มนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ หารือญัตติด่วนเรื่องการควบรวมกิจการโทรคมนาคมระหว่างทรูกับดีแทค โดยตั้งข้อกังวลต่อมูลค่าการควบรวมที่อาจสูงถึงหลักล้านล้านบาท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาด การคุ้มครองผู้บริโภค และความมั่นคงด้านการสื่อสารของประเทศ พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้านทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน คลื่นความถี่ การส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหม่ และผลกระทบต่อธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การเงิน สตาร์ตอัป และการค้าปลีก ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยอ้างอิงบทเรียนจากอุตสาหกรรมเคเบิลทีวีที่หลังควบรวมทำให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อนจากราคาที่สูงขึ้นและขาดทางเลือก
ขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ดอกเตอร์มนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ วันนี้ขอยื่นญัตติด่วนเรื่องการควบรวมกิจการ โทรคมนาคม ระหว่างทรูกับดีแทค ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปเลยครับ คำถามคือทำไมสภา ต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาเรื่องนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดถ้าเรามาดู มาร์เกต แคปิตอลไลเซชัน (Market Capitalization) หรือว่ามูลค่าตลาด เฉพาะในส่วนของ ทรูมีมูลค่า ๑.๔๔ แสนล้านบาท ในขณะที่มูลค่าตลาดของตัวดีแทคเองมีมูลค่า ๙.๗ หมื่นล้านบาท ถ้าเรามาดูเฉพาะ ๒ รายนี้ ซึ่งอยู่ในเทเลคอม เซ็กเตอร์ (Telecom Sector) ขนาดการควบ รวมจะสูงถึง ๒.๕ แสนล้านบาท อันนี้เรามองเฉพาะในส่วนที่เป็นกิจการโทรคมนาคม สิ่งที่เราไม่ได้ดูว่ามันจะเกิดขึ้นในอนาคต ก็คือตัวมูลค่าการควบรวมที่แท้จริงมันอาจจะสูงถึง หลักล้านล้านบาท ทำไมผมถึงพูดว่ามันสูงถึงขนาดนั้น เพราะว่าตัวเทเลคอม เซ็กเตอร์ (Telecom Sector) เองสุดท้ายมันจะเป็นแค่แพล็ตฟอร์ม (Platform) เป็นเครื่องมือที่จะ ช่วยในการพัฒนาธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเรื่องธุรกิจสถาบันการเงิน หรือว่าเป็นเพย์เมนต์ (Payment) เป็นในเรื่องของการชอปปิง (Shopping) ทั้ง แพล็ตฟอร์ม (Platform) ที่เป็น ออนไลน์ (Online) ออฟไลน์ (Offline) ผ่านเทเลคอม แพล็ตฟอร์ม (Telecom Platform) ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการที่มีการควบรวมเป็นเจ้าหลักอยู่แล้วในการดำเนินธุรกิจทั้งในเรื่อง ของรีเทล (Retail) และโฮลเซล (Wholesale) ฉะนั้นสิ่งที่มองไปในอนาคตเราอย่าไปมอง เฉพาะเทเลคอม เซ็กเตอร์ (Telecom Sector) เรามองภาพรวมธุรกิจทั้งหมดว่า สุดท้ายตัวนี้มันจะทำให้ธุรกิจที่แท้จริง สิ่งจะเกิดขึ้นจากการควบรวมมูลค่าจะสูงถึงหลาย ล้านล้านบาทนะครับ ขอต่อไปครับ เรามาดูบทเรียนในอดีตของการควบรวม ดูง่าย ๆ เนื่องจากว่าที่ผ่านมามีผู้อภิปรายหลายท่านพูดถึงเรื่องตัวแม็คโครกับโลตัสไปแล้ว ผมขอพูด ถึงอดีตที่ผ่านมาในเรื่องของตัวเคเบิลทีวี เรามาดูกันคร่าว ๆ ในเรื่องของทีวี (TV) ถ้าเรามาดู ธุรกิจเคเบิลทีวี เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ก่อตั้งไอบีซีโดยกลุ่มชินวัตร ปี ๒๕๓๔ ก่อตั้งไทยสกาย ทีวี ปี ๒๕๓๘ ก่อตั้งยูทีวี ในปี ๒๕๔๑ ไอบีซีขอซื้อกิจการยูทีวีควบรวมเป็นบริษัทเดียวถือ กำเนิดเป็นยูบีซี ปี ๒๕๔๘ ทรูของซื้อกิจการยูบีซี เปลี่ยนชื่อเป็นยูบีซีทรู แล้วต่อมาสุดท้าย ก็กลายเป็นทรูวิชั่น ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปเลยครับ ถ้าเรามาดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับการควบรวม อดีต ก่อนการควบรวมมีการแข่งขันทั้งในเรื่องของราคา เนื้อหารายการ ดึงดูดให้ผู้ชมมาดู ผู้บริโภคมีทางเลือกในการที่จะดู ใช้บริการเคเบิลทีวีหรือว่าดูรายการผ่านช่องทางอื่น ทั้งในเรื่องของดาวเทียม ดีเอสทีวี ดีทีเอช การย้ายค่ายในธุรกิจนี่ทำได้ยากเนื่องจากว่า มีกายภาพทั้งในเรื่องของการเดินสาย ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปเลยครับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ตลาดเคเบิลทีวี มันมีการอิ่มตัว มีการแข่งขันสงครามราคาระหว่างผู้ประกอบการทั้ง ๒ ราย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือผู้บริโภคได้ประโยชน์เต็ม ๆ ต่อมาเมื่อเกิดวิกฤติในปี ๒๕๔๐ ประชาชน เริ่มจ่ายค่าบริการไม่ไหวทำให้สุดท้ายทั้ง ๒ บริษัทตกลงเจรจาร่วมมือกัน ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ สิ่งที่อยากจะเน้นก็คือหลังการควบรวมมันเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ราคาค่าบริการสูงขึ้น อันนี้เป็นสัจธรรมที่ทุกคนทราบดี ยังโชคดีในเรื่องของธุรกิจอันนี้ มันเป็นธุรกิจที่เป็นสินค้าที่ไม่จำเป็น มีทั้งเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) มีทั้งยูทูบ (YouTube) มีทั้งอื่น ๆ ก็เลยไม่กระทบผู้บริโภคมาก แต่ว่าโดยรวมแล้วธุรกิจนี้ค่าบริการนี่สูงขึ้น สุดท้ายเกิดอะไรขึ้น กับธุรกิจนี้นะครับ เหลือผู้ประกอบการเพียงรายเดียว สุดท้ายเซ็กเตอร์ (Sector) นี้แทบไม่มี การแข่งขันเลยเหลือผู้ประกอบการเพียงรายเดียว แต่ก็ยังโชคดีของผู้บริโภคเนื่องจากว่า สินค้าบริการของเคเบิลทีวีเป็นสินค้าไม่จำเป็นนะครับ มีทางเลือกอื่น อย่างที่เรียนให้ทราบทั้ง เน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ยูทูบ (YouTube) แล้วก็มีหลายช่องทางอื่น ๆ ทั้งเฟซบุ๊ก (Facebook) ที่ผู้บริโภคสามารถเข้าไปเสพได้ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ถ้าเรามาดูอดีตที่เกิดขึ้นระหว่าง เคเบิลทีวีกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ เพื่อที่จะดูว่าอนาคตมันจะเกิดอะไรขึ้นในเรื่องของการ ทดแทนกันสินค้าเคเบิลทีวีมีสินค้าทดแทนเป็นจำนวนมาก ทั้งเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ทั้งยูทูบ (YouTube) ทั้งเฟซบุ๊ก (Facebook) ในขณะที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่มีสินค้าทดแทน ยังหาไม่ได้ เป็นสินค้าจำเป็น ในเรื่องของผู้ใช้บริการ เคเบิลทีวีมีผู้ใช้บริการเพียงหลักแสน ในขณะที่โทรศัพท์เคลื่อนที่มีผู้ใช้บริการใกล้ร้อยล้านหมายเลข จำนวนผู้แข่งขันในตลาด สุดท้ายเคเบิลทีวีเหลือเพียงรายเดียว ปัจจุบันสิ่งที่เรากำลังคุยกันในเรื่องของเทเลคอม ปัจจุบันก็มีจะอยู่ ๓ เจ้ายังไม่รวมเอ็นที (NT) ก็จะมีเอไอเอส ทรู ดีแทค ฉะนั้นปัจจุบันก็ยังมี การแข่งขัน ในเรื่องของระดับโครงข่ายในเรื่องของผู้เล่นรายใหม่ต่างอุตสาหกรรม ในแง่ของ ตัวโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่มีสินค้าทดแทนเลย ก็คือสินค้ามือถือ โทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นสินค้า ที่จำเป็นไม่มีสินค้าทดแทน ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ สิ่งที่ผมอยากจะเรียนให้เห็นก็คือในเรื่องของบทเรียน ในต่างประเทศว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับการควบรวมนะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นในการควบรวมระหว่าง ตัวบริษัท ทีโมบาย (T-Mobile) กับสปรินต์ (Sprint) เอฟซีซี (FCC) หรือที่ชื่อเต็มก็คือ เฟดเดอรัล คอมมิวนิเคชัน คอมมิสชัน (Federal Communications Commission) หรือ ง่าย ๆ ก็คือ กสทช. เมืองไทย มีการกำหนดเป้าหมายว่าจะให้มีผู้เล่น ๔ ราย เพื่อให้เกิด การแข่งขันในตลาด เอฟซีซี (FCC) มีการศึกษาแล้วพบว่า ถ้ามีการลดจำนวนผู้เล่นจาก ๔ ราย เหลือ ๓ ราย ค่าบริการสูงขึ้นแน่นอน ผู้บริโภคเสียประโยชน์ ฉะนั้นสิ่งที่เอฟซีซี (FCC) ทำก็คือการสร้างกลไกที่จะยังให้มีผู้เล่น ๔ ราย โดยการกำหนดให้ผู้เล่นรายที่ ๔ ก็คือ ดิชเน็ตเวิร์ก (Dishnetwork) จะเข้ามาเป็นผู้เล่นรายใหม่ สุดท้ายหลังการควบรวมทีโมบาย (T-Mobile) กับสปรินต์ (Sprint) ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ยังจะมีผู้เล่นอยู่ ๔ รายเท่าเดิม ขอสไลด์ต่อไปครับถ้าเรามาดูการควบรวมในสิ่งที่เอฟซีซี (FCC) ให้เหตุผลในการควบรวม ก็คือ ลำพังบริษัททีโมบาย (T-Mobile) หรือสปรินต์ (Sprint) เพียงลำพังจะไม่สามารถขยาย บริการ ๕ จี (5G) ให้ครอบคลุม ๘๘ เปอร์เซ็นต์ของประชากร และ ๒ ใน ๓ ของประชาชน ที่ห่างไกลได้การควบรวมจะทำให้เกิดบริษัทใหม่ที่สามารถดำเนินการในสิ่งเหล่านี้ได้ อันนี้หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าเอฟซีซี (FCC) มองว่าการควบรวมเขาไม่สนใจว่า ผู้ควบรวมจะได้ประโยชน์อะไร แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการควบรวมจะเป็นประโยชน์กับผู้บริโภค โดยตรง ฉะนั้นเวลาเอฟซีซี (FCC) เขาอนุญาตให้มีการควบรวม เขาก็จะมีการกำหนดเงื่อนไข เงื่อนไขแรกก็คือขายกิจการหลาย ๆ อย่างทิ้งไป ทั้งบูสต์ โมบาย (Boost mobile) เวอร์จิน โมบาย (Virgin mobile) ขายคลื่นความถี่ ๘๐๐ เม็กกะเฮิรตซ์ (MHz) ทั้งหมด ขยายบริการ ๕ จี (5G) ให้ครอบคลุม ๙๗ เปอร์เซ็นต์ของประชากรอเมริกันภายใน ๓ ปี ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ของประชากรอเมริกันสามารถเข้าถึงการสื่อสารความเร็วสูงอย่างน้อย ๑๐๐ เมกะบิต เพอร์ เซ็กคันด์ (100MB per second) ประเด็นที่ผมอยากจะนำเสนอต่อ ขอสไลด์ต่อไป ก็จะเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาในการควบรวม เรื่องแรกหน่วยงานใดจะเป็นการควบรวม คณะกรรมาธิการผมได้มีการเชิญทั้ง กสทช. ทั้งคณะกรรมการแข่งขันการค้าออกมาสอบถาม ก็ยังไม่มีความชัดเจน สิ่งที่ กสทช. ทำได้ก็คือเงื่อนไขแนบท้ายใบอนุญาต แต่ถ้าเกิดใช้เทคนิค ว่าผู้ขอควบรวมไม่ได้เป็นผู้ขอรับใบอนุญาต ตรงนี้ก็จะมีปัญหาว่า กสทช. มีอำนาจจริงไหม
ประเด็นต่อมาก็คือในเรื่องของสเปกตรัม (Spectrum) หรือคลื่นความถี่ที่มี ผู้ดูแลการควบรวมจะต้องมีการบังคับหรือไม่ว่าจะต้องมีการคืนหรือขายทิ้งหรือไม่
ประเด็นต่อมาก็คือในเรื่องของการให้ควบรวม ให้ควบรวมส่วนใดบ้าง ให้ควบรวมได้เฉพาะตัวคลื่นความถี่ ตัวอินฟราสตรักเชอร์ (Infrastructure) ไหม หรือว่าให้ ควบรวมธุรกิจทุกรูปแบบ
ประเด็นต่อมาก็จะเป็นเรื่องของจะส่งเสริมเอ็มวีเอ็นโอ (MVNO) ชื่อเต็มก็คือ โมไบล์ เวอร์ชวล เน็ตเวิร์ก โอเพอเรเตอร์ (Mobile Virtual Network Operator) หมายถึง ผู้ประกอบการที่ไม่มีโครงข่าย จะทำให้เกิดการแข่งขันในอีกรูปแบบหนึ่งอย่างไร บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติหรือว่าเอ็นที (NT) จะรอดไหมจะทำอย่างไร ความมั่นคงทางการ สื่อสารของประเทศจะเป็นอย่างไรในสถานการณ์ฉุกเฉิน กสทช. จะดำเนินการอย่างไรในการ คุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะการสวิตช์ (Switch) มือถือที่ยังมีการแข่งขันกัน ซึ่งเมื่อไม่นานมา นี้ก็มีบริษัทมือถือค่ายหนึ่งทำหนังสือร้องเรียนไปที่ กสทช. ว่าโดนกลั่นแกล้ง ผู้ใช้บริการ ต้องการที่จะสวิตช์ (Switch) ค่ายมือถือ แต่มีการใช้เทคนิคในการดึงเรื่องเหล่านี้เอาไว้
ประเด็นต่อไปก็คือในเรื่องของในอนาคตจะมีการประมูลคลื่นความถี่ใหม่ การแข่งขันจะยังมีอยู่ไหม การแข่งขันจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่
ประเด็นต่อไปก็คือจะทำอย่างไรให้ผู้เล่นรายใหม่มีโอกาสเกิดได้ไม่ก่อให้เกิด สถานการณ์ผูกขาดโดยสมบูรณ์ ซึ่งปัจจุบันเทเลคอม เซ็กเตอร์ (Telecom Sector) ของ เมืองไทยเป็นกึ่งผูกขาดอยู่แล้วถ้าเหลือ ๒ รายจะเป็นการผูกขาดโดยสมบูรณ์ไหม
เรื่องสุดท้าย การที่จะนำธุรกิจสื่อสารหรือการควบรวมนี้ซึ่งเป็นเทเลคอม แพล็ตฟอร์ม (Telecom platform) จะเอามาใช้เป็นแต้มต่อในธุรกิจอื่นไหม เช่น ในเรื่อง ของธุรกิจการเงินหรือว่าตัวสตาร์ตอัป (Startup) ใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีหรือว่าเป็นตัว คอนเทนต์ (Content) ที่จะต้องพึ่งเทเลคอม แพล็ตฟอร์ม (Telecom platform) หรือ อาจจะเป็นเรื่องของการค้าปลีกที่จะใช้ตัวเทเลคอม แพล็ตฟอร์ม (Telecom platform) ตัว นี้เป็นตัวเอื้อในการค้าขาย ทั้งขายส่ง ขายปลีก ผ่านทั้งออนไลน์ (Online) ออฟไลน์ (Offline) แพล็ตฟอร์ม (Platform) ประเด็นเหล่านี้จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบนะครับ ผมจึงเสนอญัตติเพื่อขอให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ โดยเฉพาะในเรื่องของประเด็นต่าง ๆ ที่จะต้องมีการพิจารณาควบรวมให้กรรมาธิการวิสามัญได้ศึกษาเรื่องเหล่านี้อย่างครบถ้วน ขอบคุณครับท่านประธาน