สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ หารือปัญหาการควบรวมธุรกิจโทรคมนาคมระหว่างทรูและดีแทค ที่อาจทำให้โครงสร้างตลาดกระจุกตัว ส่งผลให้การแข่งขันลดลง ราคาบริการเพิ่มขึ้น และประชาชนมีทางเลือกในการใช้บริการน้อยลง รวมถึงความเสี่ยงต่อการตกงานและขาดการกำกับดูแลอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเสนอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาผลกระทบและเสนอแนวทางป้องกันเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้บริโภคและรัฐ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย ผมและท่าน ส.ส. ภราดร ท่าน ส.ส. กรวีร์ อีกทั้ง ส.ส. ทุกท่านของ พรรคภูมิใจไทยได้ร่วมกันเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบต่อ ประชาชน กรณีการควบรวมธุรกิจโทรคมนาคม ๒ ราย คือ ทรูและดีแทคซึ่งอาจจะมี ผลกระทบต่อประชาชน โดยมีเนื้อหาสาระดังนี้ครับ จากการที่มีข่าวการควบรวมธุรกิจ โทรคมนาคม ๒ ราย คือบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และกลุ่มเทเลนอร์ หรือดีแทค ซึ่งมีการเรียกกระบวนการนี้ว่า การสร้างความร่วมมืออย่างเท่าเทียม หรืออีควอล พาร์ตเนอร์ชิป (Equal Partnership) แต่ในความเป็นจริงคือธุรกิจโทรคมนาคม หรือธุรกิจโทรศัพท์มือถือเป็นธุรกิจที่มีโครงสร้างกึ่งผูกขาด คือมีผู้ประกอบการจำนวนน้อย และเมื่อมีการควบรวมกันครั้งนี้ จะทำให้ผู้ประกอบการน้อยลง โดยในต่างประเทศ มีเครื่องมือการผูกขาดเชิงโครงสร้าง คือดัชนีการกระจุกตัวหรือเฮอร์ไฟดาห์ล เฮิร์ชแมน อินเด็กซ์ (Herfindahl Hirschman Index) หรือตัวย่อคือเอชเอชไอ (HHI) ซึ่งมีค่าสูงสุดคือ ๑๐,๐๐๐ และการควบรวมครั้งนี้จะทำให้ค่าดัชนีเอชเอชไอ (HHI) ของธุรกิจโทรคมนาคม สูงขึ้นจาก ๓,๖๕๙ เป็น ๕,๐๑๒ คือเพิ่มขึ้น ๑,๓๕๓ จนกลายเป็นการกระจุกตัวในระดับ ที่อันตราย อันนี้เป็นข้อมูลจากทีดีอาร์ไอ (TDRI) การควบรวมครั้งนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทยมีความกังวลว่า อาจส่งผลกระทบถึงผู้บริโภค ธุรกิจ ผู้ประกอบการรายย่อย สตาร์ตอัป (Startup) ตลอดจนถึงประชาชนทั่วไปที่อาจได้รับผลกระทบจากการควบรวม สภาพของการแข่งขันจาก ๓ ราย เป็น ๒ ราย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เราทราบ กันดีครับว่าเป็นที่พูดคุยกันในสังคมอย่างกว้างขวางถึงกรณีที่เกิดขึ้นนี้ ท่านสมาชิก ท่านก่อนหน้านี้ก็ได้พูดไปในหลายประเด็น ซึ่งเป็นประเด็นในเรื่องของกฎหมายในส่วนของ ญัตติของผมเห็นด้วยครับกับท่านผู้เสนอไปก่อนหน้านี้ แต่ผมอยากจะนำท่านประธานครับ มองให้เห็นภาพของปัญหานี้ให้มันเด่นชัดขึ้นว่าจะเป็นอย่างไร เรามาดูที่จำนวนของผู้ใช้ โทรศัพท์มือถือ หรือจำนวนหมายเลขโทรศัพท์มือถือที่มีอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันนี้ ในปัจจุบันนี้มีผู้ที่ขอจดทะเบียนใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือทั้งสิ้นประมาณ ๙๓ ล้านเลขหมาย ในขณะที่คนไทยมีอยู่ประมาณ ๗๐ ล้านคน นั่นหมายความว่าจะมีคนไทย ไม่ต ่ากว่า ๒๐ ล้านคน ที่มีหมายเลขโทรศัพท์มือถือเกิน ๒ เลขหมาย การควบรวมครั้งนี้ จึงเรียกได้ว่ามีผลกระทบต่อคนไทยทั้งประเทศ วันนี้การเปลี่ยนโครงสร้างนี้จะเปลี่ยนสัดส่วน การตลาดอย่างชัดเจนครับ ก่อนหน้านี้บริษัทที่เป็นผู้นำในตลาดก็คือบริษัทเอไอเอส ซึ่งมีผู้จดทะเบียนอยู่ ๔๓ เปอร์เซ็นต์ ทรูเป็นอันดับถัดมาครับ มีส่วนแบ่งอยู่ ๓๒ เปอร์เซ็นต์ ดีแทคคือ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๒ บริษัทนี้หลังจากครบรวมกันจะทำให้มีส่วนแบ่ง ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเปลี่ยนจากเบอร์ ๒ และเบอร์ ๓ เป็นเบอร์ ๑ อันนี้คือการเปลี่ยนแปลง อย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่เรากังวลว่ามันอาจจะเกิดขึ้น ผมมองได้ ๔ ประเด็นด้วยกันครับ ประเด็นที่ ๑ ก็คือรายได้ของรัฐ ที่แน่นอนครับหากมีผู้ประกอบการลดลง ก็จะมีภาวะของ การแข่งขันลดลงเช่นเดียวกัน ผมยกตัวอย่างว่าวันนี้สมมุติ กสทช. ประกาศให้เอกชน มารับสัมปทานคลื่นความถี่ต่าง ๆ ดูตัวอย่างล่าสุดครับ ถ้ามี ๒ คลื่นความถี่ ผู้ประกอบการ ๓ ราย เราจะได้เห็นว่าในอดีตมีในบางครั้งที่ราคาประมูลสูง ซึ่งแน่นอนครับเอกชนอาจจะ บอกว่าราคาที่ประมูลสูง นั่นหมายถึงว่าต้นทุนของเขาก็จะสูงขึ้น แต่ในทางกลับกันรัฐซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลได้รับประโยชน์มากขึ้น และเงินเหล่านั้นสามารถ นำไปทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติให้กับสังคมได้มากขึ้นด้วย แต่ในทางกลับกันครับ ตัวอย่างเดียวกันครับ มี ๒ คลื่นความถี่ ผู้ประกอบการ ๒ ราย ผมคิดว่าท่านประธาน ก็คงไม่เชื่อนะครับว่า การแข่งขันจะทำให้ราคาสัมปทานที่รัฐควรจะได้ลดลง
ประเด็นต่อมาครับ คือประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบในด้านราคา บางคน อาจจะบอกว่ามันจะได้รับผลกระทบด้านราคาอย่างไร ในเมื่อมีหน่วยงานที่กำกับดูแล กสทช. เขาก็กำกับดูแลอยู่แล้วว่าเพดานในการที่จะขึ้นราคา เพดานของราคา การให้บริการเหล่านี้ จะอยู่ในอัตราเท่าไร แน่นอนครับมีหน่วยงาน กสทช. กำกับดูแล แต่ในความเป็นจริงหากมี ภาวะในการแข่งขันต ่า ถ้ามันมีภาวะทางการแข่งขันสูงเราจะเห็นได้เลยว่าราคา ผู้ประกอบการเขาจะไล่กัน แข่งกันให้ห่างจากเพดาน ยิ่งถูกหมายความว่าลูกค้ามาใช้บริการ ของเขามากขึ้น แต่หากผู้ประกอบการน้อยรายมีเพดานเท่าไรก็จะไปให้มันใกล้กับเพดาน ที่สุด ผมยกตัวอย่างถ้าให้เห็นภาพง่ายขึ้นวันนี้เราหยิบโทรศัพท์มือถือเราขึ้นมาดู โทรศัพท์มือถือที่ถือว่าเป็นโทรศัพท์ที่ราคาสูง อาจจะเรียกได้ว่ามี ๒ ค่ายใหญ่ อาจจะเป็น ซัมซุง (Samsung) อาจจะเป็นไอโฟน (iPhone) แต่ในขณะเดียวกันมีผู้ประกอบการราย เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เข้ามาแข่งกันทำให้ประชาชนที่เขาจะใช้โทรศัพท์มือถือไม่จำเป็นจะต้อง มาซื้อโทรศัพท์เรือนหมื่น เรือนแสน แต่มีเงิน ๕๐๐ บาท มีเงิน ๑,๐๐๐ บาท มีเงิน ๒,๐๐๐ บาท เขาก็สามารถใช้โทรศัพท์มือถือได้ นี่คือตัวอย่างที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นเหตุให้เรากังวลได้ว่า หากมีผู้ประกอบการน้อยรายได้มันจะทำให้ราคา อัตราค่าโทรศัพท์ การใช้บริการของ ประชาชนอยู่ในอัตราที่สูงขึ้น เพิ่มเติมครับผู้ประกอบการเขาอาจจะบอกว่า วันนี้โลกของ โทรศัพท์มือถือเปลี่ยนไปแล้ว ผู้ประกอบการประสบภาวะที่ว่าถูกดิสรัปต์ (Disrupt) ไปแล้ว ประชาชนไม่ใช้โทรศัพท์ในการโทรออกแล้ว ไม่ใช้โทรศัพท์ในการส่งแมสเสจ (Message) แล้ว ทำให้ค่าบริการต่าง ๆ ของเขาลดลง เพราะเขาถูกแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ มาดิสรัปต์ (Disrupt) เขา ไม่ว่าจะเป็นโทรผ่านไลน์ (Line) โทรผ่านวอตส์ แอป (Whats App) หรือส่งข้อความตามช่องต่าง ๆ แต่ในความเป็นจริงในปัจจุบันนี้ถึงแม้ค่ายโทรศัพท์มือถือ เขาจะไม่ได้ให้บริการการโทรมากเหมือนแต่ก่อน แต่สิ่งที่เขาได้คือเขาทำหน้าที่ เป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet) ซึ่งเขาสามารถเก็บค่าบริการได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย และการที่มีผู้ประกอบการที่น้อยนี่แหละมันอาจจะส่งผลให้ผู้บริโภคต้องซื้ออินเทอร์เน็ต (Internet) ในราคาที่สูงขึ้น
ประเด็นต่อไปประเด็นที่ ๓ ประชาชนที่เขาเคยไปใช้บริการกับค่ายโทรศัพท์ ต่าง ๆ นั้น อาจจะไม่ได้รับความสะดวกในเรื่องการให้บริการ ผมยกตัวอย่างนะครับ วันนี้เรา เดินเข้าห้างสรรพสินค้า เราสามารถเลือกได้ว่าเราจะเข้าไปใช้บริการโทรศัพท์มือถือค่ายไหน เราสามารถเลือกได้ว่าเราอยากจะไปซื้อโทรศัพท์เจ้าไหนสีน ้าเงิน สีฟ้า สีเขียว หรือสีส้ม เลือกได้ครับ แต่ทันทีที่ยุบจาก ๓ เหลือ ๒ นั่นหมายความว่า ปริมาณความคับคั่งในชอป (Shop) นั้น ๆ จะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ลดลงครับจาก ๓ สี เหลือ ๒ สี ประชาชนมีโอกาส ที่จะได้รับผลกระทบจากการที่ไม่ได้รับความสะดวกในการได้รับบริการ
ประเด็นที่ ๔ ครับ หากมีการควบรวมจริง สิ่งแรกในมุมของคนทำธุรกิจที่เขา ต้องทำก็คือ ถ้ามีการควบรวมกัน อันดับแรกที่ต้องทำคือ ลดต้นทุน สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา ก็คือ หาก ๒ บริษัทนี้ต้องการที่จะลดต้นทุนโดยใช้ออฟฟิศเดียวกัน โอเพอเรชัน (Operation) เดียวกัน จ้างคนชุดเดียวกัน นั่นหมายความว่าคนอีกนับหมื่นที่อาจจะต้องตกงาน เรื่องนี้ยังไม่เคยมีการพูดคุยกันครับว่า แล้วเราจะทำอย่างไร ประเด็นปัญหา ๓-๔ ปัญหาที่ผมได้พูดไป วันนี้ท่านประธานไปพูดกับ ใครก็ตาม ถามใครก็ตาม ถามประชาชน ถามชาวบ้าน ชาวบ้านเขาก็จะถามกลับมาว่า แล้วรัฐไม่ทำอะไรหรือ ท่าน ส.ส. สาทิตย์ได้พูดไปก่อนหน้านี้ เราได้เห็นแล้วครับบทสัมภาษณ์ ของบุคคลต่าง ๆ ที่มีบทบาทในเรื่องนี้ ในเรื่องของการควบรวมนี้ ในเรื่องของพฤติกรรมนี้ กสทช. บอกว่าไม่ได้อยู่ในอำนาจที่ กสทช. จะทำได้ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า หรือชื่อย่อของท่านคือ กขค. ซึ่งผมฟังชื่อท่านแล้วผมคิดว่าชื่อของ กขค. เหมาะสมมากที่จะ มาดูแลเรื่องเหล่านี้เพราะถ้าแปลแบบภาษาพวกเรา กขค. ก็น่าจะเป็นก้างขวางคอ แต่พอไป ถามท่านบอกว่าไม่เข้าข่าย ท่านไม่มีอำนาจ คำถามที่มันก็ต้องถามต่อไปว่าถ้าท่านเหล่านั้น ไม่มีอำนาจในการติดตาม ตรวจสอบ กำกับดูแล แล้วใครครับที่มีอำนาจ หากมองไม่เห็นใคร ผมก็มองว่าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้สมควรที่จะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นเรื่องที่จะต้องมา ถกเถียงพูดคุย แล้วก็หาแนวทางในการป้องกันปัญหาที่มันจะเกิดขึ้น อันดับแรกต้องมาศึกษา ครับว่าทำได้หรือไม่ได้ แน่นอนครับ ผมเชื่อว่าไม่มีผู้ใดที่อยากจะมีเจตนาที่จะไปขัดขวางการ เติบโตของธุรกิจที่คนไทยมีส่วน แต่การเติบโตนั้นต้องดูครับว่ามีความเป็นธรรมหรือไม่ บางคนอาจจะพูดว่าการควบรวมครั้งนี้ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่ในมุมของ ผู้ประกอบการท่านอาจจะบอกว่าประชาชนได้ประโยชน์ หรือไม่ได้ประโยชน์มันคนละเรื่อง เพราะเขาเป็นเอกชน แต่ในมุมมองของเรา เราต้องถามแทนประชาชนของเราครับว่า การควบรวมนี้ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร และหากในทางกฎหมายไม่สามารถที่จะ ดำเนินการใด ๆ ได้เราต้องมีหน้าที่เสนอแนะครับ เสนอแนะให้เขาทราบว่าสิ่งที่ประชาชน กำลังกังวลและสิ่งที่เราคิดว่ามันจะเป็นภาระกับประชาชนนั้นคืออะไร ท่านประธานครับ ดังนั้นผมจึงขออนุญาตใช้เวลาตรงนี้เชิญชวนให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านได้ กรุณาให้ความเห็นชอบในการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาอีก ๑ คณะ เพื่อที่จะมา ติดตาม ตรวจสอบ แล้วก็ให้ข้อเสนอแนะในประเด็นนี้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน