ระวี ชี้ควบรวมดีแทค-ทรูเสี่ยงผูกขาด ขอตั้งกรรมาธิการศึกษาด่วน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๔

ระวี มาศฉมาดล หารือถึงปัญหาการควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมระหว่างดีแทคและทรูที่อาจนำไปสู่การผูกขาด ลดการแข่งขัน และส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและเศรษฐกิจโดยรวม จึงเรียกร้องให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบอย่างเร่งด่วน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเพียงพอของกฎหมายและบทบาทของ กสทช. ในการกำกับดูแล รวมถึงเสนอให้มีการตรวจสอบการครองตลาดเกินร้อยละ 30 เพื่อป้องกันการผูกขาดในภาคธุรกิจต่าง ๆ ทั้งโทรคมนาคม ค้าปลีก พลังงาน และสาธารณสุข เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและลดความเหลื่อมล้ำทางการค้า

นายระวี มาศฉมาดล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ระวี มาศฉมาดล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณสภาผู้แทนราษฎรที่รับญัตติด่วนของพวกเรา ในการตั้งกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบจากการควบรวมกิจการโทรคมนาคม และการค้าปลีก-ค้าส่ง เพื่อหามาตรการคุ้มครองประชาชนโดยเร่งด่วน ต้องขอขอบคุณทางสภาและ ส.ส. ทุกท่าน ที่อนุญาตให้ญัตติด่วนของพวกเราทั้งหมดนี้ ๘ ท่าน สามารถนำขึ้นมาอภิปรายในบ่ายวันนี้ เพื่อให้ทันเหตุการณ์ ท่านประธานครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องด่วนที่จำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการ วิสามัญขึ้น เพราะเรื่องนี้กระทบต่อคนไทยทุกครอบครัว กระทบต่อคนไทยเกือบทุกคน ทั่วประเทศ กระทบต่อธุรกิจทุกธุรกิจทั่วไทย คนไทย ๗๐ ล้านคน มีการใช้บริการอยู่ ประมาณ ๙๐ กว่าล้านเลขหมาย ขออนุญาตภาพต่อไปเลยครับ ปัจจุบันนี้ตลาดมือถือ ของเรามีค่ายหลักอยู่ ๓ ค่าย มีลักษณะกึ่งผูกขาดอยู่แล้ว กึ่งผูกขาดอย่างไร บอกได้เลยว่า ถ้าจะมีรายใหม่ที่จะเข้ามาแข่งขันกับ ๓ ค่ายนี้ต้องมีเงินเป็นแสนล้านถึงจะเข้ามาสู้ได้ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ แม้ว่าจะมีลักษณะกึ่งผูกขาดนะครับ แต่ก็ยังมีการแข่งขันกันพอสมควร ใน ๓ ประการหลัก ก็คือ ๑. มีการแข่งขันด้านการพัฒนาการบริการใหม่ ๆ เปิดโพรโมชัน (Promotion) ใหม่ ๆ ขึ้นมา ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้บริโภค ๒. มีการขยายและเพิ่มประสิทธิภาพ พื้นที่ให้บริการในต่างจังหวัด ๓. มีการแข่งขันด้านราคา มีการลด แลก แจก แถม มีการว่า ใครจะเปลี่ยนโพร (Pro) จากค่ายนี้ไปใช้ซิม (SIM) ของค่ายโน้นก็จะมีส่วนลดอะไรต่าง ๆ ถ้าหากมีการควบรวมกิจการเหลือเพียง ๒ ค่าย ขอภาพต่อไปเลยครับ ค่ายใหม่ที่เกิดขึ้น คือดีแทคกับทรูรวมกันจะครองการตลาดประมาณ ๕๒ ล้านเลขหมาย เอไอเอสจะเหลือ ๔๔ ล้านเลขหมาย ซึ่งถือว่าค่ายใหม่จากการควบรวมนี่จะครองการตลาดมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราย้อนยุคกลับไปเหมือนสมัยปี ๒๕๔๗ ครับ ในสมัยนั้นคงจำได้ว่ามีแค่ ดีแทคกับเอไอเอส ๒ ค่าย เราพบว่าราคากับการแข่งขันเทียบกับตอนที่มี ๓ ค่าย ณ ทุกวันนี้ ต่างกันมากครับ ดังนั้นเราจะต้องย้อนยุคกลับไปที่จะมีการแข่งขันน้อยลง ขอภาพต่อไปครับ ผลเสียที่จะเกิดขึ้นมันก็จะเกิดการลดการพัฒนาการบริการใหม่ ๆ ข้อ ๒ จะลดการขยาย พื้นที่ให้บริการ การพัฒนาประสิทธิภาพของพื้นที่ตามต่างจังหวัดต่าง ๆ ให้มีสัญญาณ ที่แรงขึ้น ข้อ ๓ ลดการแข่งขันด้านราคา อาจจะทำให้ราคาแพงขึ้น และที่สำคัญต่อรัฐนะครับ ท่านลองนึกภาพดูถ้าเหลือ ๒ ค่าย แล้วในอนาคตเปิดประมูล ๕ จี (5G) ขึ้นมา แล้วปรากฏว่า รัฐบอกว่าประมูล ๒ คลื่นนี้ มันมีโอกาสเป็นไปได้ง่ายไหมครับ ที่จะเกิดการฮั้วกัน ทำให้รัฐเรา นี่ได้รายได้น้อยลง จากการที่มีการควบรวมในครั้งนี้ เรามาดูผลกระทบต่อประชาชนในภาพ ต่อไปนะครับ ข้อแรกครับ ประชาชนที่เป็นผู้บริโภคเกือบทุกคนทั่วประเทศได้รับผลแน่นอน ธุรกิจต่าง ๆ เกือบทุกธุรกิจใช้โทรศัพท์มือถือ ใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet) อย่างนั้น กระทบแน่นอน รวมทั้งคู่ค้าของบริษัทโทรคมนาคม คราวนี้เรามาดูนะครับว่า กฎหมายที่ เกี่ยวข้องในภาพต่อไปนะครับ กฎหมายที่เกี่ยวข้องมี ๓ ประการสำคัญตอนนี้นะครับ อันแรก ก็คือ พ.ร.บ. กิจการโทรคมนาคม ๒๕๔๔ อันที่ ๒ พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้าปี ๒๕๖๐ และประกาศคณะกรรมการ กสทช. ขอภาพต่อไปเลยครับ เรามาดูนะครับ พ.ร.บ. แรกนะครับ พ.ร.บ. ประกอบกิจการโทรคมนาคม ปี ๒๕๔๔ มาตรา ๒๑ กำหนดว่า การประกอบกิจการ โทรคมนาคมนอกจากจะต้องอยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยการแข่งขันทางการค้าแล้ว ยังห้ามมิให้ผู้รับใบอนุญาตกระทำการอย่างใดอันจะเป็นการผูกขาด หรือลด หรือจำกัด การแข่งขันในการให้บริการกิจการโทรคมนาคม เรามาดูนะครับ ถ้าเกิดการควบรวมกิจการ แล้วปรากฏว่าบริษัทใหม่ครอบครองการตลาดเกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ตีว่าผูกขาดหรือยังครับ นี่คือคำถามที่ ๑ นะครับ ขอกลับไปที่ภาพเดิมก่อนครับ ต่อมานะครับ ประเด็นที่บอกว่า ห้ามมิให้ผู้รับใบอนุญาตลดการแข่งขัน ถามว่าถ้าเหลือ ๒ บริษัทแข่งขันกันมันลดไหมครับ แสดงว่าลดชัดเจนถูกไหมครับ ข้อต่อไปครับ ห้ามผู้รับใบอนุญาตจำกัดการแข่งขัน ถ้าลด เหลือ ๒ เจ้ามันจำกัดไหมครับ ดังนั้นผมคิดว่าถ้าเราตีความหมายอย่างชัดเจนของ พ.ร.บ. ประกอบกิจการนี้บอกได้เลยว่า คณะกรรมการ กสทช. ต้องไม่ให้เกิดการควบรวมกิจการ ในครั้งนี้ ถ้าตีความหมายตามนี้ครับ แต่มันแปลกไหมครับว่า ข่าวที่เราได้รับกรรมการ กสทช. มีการออกข่าวว่าอาจจะไม่มีอำนาจจัดการครับ เท่านั้นไม่พอนะครับ มันมีอีกข้อนะครับ ข้อที่บัญญัติไว้ว่ายังห้ามมิให้ผู้รับใบอนุญาตกระทำการอย่างใด อันเป็นการผูกขาด หรือลด หรือจำกัดการแข่งขัน มีข่าวที่ผมได้รับนะครับว่าอาจจะมีการเลี่ยงบาลี ตรงจุดที่ว่าบริษัทใหม่ที่เกิดขึ้น เขาไม่ได้ เป็นผู้รับใบอนุญาต ดังนั้น เขามีสิทธิที่จะควบรวม ผมก็อยากจะลองดูนะครับว่า ให้พี่น้องประชาชนทุกคน ให้ ส.ส. ทุกคนในสภาติดตามนะครับว่าหลังจากนี้ไป จะมีคณะกรรมการ กสทช. คนใดที่จะรับให้มีการควบรวมได้ โดยใช้ข้ออ้างนี้ว่าบริษัทใหม่ ที่ควบรวมไม่ใช่ผู้รับใบอนุญาต จึงมีสิทธิที่จะกระทำได้ อันนี้เป็นประเด็นนะครับ ขอภาพต่อไปครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ใน พ.ร.บ. นี้กำหนดนะครับว่า การที่จะบังคับไม่ให้ผู้รับใบอนุญาตกระทำการที่ว่านะครับ ผูกขาดลดนี้ มันมีอยู่ ๕ ข้อ ข้อสำคัญก็คือข้อการถือครองธุรกิจในการบริการประเภทเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นถ้าดูตรงข้อนี้ มันก็มีความชัดเจนพอสมควรหรือไม่ สำหรับคณะกรรมการ กสทช. ที่จะพิจารณาว่ามีอำนาจ ในการเบรกการควบรวมในครั้งนี้หรือไม่ ขอภาพต่อไปนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

เรื่องที่ ๒ นะครับ พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า ปี ๒๕๖๐ ซึ่งควบคุมโดยคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ซึ่งเราเรียกสั้น ๆ ว่าคณะกรรมการ กขค. ก้างขวางคอนะครับ ซึ่ง พ.ร.บ. นี้ใช้บังคับดูแลไม่ให้ มีเอกชนที่มีอำนาจเหนือการตลาดนะครับ ไม่ให้มีการควบรวมกิจการแล้วปรากฏว่า เกิดการผูกขาด หรือกำกับดูแลในเรื่องการแข่งขันทางการค้า อันนี้คือว่าด้วย พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้านะครับ

ต่อไปครับ ประการที่ ๓ กฎหมายที่เกี่ยวข้องก็คือประกาศของ กสทช. ในภาพต่อไปนะครับ ประกาศแรกนะครับเมื่อปี ๒๕๔๙ นะครับ ประกาศมาตรการ เพื่อป้องกันมิให้การกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน ในกิจการโทรคมนาคม ซึ่งมีใจความสำคัญของประกาศนี้ ขอภาพต่อไปเลยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ใจความสำคัญก็คือการถือครอง ธุรกิจในการบริการประเภทเดียวกัน โดยการเข้าซื้อหุ้นบริษัทหรือสินทรัพย์ของผู้ให้บริการรายอื่น เพื่อควบคุมนโยบายหรือการบริหารธุรกิจ ไม่ว่าทางตรง ทางอ้อม หรือผ่านตัวแทน เป็นพฤติกรรมต้องห้าม เว้นแต่ได้รับการอนุญาตจาก กสทช. เห็นหรือไม่ครับ เขียนไว้ชัดเจน ว่าการที่จะไปซื้อหุ้นบริษัทที่ให้บริการเดียวกัน เป็นพฤติกรรมต้องห้ามตามประกาศของ กสทช. ฉบับปี ๒๕๔๙ นี้นะครับ ซึ่งตรงนี้ก็จะต้องดูเช่นกันนะครับท่านประธานว่า ถึงที่สุดแล้วถ้าเกิด คณะกรรมการ กสทช. ได้ทำการพิจารณาข้อนี้นะครับว่าจะมีคณะกรรมการคนใดหรือไม่ ที่จะกล้าใช้ข้อยกเว้นว่าเว้นแต่ได้รับการอนุญาตจาก กสทช. นี้ ที่จะลงมติให้ควบรวมได้ ซึ่งถ้าคณะกรรมการท่านใดลงมติ ผมคิดว่าท่านต้องเตรียมพบกับการฟ้องร้องของภาคเอกชน ผู้คุ้มครองผู้บริโภค ท่านจะต้องถูกการร้องเอาผิด มาตรา ๑๕๗ การยื่น ป.ป.ช. แล้วก็ยื่น ขอให้ถอดถอนออกจากคณะกรรมการ กสทช. เพราะครั้งนี้มันชัดเจนครับท่านประธานครับ ขอภาพต่อไปเลยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ต่อไปนะครับ เป็นประกาศ มาตรการกำกับดูแลการควบรวมกิจการในกิจการโทรคมนาคมนะครับ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า ห้ามการควบรวมธุรกิจที่ส่งผลต่อการแข่งขัน กสทช. มีอำนาจกำหนดเงื่อนไขและมาตรการ เฉพาะเพื่อป้องกันความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะของประเทศ อันนี้ก็เป็นมาตรการ การแก้ไขนะครับ ซึ่งก็ผมจะขอผ่านตรงนี้ไป ประเด็นต่อไปครับท่านประธานครับ ถามว่า ใครได้ใครเสียจากการควบรวมกิจการในครั้งนี้ ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปเลยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์แน่นอนครับ ท่านประธาน ก็คือผู้ประกอบการครับ เขาจะทำให้ต้นทุนลดลง การแข่งขันเขาดีขึ้น การประกอบกิจการเขาได้กำไรมากขึ้น แต่ผู้เสียผลประโยชน์คือใครครับ คือประชาชน ทั่วประเทศ คือประชาชนทุกครอบครัว คือธุรกิจทุกประเภทภายในเมืองไทยล้วนแต่ใช้ เครือข่ายโทรคมนาคมหมด และเมื่อวานนี้ครับท่านประธาน ผมได้มีโอกาสไปออกทีวีรายการ ฐานทอล์คของเนชั่น ร่วมกับคณะกรรมการ กสทช. คณะกรรมการ กขค. ข้อมูลที่ได้ปรากฏว่า อาจารย์สกลซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการ กขค. ได้แจ้งว่ามันมีข้อกำหนดของ คณะกรรมการ กขค. ที่ระบุว่าประเด็นใดที่มีกฎหมายและหน่วยงานที่ดูแลกำกับเรื่องการ ควบรวมกิจการอยู่แล้วจะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานนั้นพิจารณา ดังนั้นก็เกิดการชิ่งครับว่า กรรมการ กขค. ไม่มีอำนาจดูแล ต้องเป็นคณะกรรมการ กสทช. ทีนี้มาถึงคุณหมอประวิทย์ ซึ่งเป็น ๑ ในคณะกรรมการเสียงข้างน้อยของ กสทช. ก็แจ้งว่าตั้งแต่เดือน พ.ย. เมื่อมีข่าว บริษัทแม่เขาควบรวมกันนะครับ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ กสทช. ยังไม่นำเรื่องนี้เข้าสู่บอร์ด (Board) ของ กสทช. เลยครับ แถมยังมีข่าวออกมาด้วยว่ามีการพูดว่าเหมือนที่ผู้อภิปราย ๒-๓ ท่านได้ พูดไปแล้วนะครับว่า กสทช. ไม่มีอำนาจในการพิจารณาเรื่องการควบรวมในครั้งนี้ ซึ่งพอฟัง แล้วรู้สึกอย่างไรครับ ท่านประธานครับ ระเบียบกฎหมายเขียนไว้ค่อนข้างจะชัดเจน ทุกฝ่าย ชิ่งหนีหมดพอเป็นธุรกิจของยักษ์ใหญ่ภายในประเทศนะครับ ข้อเสนอของผมในเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องใหญ่จำเป็นอย่างยิ่งที่คณะกรรมการ กสทช. และคณะกรรมการการแข่งขัน ทางการค้า คือ กขค. ต้องหาทางออกร่วมกัน ต้องมาปรึกษากัน ตัดสินบนจุดยืนของ ประโยชน์ชาติเป็นหลัก ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างชิ่งหนีแบบนี้ และการที่ต่างฝ่ายต่างชิ่งหนีแบบนี้ แสดงว่าอะไร แสดงว่ากฎหมายของเรามีจุดอ่อนครับท่านประธานครับ ผมขอผ่านไปที่ภาพ ต่อไปนะครับ ภาพต่อไปการประเด็นการควบรวมระหว่างแม็คโครกับโลตัส แม็คโครเป็นฝ่าย ซื้อกิจการของโลตัส ปรากฏว่ามันได้ผ่านไปแล้ว ตอนที่จะมีการควบรวม ส่วนตัวผมเอง ได้ทำการคัดค้าน แต่การคัดค้านของเราเพิ่งจะเริ่มครับ ปรากฏว่าคณะกรรมการ กขค. ตัดสินว่าให้ควบรวมได้ไม่มีการผูกขาดพร้อมกับมีมาตรการปลีกย่อยที่ออกมากำกับ ซึ่งเป็น มาตรการซึ่งปลีกย่อยจริง ๆ ครับ ดังนั้นเหตุการณ์นี้มันผ่านไปแล้วผมจะไม่ลงรายละเอียด นะครับ เนื่องจากท่านประธานอยากจะให้จำกัดเวลาในการพูดผมขอตัดตรงภาพนี้ออก แต่บทเรียนที่คณะกรรมการ กขค. ได้ลงมติให้ควบรวมได้โดยถือว่าไม่ผูกขาด มันเป็นมติ ที่อาจารย์สกลที่เป็นประธานคณะกรรมการ กขค. ไม่เห็นด้วย ท่านไม่เห็นด้วยในการ ควบรวม แต่ท่านแพ้เสียงโหวต ประธานแพ้เสียงโหวตนะครับ ซึ่งตรงนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น ที่สภาเราจำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นเพื่อที่จะศึกษาตรวจสอบผลกระทบ และตรวจสอบดูว่ามติ กขค. ครั้งนี้ถูกต้องหรือไม่ มติ กขค. นี้มีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ สามารถแก้ไขได้หรือไม่

ขอภาพต่อไปเลยครับ ท่านประธานครับ เป้าหมายที่สำคัญในการยื่นญัตติ ในครั้งนี้ก็คือต้องการให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นเพื่อศึกษาผลกระทบจากการควบรวม กิจการทุกประเภทที่จะกระทบต่อคนไทยทั้งประเทศครับ นอกเหนือจากกิจการโทรคมนาคม ที่จะมีการควบรวมระหว่างดีแทคกับทรูมูฟที่ได้ควบรวมแล้วของการค้าปลีก ค้าส่งระหว่าง แม็คโครกับโลตัส มันยังมีกิจการอีกหลายอย่างที่ในประเทศไทยมันต่างกับประเทศอื่น สหรัฐอเมริกาต่อให้ไม่ได้ควบรวมถ้ากิจการใดโตครอบครองการตลาดเกินร้อยละ ๓๐ คณะกรรมการควบคุมการค้าเขาจะต้องบังคับให้คัดให้ลดเปอร์เซ็นต์การครองการตลาดลง ต้องแยกบริษัทลูกออกเลยครับ แต่ประเทศไทยมีหลายกิจการที่อาจจะครองการตลาดในลักษณะผูกขาดหรือไม่ อันนี้เป็น สิ่งที่กรรมาธิการต้องไปดู เช่น การซื้อธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่รวมอยู่ใน เครือข่ายเดียว ธุรกิจพลังงานหรือว่าธุรกิจดาวเทียม ท่านประธานครับมีหลายเรื่องมากจึงมี ความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นเพื่อศึกษาในเรื่องนี้ครับ

ท่านประธานครับ ประเทศไทยมีความเหลื่อมล ้าอันดับหนึ่งของโลก ถ้าเรา ปล่อยให้ธุรกิจในประเทศไทยเติบโตเป็นสิ่งที่ดีเพื่อให้เอกชนไทยเข้มแข็ง แต่ถ้าเติบโตถึงขั้นที่ จะผูกขาดมันเป็นสิ่งที่ประเทศต้องสกัดครับ เพราะมันจะเกิดผลเสียต่อประเทศชาติ เพราะฉะนั้นข้อดีข้อเสีย มันต้องมีสภา มันต้องมีคณะกรรมาธิการมาศึกษา ภาพสุดท้าย ท่านประธานครับ เป้าหมายครั้งนี้ในส่วนตัวผมต้องการจะมาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ การผูกขาดทางการค้าให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับโลกยุคปัจจุบัน และเป้าหมายรอง ท่านประธาน ก็คือว่ากรรมาธิการสามารถเรียกคณะกรรมการหรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง และกรรมาธิการจะได้ช่วยขันน็อตท่านประธาน ให้คณะกรรมการ กขค. และ กสทช. ดำเนินการพิจารณาว่าการควบรวมระหว่างดีแทคกับทรูมูฟทำได้หรือไม่ โดยยึดถือผลประโยชน์ประชาชน ถ้าทำไม่ได้จะได้ตัดสินว่าทำไม่ได้ เพราะกว่าสภาเรา กรรมาธิการเสร็จ กว่าเราจะเสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องมันนานมากครับท่านประธาน ดังนั้น สิ่งที่ทำได้คือเรากระตุ้นขันน็อต ให้คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ ของประเทศครับ ขอขอบพระคุณครับ