ขจิตร ชัยนิคม พูดเรื่องการปรับเปลี่ยนกฎหมายเกี่ยวกับบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ และมีคำถามต่อท่านรัฐมนตรีเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายนี้
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ขณะนี้สภาแห่งนี้กำลังพิจารณา หลักการของร่างพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ ซึ่งประกาศใช้มาแล้ว ๒๕ ปี สถานการณ์เรื่องบำเหน็จบำนาญทั้งในประเทศไทยและสถานการณ์ทั่วโลก เข้าสู่ภาวะ ที่กองทุนบำเหน็จบำนาญของข้าราชการจะต้องปรับตัวค่อนข้างมาก ผมจึงมีคำถามคำถามแรก ไปยังท่านรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรีที่มาเสนอ เพราะว่าผมไม่แน่ใจ เพราะโดยหลัก ก็คือว่าเขียนเพื่อที่จะเอาเงิน ถ้าพูดในด้านบวกคือให้สมาชิกมีโอกาสลงทุนมากขึ้น ในภาวะซึ่งมันไม่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนเท่าไร เพราะฉะนั้นผมถามท่านเป็นภาพรวมว่า หลังจากออกพระราชบัญญัติฉบับนี้ ข้าราชการบำเหน็จบำนาญที่เป็นมาอยู่แล้วก่อนที่จะแก้ หลังจากคำนวณบำเหน็จบำนาญแล้วยังจะมีสิทธิได้เท่าเดิมหรือมากขึ้นอย่างไร หรือจะ น้อยลง อันนี้เป็นเรื่องที่ข้าราชการบำนาญถามมามาก ผมก็ไม่แน่ใจ อันที่ ๒ ท่านประธาน ที่เคารพ ผมฝากไปยังใครก็ตามที่จะมาเป็นกรรมาธิการให้พึงระมัดระวังไว้ เพราะว่ากฎหมาย ฉบับนี้ได้เขียนหลักการไว้ ๕ วงเล็บ เขียนไว้ชัดมากว่า ข้อที่ ๑ ให้แก้มาตรา ๓๘/๒ ข้อที่ ๒ ให้แก้มาตรา ๓๙ วรรคสอง ข้อที่ ๓ หลักการให้แก้มาตรา ๕๙ วรรคสอง ข้อที่ ๔ ให้แก้ มาตรา ๖๗/๑ สุดท้ายให้แก้มาตรา ๗๐ แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่า หลักการที่บอกว่า ข้าราชการเมื่อสิ้นสุดสมาชิกภาพ ก็หมายถึงว่าถึงแก่ชีวิต แล้วคนที่จะรับมรดกไม่มาแสดง ไม่มายื่นรับมรดก ในระหว่างนั้นท่านบอกว่าให้ท่านได้เอาเงินนั้นไปลงทุน ได้เลย อันนี้ผมวิตก ก็เลยมีคำถามไปยังท่านรัฐมนตรีว่า ดูสถิติเดิมแล้วมีเยอะไหมคนที่สมาชิกเสียแล้ว แล้วทายาทไม่มาขอรับเงินมีเยอะไหม ถ้ามีไม่เยอะท่านเขียนมาทำไม ถ้ามีไม่เยอะพอเป็น สาระสำคัญ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าประเด็นนี้ท่านสมาชิกท่านแรกที่อภิปรายบอกว่าให้ กบข. หรือให้รัฐบาลมีมาตรการติดตามให้ทายาทของสมาชิกมารับมรดกในส่วนนี้ มารับ ผลประโยชน์ในส่วนนี้ แสดงว่ามันค้างอยู่เยอะใช่เปล่าหรืออย่างไร ขอทราบ ท่านประธานครับ จากสถานการณ์กองทุนบำเหน็จบำนาญทั่วโลกใน ๔๓ ประเทศที่เขาจัดอันดับ ที่มีการสำรวจ จัดอันดับ ประเทศไทยอยู่อันดับที่ ๔๓ ครับ คือ ๔๓ ประเทศที่เขามาจัด ประเทศไทยอยู่ อันดับสุดท้าย โดยสำรวจถึงความเพียงพอ สอบตกครับถ้า ๕๐ เปอร์เซ็นต์คือได้ ประเทศไทยอยู่ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าความยั่งยืนประเทศไทยได้ ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าความ ซื่อสัตย์ได้ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แปลว่าเกณฑ์ในการประเมินทั่วโลกในกองทุนบำเหน็จบำนาญ ต้องไปศึกษาจากประเทศไอซ์แลนด์ ซึ่งได้ ๘๔.๒ เปอร์เซ็นต์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ลำดับ ๒ ในโลกนี้ได้ ๘๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ประเทศเดนมาร์กได้ ๘๒ เปอร์เซ็นต์ ผมฝากท่านรัฐมนตรีว่า หลังจากออกกฎหมายนี้แล้วท่านมีมาตรการอะไรที่จะไต่ลำดับจาก ๔๒ ขึ้นไปข้างหน้า มีหรือเปล่า หรือคิดว่าออกเพื่อจะได้เงินไปหมุนมากขึ้น พูดภาษาชาวบ้าน เพราะท่านบอกว่า ให้คนระดมทุนได้เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ นี่ระดมมากขึ้นได้ แปลว่าลงทุนมากขึ้น เสร็จแล้วท่านก็ยังบอกระบุด้วยว่า ซึ่งผมไม่เห็นด้วย แต่มติของพรรคเพื่อไทยก็บอก ให้รับหลักการ แต่ว่าจะต้องฝากกรรมาธิการ ใครจะเป็นกรรมาธิการวิสามัญให้ไปช่วยดู หน่อยว่าแบบที่เขียนบอกว่าถ้าเขายังไม่มารับเงินแล้วเอาเงินเขาไปทำได้ ในเมื่อสมาชิก เขาสิ้นสุดแล้ว ผมคิดว่ามันไม่ถูกหลักนะ สมาชิกเขาสิ้นสุดแล้วยังมาเขียนบอกว่าให้เอาเงิน เขาไปลงทุนได้ ข้อนี้เป็นหลักการที่ผมไม่สบายใจ แล้วก็ภาพรวมตอบผมหน่อย ๒-๓ ข้อ ก่อนที่ผมจะได้ลงมติในเรื่องนี้ ข้อแรก ก็คือว่าสมาชิกที่เคยได้รับเท่าไร อย่างไร จำนวนมาก เท่าไร เขายังได้รับเท่าเดิมไหม สมาชิกเดิม ข้อที่ ๒ ท่านเขียนเป็นหลักการของกฎหมาย มาเลยว่าทายาทไม่มารับเงินให้เอาเงินเขาไปลงทุนได้ ข้อนี้มันมีเยอะหรือที่ค้างอยู่ ทำไมเขียนมาเป็นสาระของกฎหมายได้ ข้อที่ ๓ ที่ผมถามว่าหลังจากที่ท่านออกกฎหมาย มาแล้ว มีการได้ระดมเงินมากขึ้น ให้สิทธิอะไรมากขึ้น ระดับการจัดลำดับในโลกที่ท่านอยู่ ลำดับที่ ๑๓ สุดท้ายเขาจัด ๔๓ ประเทศ ท่านได้ลำดับที่ ๔๓ ท่านมีแผนงานที่จะไต่ขึ้นไปสู่ ระดับใกล้ ๆ อย่างน้อยก็ให้มันมี ๑ หลัก ๙ ๘ ๗ อะไรอย่างนี้ท่านมีแผนไหม แผนถ้ามี มีอย่างไร ที่จะให้มันได้รับสวัสดิการดีขึ้น อันนี้ขอทราบ โดยเฉพาะคำถามที่ผมถาม ๓ ข้อนี้ ขอความกรุณาท่านรัฐมนตรีได้ตอบด้วย ขอบคุณมากครับ