใช้จ่ายในสิ่งที่ถูกที่ควรให้กับบ้านเมืองของเรา เพราะฉะนั้นหน้าที่ในการเสียภาษีจึงเป็นหน้าที่ ของพี่น้องประชาชนทุกคนที่ต้องเสียภาษีให้ถูกต้องนะครับ ในขณะเดียวกันทางกรมสรรพากร ได้คำนึงถึงพี่น้องประชาชนในระดับบุคคลในเรื่องของการเสียภาษีว่า ถ้าหากว่าท่านได้ค้าขายตามเกณฑ์ขั้นต ่าสุดของพี่น้องประชาชนในโครงการคนละครึ่งนี้ การเสียภาษีนั้นกรมสรรพากรมีเกณฑ์อยู่ว่า ถ้าหากว่าการค้าขายของท่านอยู่ในระดับ ๑ เดือน เฉลี่ย ๔๐,๐๐๐ บาท หรือ ๑ ปีไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาทนั้น ท่านก็จะต้องเสียภาษีตามเกณฑ์ ซึ่งเป็นเงินที่ไม่มากเลย ส่วนท่าน ส.ส. กรณิศได้สอบถามว่า กรมสรรพากรจะคิดย้อนหลังหรือไม่ ตามที่ผมได้เรียนไว้แล้วว่า โครงการคนละครึ่ง ได้เริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม ๒๕๖๓ ในปี ๒๕๖๓ นั้น ถ้าหากว่าพี่น้องประชาชนในทุกภาคส่วนที่จะต้องเสียภาษีนั้น ก็จะไปยื่นภาษีเอาในปี ๒๕๖๔ ซึ่งผมจำได้ว่า กรมสรรพากร ได้ออกข้อบังคับ ได้ออกกฎเกณฑ์ในการเสียภาษีเพื่อช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนระดับฐานรากเหล่านี้เอาไว้ในระดับหนึ่งแล้ว แล้วเดี๋ยวผมจะให้กรมสรรพากร ได้ขยายความในการช่วยเหลือ เรื่องการชำระภาษีในภาวะวิกฤติโควิด-๑๙ (COVID-19) อันนี้ ซึ่งพี่น้องที่ร่วมอยู่ในโครงการคนละครึ่ง ท่านไม่ต้องเป็นห่วงเดี๋ยวผมจะรับประเด็นของท่าน ส.ส. กรณิศนั้นไปหารือกับกรมสรรพากรนะครับ ขอบคุณครับ