วรภพ วิริยะโรจน์ อภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไขกฎหมายกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ โดยเสนอให้เพิ่มสิทธิในการออมเงินเกิน 30 เปอร์เซ็นต์ และเรียกร้องให้ขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมกองทุนอื่น เช่น ประกันสังคมและกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พร้อมเสนอแนวทางการใช้เงินกองทุนเกษียณเพื่อดาวน์บ้านได้เต็มจำนวนเพื่อส่งเสริมความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยและกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงผลักดันให้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาบริหารจัดการกองทุนเพื่อเพิ่มทางเลือกและยกระดับคุณภาพบริการให้สมาชิกได้รับประโยชน์สูงสุด
กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพครับ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ ผมอยากขออภิปรายสนับสนุนครับ แล้วก็ในฐานะที่ผมเป็นกรรมาธิการการเงิน การคลัง ของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ด้วยนะครับ จริง ๆ ในกรรมาธิการมีการศึกษาแล้วก็ค้นพบว่า ปัญหาของกองทุนเพื่อการเกษียณของในประเทศไทยจริง ๆ มีปัญหาเยอะนะครับ ไม่ใช่แค่ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ยังมีประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพครับ ก่อนอื่นเลยว่า เป็นที่น่าเสียดายครับที่ ครม. เสนอเข้ามาแต่เพียงแค่กองทุนบำเหน็จบำนาญของ ข้าราชการเท่านั้นนะครับ แต่ว่าในสาระสำคัญของร่างนี้จริง ๆ ผมเห็นด้วยทั้งหมด ก็จะขอ เสริมเพิ่มเติมจากที่ ครม. แล้วก็ท่านพิสิฐเสนอเข้ามาใน ๓ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก คือเห็นด้วยที่หลายท่านอาจจะมีพูดเกริ่นมาแล้วว่า ข้าราชการ ที่สามารถออมเงินได้มากกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วไม่ควรจะเอาตรงนี้มาเป็นเงื่อนไข ในการจำกัดสิทธิ ในการที่เขาจะออมเพื่อการเกษียณของเขาได้มากกว่านี้ คือร่างที่ท่านเสนอ เข้ามาเป็นร่างที่ดีครับ คือเพิ่มมาจาก ๑๕ เป็น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่จริง ๆ แล้วผมกลับมองว่า มันก็ควรจะเป็นสิทธิของข้าราชการที่เขาอยากจะออมเงินมากกว่านี้เสียด้วยซ้ำ
ประเด็นที่ ๒ นี่เป็นประเด็นใหญ่ ก็คือการที่ให้นำเงินออมเพื่อการเกษียณ มาเป็นค่าดาวน์บ้านได้ จริง ๆ ประเด็นนี้ผมก็คล้าย ๆ กับประเด็นแรกครับ คือว่าไม่ควรจะ กำหนดด้วยซ้ำว่าเป็นเพียงแค่ร้อยละ ๓๐ เท่านั้น คือผมอยากเกริ่นอย่างนี้ก่อนว่าถ้าเรา มองว่าบ้านมันคือสินทรัพย์เพื่อการเกษียณอย่างหนึ่ง บ้านคือสำหรับเราใช้อยู่อาศัยทั้งชีวิต แล้วก็ในชีวิตหลังเกษียณด้วยนะครับ จริง ๆ ในวิวัฒนาการของนวัตกรรมทางการเงินตอนนี้ มันก็จะมีสินเชื่อบ้านเพื่อการเกษียณอยู่ ที่เขาเรียกกันว่ารีเวิร์ส มอร์ตเกจ (Reverse Mortgage) ก็คือเอาบ้านไปจำนองแล้วเราได้รับเงินบำนาญจนกระทั่งเราเสียชีวิต ดังนั้น ถ้าเราจะมองว่าบ้านเป็นสินทรัพย์เพื่อการเกษียณอย่างหนึ่งมันก็ไม่ผิดครับ ดังนั้นถ้าเรา จะกำหนดว่าสิทธิของสมาชิกกองทุน กบข. นี้ควรจะนำเงินสมทบทั้งหมดก็คือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เอาไปดาวน์ (Down) บ้านได้ให้เขามีความมั่นคงครับ ผมมั่นใจครับว่ามันคือความฝัน ของคนทุกคน เขาอยากจะมีบ้าน มีความมั่นคงในชีวิต สร้างครอบครัวขึ้นมา ดังนั้นบ้าน มันเลยกลายเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญมาก ถ้าเราจำกัดไว้เพียงแค่ร้อยละ ๓๐ ผลลัพธ์มันคืออะไร คือมันดาวน์ (Down) บ้านไม่ได้ครับ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ข้าราชการ เงินเดือนเริ่มต้นอยู่ที่ ๑๕,๐๐๐ บาท ถ้าออมมาสัก ๑๐ ปี เงินใน กบข. ก็จะมีหลัก ๑๐๐,๐๐๐ บาท ๒๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าเรากำหนดเพียงแค่ร้อยละ ๓๐ มันคืออะไร มันก็คือ ดาวน์ (Down) บ้านได้เพียงแค่ ๓๐,๐๐๐ บาท ๖๐,๐๐๐ บาท มันคือดาวน์ (Down) บ้านมูลค่า ๑-๒ ล้านบาท ไม่ได้ด้วยซ้ำ ดังนั้นในเมื่อถ้าเรามองว่าบ้านมันคือสินทรัพย์ เพื่อการเกษียณอย่างหนึ่ง ก็ควรจะเอาเงินสมทบเงินกองทุนใน กบข. ของเขาทั้งหมด ซึ่งจริง ๆ มันคือเงินของตัวเขาเองที่มีไว้เพื่อสำหรับการเกษียณอยู่แล้ว เอาออกมาเป็น ดาวน์ (Down) บ้านได้ ซึ่งแน่นอนครับ ประเด็นนี้จริง ๆ ไม่ควรจะเป็นเฉพาะ กบข. เท่านั้น จริง ๆ ผมมองว่ามันควรจะเป็นทุกสิทธิของกองทุนเพื่อการเกษียณด้วยซ้ำ ซึ่งแน่นอน มันรวมถึงประกันสังคม มันรวมถึงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือแม้กระทั่งกองทุนอาร์เอ็มเอฟ (RMF) ที่ว่าควรจะต้องเอามาเพื่อสิทธิในการดาวน์ (Down) บ้านได้ ผมอยากยกตัวอย่าง อันหนึ่งแล้วกันเป็นแนวคิดของประเทศสิงคโปร์ คือเขามองว่าบ้านนี่เมื่อคนมีบ้านคนก็จะมี ความมั่นคงขึ้น มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ตั้งใจทำงานหาเลี้ยงเพื่อผ่อนบ้าน เพื่อสินทรัพย์สิ่งสำคัญอันนี้ของเขา วิถีชีวิตเขาก็จะเปลี่ยนไป นี่คือสิ่งที่เป็นนโยบาย ระดับประเทศ เขาสร้างมาเพื่อให้คนสิงคโปร์ของเขา ๙๐ เปอร์เซ็นต์มีบ้านอยู่ครับ นี่คือสิ่ง สำคัญที่ผมอยากจะผลักดันให้รัฐบาลชุดนี้เองก็ลองปรับวิธีคิดดูว่า ถ้าเราเห็นตรงกันว่า บ้านมันคือสินทรัพย์เพื่อการเกษียณอย่างหนึ่ง วิธีคิดเราก็จะเปลี่ยนไปครับ แล้วก็ผมมอง อีกในมิติหนึ่ง หรือแม้กระทั่งมิติของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทุกท่านย่อมทราบดีว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นตลาดที่ใหญ่ มีมูลค่าเกือบ ๑ ล้านล้านบาท ๒๐๐,๐๐๐ กว่ายูนิต (Unit) ถ้าสมาชิก กบข. ซึ่งจะมีจำนวนทั้งหมด ๑ ล้านคนทุกวันนี้ ขอเพียงแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สามารถนำเงินสมทบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ออกมาดาวน์ (Down) บ้านได้ นี่คือการกระตุ้น เศรษฐกิจครั้งใหญ่ให้ทุกคนได้มีบ้าน ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาคึกคัก จีดีพี (GDP) เพิ่มได้ผมคำนวณเร็ว ๆ ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือเป็นประเด็นหนึ่ง แม้กระทั่งในมิติ ของสังคม ในมิติของเศรษฐกิจ การนำเงินเพื่อการเกษียณออกมาดาวน์ (Down) บ้าน มันจึง มีเหตุผลรองรับ
ประเด็นถัดมา ซึ่งในประเด็นที่ ๓ ก็ยังเป็นสิ่งที่ผมได้มีอภิปราย ในคณะกรรมาธิการการเงินการคลังแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้เห็นอยู่ในร่าง ๒ ฉบับนี้ ก็เลยจะขอ อภิปรายเพื่อบันทึกไว้ในที่ประชุมแห่งนี้ คือมันเริ่มตั้งแต่ว่าถ้าเรายึดผลประโยชน์ของสมาชิก กองทุน กบข. เป็นหลัก มันควรจะมีตั้งคำถามว่าเราเชื่อได้อย่างไรว่าผู้บริหารกองทุน กบข. นั้น ทำเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของสมาชิกอยู่จริง ในเมื่อสมาชิกไม่ได้มีตัวเลือกในการให้ผู้บริหาร หลากหลายเข้ามาแข่งขันอาสากันบริหารเงินของเขาเองได้ ดังนั้นสิ่งที่ผมสนับสนุนมาตลอด คือการแข่งขัน มันถึงเวลาแล้วครับที่เราจะต้องลองเปิดให้เอกชนเข้ามาอาสาแข่งขันกัน บริหารเงินในกองทุน กบข. นี้ครับ ให้สมาชิกเป็นคนเลือกครับ เพราะนั่นคือเงินของเขาไม่ใช่ เงินของรัฐ อันนี้ต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อน เมื่อมีทางเลือก เมื่อมีการแข่งขัน จากภายนอก แน่นอนครับขึ้นชื่อว่าการแข่งขัน มันก็หมายถึงการพัฒนาการ บริการ คุณภาพ ที่ดีที่สุด ผลประโยชน์ก็จะกลับมาสูงสุดของที่สมาชิก ถ้ากองทุน กบข. สามารถบริหารได้ดี ก็ไม่มีใครไปให้เอกชนบริหารอยู่แล้ว แต่แน่นอนครับ เมื่อมีเอกชนเข้ามาเป็นทางเลือกมากขึ้น ผมมั่นใจทุกอย่างมันจะดีขึ้น และทุกอย่างมันจะกลับมาที่ผลประโยชน์ของสมาชิก อันนี้ก็เป็น ประเด็นสำคัญที่ผมอยากจะอภิปรายทิ้งท้ายไว้ เพราะว่าประเด็นนี้ไม่ได้มีแค่กองทุน กบข. เท่านั้น ซึ่งผมหมายถึงกองทุนประกันสังคมด้วย ก็อยากจะฝากรัฐบาลชุดนี้ลองพิจารณาดูครับ แล้วก็คาดหวังว่าจะมีเรื่องประเด็นของบำนาญประชาชน ทั้งกองทุนประกันสังคม หรือบำนาญประชาชนทั่วไปควรจะเสนอเข้ามาอยู่ในสภาด้วย ไม่ใช่แค่คุยกันเรื่อง สิทธิประโยชน์ของข้าราชการอย่างเดียวเท่านั้น ขอบคุณครับ