สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

เกียรติ สิทธีอมร พูดถึงกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะกรณีที่ชาวบ้านถูกดำเนินคดีอาญาในพื้นที่ที่มีพิพาทระหว่างหน่วยงานรัฐ โดยไม่มีการพิสูจน์เจตนา และไม่มีทรัพยากรหรือความสามารถในการป้องกันตนเอง

นายเกียรติ สิทธีอมร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก็จะขอร่วม อภิปรายในเรื่องของรายงานแผนการปฏิรูปประเทศ ครั้งนี้ผมขออนุญาตพูดเรื่อง กระบวนการยุติธรรม ผมไล่ดูในหน้า ๓๙ ของรายงานที่ท่านเขียนไว้ดีครับ แต่มันมีบางเรื่อง ที่ขาดไปเลยครับ คือเรื่องคุณภาพของกระบวนการยุติธรรม ท่านไปเน้นเรื่องความไม่ล่าช้า ความเหลื่อมล้ำท่านพูดถึง แต่คุณภาพในกระบวนการของคดีความที่ไปสู่ชั้นศาลอยากให้ท่าน ช่วยรับเรื่องที่ผมกำลังจะเล่าให้ท่านฟังไปดูสักนิดหนึ่งเถอะครับ ผมเพิ่งไปลงพื้นที่ที่ดิน ทับซ้อน ประกาศทับซ้อนระหว่างอุทยานกับ ส.ป.ก. ชาวบ้านพื้นที่เดียวเลยครับ วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ถูกดำเนินคดีเกือบ ๔๐๐ ราย ทั้ง ๆ ที่ตัวเองเข้าใจและมีหลักฐานว่า อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. แต่ถูกอุทยานดำเนินคดีอาญา ข้อหาบุกรุก ทีนี้สิ่งที่เกิดขึ้นที่ผมเป็นกังวล แล้วผมสงสารชาวบ้านมากเลยครับ ก็คือเขาเองไม่มีเงิน ไม่มีความรู้ ไม่มีทนาย ไม่มีเงิน ประกันศาล ทันทีที่ถูกกล่าวหาไปดูในสำนวนว่าถูกกล่าวหามีหลักฐานอะไรบ้างไหม มีการ พิสูจน์เจตนาบ้างไหม ไม่มีนะครับ มีคำกล่าวหาของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เสร็จแล้วพอไปถึงศาล เกิดอะไรขึ้นท่านประธานทราบไหมครับ ทุกคนแนะนำเกลี้ยกล่อมให้รับสารภาพเถอะ จะได้ลดโทษ รอลงอาญา แล้วปรับไร่ละ ๖๐,๐๐๐ บาท ๗๐,๐๐๐ บาท บางรายที่ผมไปพบ โดนพิพากษาไปแล้วก็มีนะครับ บางรายก็นึกว่าจบ นึกว่ารับสารภาพคือวิธีให้จบ ท่านประธาน ทราบไหมครับ ได้หมายต่อมาครับ พนักงานอัยการอุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับการรอลงอาญา จะให้ติดคุกให้ได้ทั้ง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. ท่านประธานลองคิดดูครับ เรื่องนี้ถ้าท่านประธาน จำได้ตอนที่ท่านประธานเป็นนายกรัฐมนตรี ปี ๒๕๔๓ ท่านมีมติให้ไปสำรวจร่วม ทุกคนลงชื่อ ในแผนที่สำรวจร่วมชัดเจนเลยนะครับ จริง ๆ ถ้าประกาศแนวเขตปี ๒๕๔๓ ที่ไปสำรวจร่วม ๔๐๐ คดีนี้ไม่เป็นคดีเลยนะครับ แต่เนื่องจากไม่ได้มีการประกาศไม่ได้มีการตราเป็น พระราชกฤษฎีกาก็เลยเป็นปัญหาจนถึงทุกวันนี้ นี่คือเหตุผลที่ทำไมตั้งคณะกรรมการที่ดิน แห่งชาติมาโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ครับ แล้วในขณะเดียวกัน ท่านนายกรัฐมนตรีก็มีบัญชาไปแล้วนะครับ เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินก็ไปสำรวจพื้นที่แล้ว แล้วก็มีข้อแนะนำให้ประกาศแนวเขตปี ๒๕๔๓ ที่ท่านประธานเองได้เป็นคนจัดการให้มีการ สำรวจร่วม ถ้าประกาศตรงนั้นคดีความตอนนี้ในประเทศไทยมีคดีลักษณะนี้เกือบ ๒๐,๐๐๐ คดีครับท่านประธาน แล้วเป็นทุกข์กับชาวบ้านมากเลยครับ คำถามก็คือว่า กระบวนการยุติธรรมในลักษณะนี้ผมอยากฝากท่าน ท่านต้องไปเน้นประเด็นเรื่องคุณภาพ ของกระบวนการยุติธรรม จริง ๆ แล้วถ้าใครก็แล้วแต่ถูกกล่าวหาคดีอาญาต้องมีการพิสูจน์ เจตนาใช่ไหมครับ คดีที่ผมพูดถึงไม่มีการพิสูจน์เจตนาเลยแม้แต่นิดเดียว แต่มีแค่กระบวนการ พยายามชักชวนให้รับสารภาพเสีย ทั้ง ๆ ที่หมุด ส.ป.ก. อยู่ในที่ดิน ตรงนี้ผมคิดว่า ถ้ากระบวนการยุติธรรมเป็นธรรมจริง ๆ แล้วในกรณีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานรัฐ กันเอง ระหว่าง ส.ป.ก. กับอุทยาน ระหว่างที่กำลังแก้ปัญหานี้อยู่ไม่ควรดำเนินคดี กับชาวบ้านครับ ไม่ควรใช้คดีอาญาเป็นเครื่องมือในการกดดันให้ชาวบ้านรับสารภาพ ทั้ง ๆ ที่ หน่วยงานกันเองไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้เลยว่าใครคือเจ้าของพื้นที่แน่นอน ตรงนี้ ที่ผมเป็นกังวลและผมอยากฝากจริง ๆ ครับ เพราะว่าตอนนี้ชาวบ้านเยอะมากเลยนะครับ แล้วผมอยากเสนอเลยครับว่าจริง ๆ แล้ววิธีที่ดีที่สุด ณ วันนี้ ก็คือทุกคดีที่อยู่ในพื้นที่ที่ยังไม่มี การพิสูจน์ว่าใครคือผู้รับผิดชอบในพื้นที่นั้น ๆ อย่างชัดเจน แล้วมันมีความขัดแย้งกันอยู่ พิพาทกันอยู่ระหว่างหน่วยงานรัฐกันเอง ต้องไม่ดำเนินคดีอาญากับประชาชนครับ จนกว่าได้ข้อยุติ ที่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ แล้วผมคิดว่าเมื่อถึงเวลานั้นสมมติว่าท่านพิสูจน์ออกมา จริง ๆ ว่ามันเป็นที่อุทยาน หรือเป็นที่ป่าไม้ แค่ไปบอกชาวบ้านไม่ต้องเอาเขาติดคุกหรอกครับ ไม่มีประโยชน์เลยครับ เดินไปบอกชาวบ้านบอกว่าย้ายออกนะ หรือถ้าจะอยู่ต่อจะมีเงื่อนไข อย่างไร ก็บอกเขาไป ไม่ใช่ใช้คดีอาญาเป็นเครื่องมือในการเอาผิดประชาชน อันนี้ผมขอฝากนะครับ เพราะผมเห็นว่าเนื้อหาของท่านก็ดีอยู่พอสมควรนะครับ แต่ในเรื่องของคุณภาพของ กระบวนการยุติธรรม การให้ความเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งไม่มีทั้งทรัพยากร ไม่มีเงิน ไม่มีความรู้ ไม่มีทนาย ไม่มีอะไรทั้งสิ้นนี่มีเยอะนะครับ เขาไม่รู้จะสู้อย่างไร ขอบพระคุณครับ