สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๔

ประกอบ รัตนพันธ์ หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงการบริหารจัดการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยเสนอให้ผู้บริหารตระหนักและนำเงินไปลงทุนเพื่อผลตอบแทน และเสนอแผนธุรกิจที่ข้าราชการสามารถเลือกได้ พร้อมขอเพิ่มเงินอุดหนุนให้ซื้อบ้านหรือปลูกบ้าน

นายประกอบ รัตนพันธ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่า กระผมเห็นด้วย ในหลักการของร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้งร่างของ ครม. และร่างของท่านดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม จากพรรคประชาธิปัตย์ ผมอยาก กราบเรียนท่านประธานว่าก่อนที่กำเนิดกองทุน กบข. เมื่อปี ๒๕๓๙ นั้น ข้าราชการ ที่เกษียณอายุราชการได้รับเงินเพื่อที่จะประกันความมั่นคงในชีวิตหลังเกษียณราชการจาก เงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามพระราชบัญญัติเงินบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ ซึ่งกระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบบริหารจัดการ เพื่อที่จะให้ข้าราชการ ที่เกษียณอายุราชการนั้นได้มีความมั่นคงในชีวิตหลังจากเกษียณอายุราชการ แต่เนื่องมาจาก ว่ารัฐต้องรับภาระเงินก้อนนี้มากยิ่งขึ้น จนกระทั่งว่ารัฐมีแนวนโยบายที่จะโอนที่จะถ่ายเท ภาระจากกระทรวงการคลัง ไปยังกองทุนบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ ตามพระราชบัญญัติเงินบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๓๙ ท่านประธานครับ วันนั้นพวกเราคงจำได้ว่ากองทุนบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการนั้น ได้มีการประชาสัมพันธ์อย่างสวยหรู เพื่อที่จะสร้างแรงจูงใจให้ข้าราชการที่ บรรจุก่อนปี ๒๕๓๙ ได้เปลี่ยนใจจากการที่จะมารับบำเหน็จบำนาญจากกระทรวงการคลัง ย้ายไปรับกองทุนบำเหน็จบำนาญหรือที่เราเรียกว่า กบข. ทุกคนตื่นเต้นมากครับ เพราะว่า ในการประชาสัมพันธ์นั้นมันจะเป็นช่องทางของข้าราชการที่เกษียณอายุราชการนี่ดีกว่า ที่รับเงินจากบำเหน็จบำนาญจากกระทรวงการคลัง แต่แล้วท่านประธานครับ มันไม่เป็นไป ตามที่กองทุน กบข. ได้ประชาสัมพันธ์นำเงินก้อนนี้ไปบริหารจัดการแล้วได้รับค่าตอบแทน ไม่เป็นไปตามที่ประชาสัมพันธ์ ก็ทำให้ข้าราชการส่วนหนึ่งที่บรรจุก่อนปี ๒๕๓๙ ได้รวมตัวกัน เรียกร้องรัฐบาลว่าถ้าเป็นเช่นนี้ก็ขอกลับมารับบำเหน็จบำนาญตามปกติของปี ๒๔๙๔ เพราะเขาเห็นความแตกต่างกัน แต่ข้าราชการที่บรรจุหลังปี ๒๕๓๙ ไม่มีสิทธิเลือก เพราะกฎหมายบังคับ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานตรงนี้เพื่ออะไรครับ เพื่อที่จะให้กองทุน บำเหน็จบำนาญข้าราช หรือ กบข. นี่ได้ตระหนักและต้องรับผิดชอบในการนำเงินของ ข้าราชการนับล้านคน ข้าราชการพลเรือนประมาณ ๓๘๐,๐๐๐ คนเศษ ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ๓๕๐,๐๐๐,๐๐๐ คนเศษ รวมเบ็ดเสร็จแล้ว ๑,๑๐๐,๐๐๐ เศษ ที่มอบเงินสะสมทั้งชีวิตของเขาให้กองทุน กบข. ไปบริหารจัดการเพื่อยังประโยชน์ให้กับ ตัวเขาเอง เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ นี่ความเป็นไปเป็นมา วันนั้น มีกฎหมายเขียนบังคับว่าข้าราชการต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนร้อยละ ๑๕ รัฐสมทบร้อยละ ๓ แล้วให้ กบข. ไปบริหารจัดการตามเงื่อนไขของ กบข. แต่วันนี้ทางผู้ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ที่กำลังเข้าสู่สภาที่เรากำลังพิจารณาให้โอกาสว่าข้าราชการสามารถที่จะจ่ายเงิน เข้ากองทุนได้ไม่เกินร้อยละ ๓๐ ผมกราบเรียนว่าเป็นเรื่องที่ดี ขอชื่นชม เพราะอย่างน้อยที่สุด ข้าราชการก็จะได้สะสมเงินในขณะที่ตัวเองยังทำงานอยู่ยังมีกำลังอยู่ เพื่อจะได้เงินก้อนโต หลังจากเกษียณอายุราชการ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านบอกว่า มันเป็นความ โชคดีของข้าราชการ โชคดีตรงไหนครับ ตรงที่ถ้านำเงินก้อนนี้ไปฝากสถาบันการเงินไปฝาก ธนาคารย่อมได้ค่าตอบแทนนี่น้อยกว่ากองทุน กบข. แต่นี่เป็นความคาดหวังเท่านั้นเอง ความคาดหวังตรงนี้ละครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าขอให้ผู้บริหารกองทุน กบข. ได้ตระหนักและนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนไปบริหารจัดการเพื่อที่จะให้ได้ผลตอบแทนเป็นที่ พึงพอใจของข้าราชการที่เขาคาดหวังไว้อย่างสูง นี่คือเรื่องที่หนึ่ง

เรื่องที่ ๒ สิ่งที่ดีนะครับ ก็คือจะมีแผนธุรกิจมากเพิ่มขึ้น และให้ข้าราชการ สามารถเลือกแผนธุรกิจได้ อันนี้ก็ขอชื่นชม

สุดท้ายครับ ร่างพระราชบัญญัติของท่าน ดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม ที่มีความแตกต่างเพิ่มเติมจากร่างของ ครม. ก็คือตรงที่ให้ข้าราชการที่อยู่ใน กบข. สามารถ ที่จะถอนเงินไม่เกินร้อยละ ๓๐ มาซื้อบ้าน หรือปลูกบ้านได้ เป็นการสร้างความมั่นคงในชีวิต ของข้าราชการ ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สมควรอย่างยิ่ง ทำให้สภาพธุรกิจ เศรษฐกิจได้ขยาย ได้มีสภาพคล่องตัวมากยิ่งขึ้นนะครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ ขอบพระคุณมากครับ