พิพัฒน์ รัชกิจประการ หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาด้วยองค์กรวาด้า (WADA) ที่แบนประเทศไทยในการแข่งขันกีฬา และอธิบายว่าประเทศไทยได้ทำงานร่วมกับวาด้าเพื่อแก้ไขปัญหานี้แล้ว และได้รับการปลดล็อกการตรวจสอบสารต้องห้าม
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพและสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ก็สิ่งที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติถามมา ผมคิดว่าคนไทยทั้งประเทศรับทราบอยู่แล้วนะครับ แต่ขอแก้นิดหนึ่งว่า กรณีเราไม่สามารถชักธงชาติสูงยอดเสาได้ แต่เรายังสามารถใส่เสื้อที่มีแถบของธงชาติไทยได้ เวลาชนะเราสามารถเอาธงชาติไทยขึ้นไปวิ่ง หรือเดินรอบสนามแข่งขันได้ แต่ตรงนี้ผมก็ต้อง ขอเล่าสักเล็กน้อยในสิ่งที่ทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ทางโอลิมปิก และทางการกีฬา แห่งประเทศไทย เราได้มีการแก้ปัญหามาโดยตลอด ซึ่งจริง ๆ แล้วเหตุการณ์เรื่องของวาด้า (WADA) ไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นในปี ๒๕๖๔ เรื่องของวาด้า (WADA) ถ้าเกิดมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๒ มาแล้วนะครับ ซึ่งวาด้า (WADA) ได้ทำการแบน (Ban) เรื่องสถานที่ตรวจสอบก็คือของมหิดล ในเรื่องของการตรวจสารต้องห้าม สารโดป (Dope) ต้องห้ามตรงนี้ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาทางการกีฬาแห่งประเทศไทยและกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ทำงานร่วมกับทางมหิดลแล้วก็ทำการแก้ปัญหามาโดยตลอด แล้วก็ได้รับการปลดล็อก (Lock) เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๖๔ ซึ่งขณะนี้ศูนย์ตรวจโดป (Dope) ของมหิดลเราสามารถกลับมาตรวจ ได้อีกครั้งหนึ่ง โดยทางวาด้า (WADA) ออกใบอนุญาตกลับคืนมาให้กับเราเรียบร้อยแล้วนะครับ ส่วนกรณีที่มีการแจ้งหนังสือ จริง ๆ แล้วไม่ได้ว่ามีมาครั้งเดียวนะครับ ไม่ใช่มีเฉพาะตั้งแต่ วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ก่อนหน้านั้นตั้งแต่ปี ๒๕๖๓ วาด้า (WADA) ก็มีแจ้งข้อที่ขัดข้อง มาทางกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและการกีฬาแห่งประเทศไทยมาโดยตลอด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ วาด้า (WADA) แจ้งเข้ามาครั้งหนึ่ง ทางการกีฬาแห่งประเทศไทยที่ดูแลเรื่องของสารตรวจโดป (Dope) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะครับ แล้วก็คุยกับทางกฤษฎีกา เรามีการหารือแล้วก็แก้ข้อกล่าวหา ของวาด้า (WADA) มาเป็นระยะ ๆ ตลอดเวลา ซึ่งกระทั่งมาถึงการแข่งขันโอลิมปิก เราก็ยังสามารถเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสาได้ แต่พอหลังจากการแข่งขันโอลิมปิกเสร็จสิ้นไปแล้ว ทางวาด้า (WADA) ได้แจ้งมาเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๔ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทางวาด้า (WADA) มีข้อกล่าวหาเรามาถึง ๕-๖ ข้อ ซึ่งทางการกีฬาแห่งประเทศไทยและทางกฤษฎีกาเราก็มีการ ตอบคำถามทางวาด้า (WADA) แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่ว่าการที่ประเทศไทยเรา หรือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือการกีฬาแห่งประเทศไทย เราจะแก้กฎหมาย ซึ่งเหมือนกับในบางประเทศ ซึ่งแก้เป็นพระราชบัญญัติและเป็นองค์กรอิสระเขาสามารถ แก้ทันทีได้เลย มีหลาย ๆ ประเทศในโลกนี้ ซึ่งสามารถแก้โดยตัวเขาเองได้ แต่สำหรับประเทศไทยเรา เราไม่สามารถทำอย่างนั้นได้นะครับ การที่เราจะแก้ พ.ร.บ. หรือจะแก้กฎอะไรสักอย่างหนึ่งเรา ต้องนำเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อทำการแก้ และแจ้งไปทางวาด้า (WADA) ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราก็มีการทำการหารือและมีแจ้งกลับไปที่วาด้า (WADA) เป็นจำนวนทั้งหมด ๔ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ในวันที่ ๑ พฤศจิกายน ครั้งที่ ๒ ในวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ครั้งที่ ๓ ในวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน และครั้งสุดท้ายก็คือวันที่ ๗ ธันวาคม และทางวาด้า (WADA) ได้ตอบกลับมา เมื่อวันที่ ๒๐ ธันวาคมว่า ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งสิ้นทั้งปวงที่มีการแก้กันไปแก้กันมาตรงนี้ทางวาด้า (WADA) ได้ตอบรับแล้วก็ยอมแอ็กเซปต์ (Accept) แล้วว่า เขารับได้ในสิ่งที่ทางกฤษฎีกา ทางการกีฬาแห่งประเทศไทยที่มีการตอบรับกับทางวาด้า (WADA) เป็นอันตกลงกันว่าเราจะ เดินไปในทิศทางเดียวกัน แต่ที่สำคัญครับ ก่อนหน้านี้ที่เราไม่สามารถจบได้เลย ไม่สามารถ ที่จะยอมได้เลย มันเป็นเรื่องของอธิปไตยของประเทศไทยเรา สิ่งที่ประเทศไทยเราเป็นรัฏฐาธิปัตย์ และสำคัญคือวาด้า (WADA) เป็นองค์กรเอกชน ซึ่งการที่เขาจะมาพุช (Push) หรือมากดดัน ให้ประเทศไทยต้องทำตามในสิ่งที่เขาต้องการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าประเทศไทยเราอะไร ที่เป็นการที่สวนทางกับรัฐธรรมนูญของประเทศไทยเรา ผมคิดว่าไม่ใช่เฉพาะตัวผม ไม่ใช่เฉพาะ การกีฬาแห่งประเทศไทย ผมคิดว่าคนไทยทั้งชาติ คนไทยทั้งประเทศก็คงจะไม่ยอมไปรับ หรืออยู่ใต้อาณัติใครที่เขาจะชี้ว่าคุณต้องแก้อย่างนั้น คุณต้องแก้อย่างนี้ แน่นอนครับ เรามีกฤษฎีกาเราก็คงจะต้องหารือในกฤษฎีกาให้เรียบร้อย หลังจากทฤษฎีกาตกลงนำเข้า ครม. เสร็จแล้วผมก็ต้องนำเรื่องเข้าสู่สภา ถึงแม้นว่าการเข้าสู่สภาก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นการ ออกเป็น พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ. ก็แล้วแต่ แน่นอนครับ เขามีโทษแบน (Ban) เราเป็นระยะเวลา ๑ ปี ซึ่งตัวผมจะเอาสิ่งที่มีการทำความตกลงกับความทางวาด้า (WADA) เรียบร้อยแล้วจะนำเข้า ครม. ในวันที่ ๒๘ ซึ่งก็คงจะนำมาแจ้งให้ท่านกับ ส.ส. ผู้ทรงเกียรติอีกครั้งหนึ่งครับ