สาทิตย์ วงศ์หนองเตย เสนอญัตติด่วนให้ตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบจากการควบรวมกิจการโทรคมนาคมและค้าปลีก รวมถึงการขยายตัวของทุนใหญ่ที่อาจกีดกันทุนรายย่อยและกระทบผู้บริโภค
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในนามของ พรรคประชาธิปัตย์ ผมและอาจารย์ดอกเตอร์กนก วงษ์ตระหง่าน รวมถึงคุณเกียรติ สิทธีอมร และสมาชิกในพรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบต่อประชาชน จากการควบรวมกิจการ โทรคมนาคมและการค้าปลีก ตลอดถึงผลกระทบจากการขยายตัวของทุนขนาดใหญ่ ที่กระทบทุนชาวบ้านขนาดเล็ก เพื่อหามาตรการคุ้มครองประชาชนผู้บริโภคและทุนชาวบ้าน ในญัตติที่ผมได้เสนอในนามของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ได้มีรายละเอียดเบื้องต้นว่า ตามที่ ปรากฏเป็นข่าวเรื่องจะมีการควบรวมกิจการโทรคมนาคมระหว่าง ๒ บริษัทขนาดใหญ่ ในประเทศไทย คือบริษัททรูที่ชาวบ้านรู้จัก แล้วก็ดีแทค ซึ่งแต่เดิมก็มีจำกัดเพียง ๓ ราย ในตลาดอยู่แล้ว และหากมีการควบรวมกิจการจะทำให้เหลือเพียง ๒ ราย ทำให้บริษัท ที่ควบรวมจะมีส่วนแบ่งการตลาดเกินกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้บริโภค ซึ่งอาจจะส่งผล กระทบต่อผู้บริโภคอย่างมาก รวมทั้งยังอาจขัดต่อประกาศของคณะกรรมการกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ ในเรื่องมาตรการป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคมที่ระบุว่า การเข้าซื้อหุ้น เกินร้อยละ ๑๐ ของผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมในธุรกิจบริการประเภทเดียวกัน จะกระทำมิได้ ยกเว้นแต่จะต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ด้วยนั้น กรณีดังกล่าวได้สร้างความวิตกกังวลในหมู่ประชาชนโดยทั่วไปว่า อาจจะมีความ ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคในอนาคตต่อไป และยังอาจเป็นการขัดขวางไม่ให้เกิดผู้ประกอบการ รายใหม่ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่มุ่งให้มีการประกอบกิจการที่เสรี และเป็นธรรมด้วย อีกทั้งก่อนหน้านี้มีการเข้าซื้อกิจการค้าปลีกขนาดยักษ์ของธุรกิจทุนขนาดใหญ่ด้านการค้าส่ง ซึ่งรู้จักกันดีในสื่อว่าเป็นเรื่องของบริษัทแม็คโครกับโลตัส ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีมติของ คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า กระทรวงพาณิชย์มีความเห็นคัดค้านจากหลายฝ่าย แต่คณะกรรมการได้อนุมัติ ซึ่งสร้างความวิตกกังวลต่ออำนาจเหนือตลาดของบริษัทดังกล่าว เป็นอย่างมาก รวมทั้งกลุ่มทุนดังกล่าวได้มีกิจการร้านค้าสะดวกซื้อของบริษัทในเครือซึ่งเป็น ที่รู้จักกันทั่วไป มีจำนวนมากกระจายทั่วประเทศ และได้มีการขยายกิจกรรมทางการตลาด ในลักษณะที่ส่งผลกระทบต่อกิจการขนาดเล็ก ๆ ของทุนชาวบ้าน ซึ่งอาจจะทำให้ทุน ชาวบ้านประสบปัญหาทางธุรกิจถึงขนาดล้มละลายได้ ประกอบกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ในช่วงของการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลางก็ประสบปัญหา อย่างรุนแรงอยู่แล้ว แต่ธุรกิจขนาดใหญ่สามารถใช้ความได้เปรียบจากส่วนแบ่งการตลาด ที่มากกว่า มีช่องการตลาดที่กว้างขวางหลากหลายกว่า สภาพคล่องที่ดีกว่า เข้าครอบครอง ส่วนแบ่งทางการตลาดมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้กังวลว่าจะมีลักษณะที่อาจเป็นการผูกขาด และกีดกันรายใหม่ได้ ในระยะต่อ ๆ ไปทุนขนาดเล็ก ทุนขนาดกลาง รวมทั้งทุนชาวบ้าน อาจจะไม่สามารถเติบโตได้ อันนี้ถือเป็นการบิดเบือนโครงสร้างทางธุรกิจในประเทศ และในที่สุดทุนผูกขาดก็จะได้เปรียบในกิจการที่ประชาชนมีความจำเป็นต้องบริโภค ผมเรียนท่านประธานครับว่าญัตติที่พวกกระผมเสนอนั้นผมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องใหญ่ และเป็นเรื่องสำคัญของประเทศเพราะว่าในญัตติที่ผมได้อ่านไปเมื่อสักครู่นี้เราได้พูดถึง เรื่องธุรกิจ ๒ อย่างที่ถือว่าเป็นความมั่นคงของโลกยุคใหม่ ตัวหนึ่งก็คือกิจการโทรคมนาคม ซึ่งถือว่าเป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประชาชนไปแล้ว ถ้าอธิบายกันอย่างง่าย ๆ ก็คือว่า ในบรรดามือถือหรือในบรรดาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต (Internet) นั้นจะเป็น ๒ อย่าง ที่ประชาชนจะต้องใช้และรู้สึกได้ว่านี่คือกิจการโทรคมนาคม ทั้ง ๆ ที่ในเรื่องของกิจการ โทรคมนาคมจะมีกิจการที่เกี่ยวเนื่องอีกหลาย ๆ เรื่อง แต่เฉพาะ ๒ อย่างที่ผมยกตัวอย่างไป นี้จะเป็นประเด็นที่พี่น้องประชาชนสามารถที่จะเห็นได้ชัดเจนมาก ในส่วนที่ ๒ ที่เรากำลังจะ พูดถึงก็คือกิจการเรื่องของการค้าปลีก ค้าส่ง และร้านสะดวกซื้อ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของ อาหาร วัตถุดิบด้านอาหารและสิ่งที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน ท่านประธานก็จะเห็นเลยครับว่า ธุรกิจทั้ง ๒ ตัวนี้จะเกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศทุกเมื่อเชื่อวัน ถ้าเราจะไปดู มูลค่าทางการตลาดของธุรกิจที่เรากำลังจะพูดถึงอยู่นี้ เฉพาะกิจการโทรคมนาคม กสทช. โดยรองเลขาธิการเคยแถลงเมื่อปี ๒๕๖๓ ว่าตลาดโทรคมนาคมไทย มีมูลค่าประมาณปีละ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตัวเลขนี้ลดลง ๒๓ เปอร์เซ็นต์ก่อนหน้าปี ๒๕๖๓ ซึ่งเกิด การระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ๖๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ครอบคลุมประชากร จำนวนมากมาย ส่วนเรื่องของธุรกิจค้าปลีกค้าส่งนั้น ถ้าเราไปดูห้างที่มีการพูดถึง ที่มีการ ซื้อควบรวมกันนั้นธุรกิจรวมกันหลายแสนล้านบาท เอาว่าใน ๑ ปีนี้มูลค่ากำไรของบริษัทใหญ่ ๆ ที่มีการพูดถึงกันอยู่ในข่าวนั้นรวมกันแล้วเฉียด ๆ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมขยายความต่อท่าน ประธานว่าในประเด็นเรื่องของการควบรวมของกิจการโทรคมนาคม เอาข้อเท็จจริงก่อนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันเกิดอะไรขึ้นก่อน แล้วเดี๋ยวเราจะมาดูกันว่าทำไมเราต้องเสนอญัตตินี้เข้าไป ถ้าประชาชนคนใดคนหนึ่งจะไปซื้อมือถือในประเทศนี้ มันมีให้เลือกไม่กี่เจ้าหรอก ถ้าเราดู ตามข้อมูลสถิติรายงานสภาพตลาดโทรคมนาคมประจำปี ๒๕๖๒ ของ กสทช. เราก็จะพบว่า ส่วนแบ่งการตลาดหลัก ๆ ไม่พูดถึงโทรศัพท์ประเภทหนึ่งนะครับ คือโทรศัพท์ประเภทประจำ ที่ ก็คือโทรศัพท์บ้านซึ่งคนแทบจะไม่ใช้กันแล้ว เอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศ หรือมือถือทั้งหลายเอไอเอสมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่แล้ว ๔๔ เปอร์เซ็นต์ ทรู ๓๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ดีแทค ๒๑.๖ เปอร์เซ็นต์ ส่วนแคท (CAT) กับทีโอที (TOT) รวมกันก็ตกอยู่ที่ประมาณ ๓-๔ เปอร์เซ็นต์ พูดง่าย ๆ คือ เอไอเอส เป็นอันดับ ๑ อยู่ที่ ๔๔ เปอร์เซ็นต์ ข่าวที่มันเกิดขึ้นในเวลานี้ก็คือ ทรู กับดีแทค ถ้าไปรวมกันก็จะมีมูลค่ารวม ๆ กันอยู่ที่ ๕๒ เปอร์เซ็นต์ ประเด็นมันก็อยู่ตรงที่ ๒ อย่างครับ คือ ๑. แทนที่จะแข่งขันกัน ๓ เจ้า ทำไมทั้ง ๓ เจ้า เพราะว่าเจ้าอื่นเป็นเจ้าเล็ก อย่างแคท (CAT) ก็ดีหรือทีโอที (TOT) ก็ดี ถ้ารวมกันก็มี ๔ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแทบไม่มีน ้าหนัก ในทางการตลาดเลย แต่จาก ๓ คือ ดีแทค เอไอเอส และทรู พอควบรวมกันเหลือ ๒ นี่ละครับ คือความกังวล กังวลอะไรครับ ถ้าท่านประธานย้อนกลับไปดูพวกเราซึ่งอายุกันมาถึงขนาดนี้ แล้วก็ได้ใช้มือถือเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมาก็จะพบว่า มือถือสมัยก่อนนี้ก่อนที่จะมีกฎหมาย มากำกับมันจะมีลักษณะของตลาดที่ค่อนข้างจะผูกขาดตั้งแต่เริ่ม ใครซื้อมือถือตอนนั้น ตัวหนึ่ง ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ บาท เราไม่สามารถจะซื้อข้ามค่ายได้นะครับ เพราะสิ่งหนึ่งที่มัน เกิดขึ้นอย่างที่ชาวบ้านรู้จักคือการล็อกอีมี่ (IMI) ถ้าจะซื้อแล้วก็ใช้โครงข่ายของบริษัท ก ต้องซื้อโทรศัพท์ของบริษัท ก เท่านั้น แถมในแต่ละเดือนคุณจะใช้ไม่ใช้ก็ตามจะต้องจ่าย ค่ารักษาคลื่นสัญญาณหรือค่ารักษาเครื่องเดือนละ ๕๐๐ บาท แล้วในที่สุดมีการออก กฎหมายซึ่งจะต้องออกโดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการจัดตั้งองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ขึ้น เพื่อมาแก้ไขปัญหาในเรื่องของกิจการโทรคมนาคมเพราะคนใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายด้วย การแข่งขันทางการตลาดที่มีหลากหลายบริษัทมากขึ้นก็สามารถจะย้ายค่าย ซื้อโทรศัพท์แบบ นี้ไปใช้กับคลื่นสัญญาณของบริษัทหนึ่ง อยู่ ๆ ไม่พอใจก็ย้ายไปอีกบริษัทหนึ่งได้ ๕๐๐ บาทก็ไม่ต้องจ่าย แล้วก็เกิดโพร (Pro) ต่าง ๆ แข่งขันกันเกิดขึ้นมากมายครับ มีทั้งแบบ เติมเงิน มีทั้งแบบรายเดือนให้เลือกมากมาย เพราะมีผู้แข่งขันมากรายขึ้น คำถามมีว่าถ้าเกิด ตลาดซึ่งแข่งกันอยู่ ๒-๓ เจ้าเกิดเหลือผู้แข่งขันลดน้อยลงจะเกิดอะไรขึ้น นี่คือความกังวลของ ทุกฝ่ายครับว่าในที่สุดแล้วโพร (Pro) ต่าง ๆ มันก็จะลดลงใช่ไหม ในเวลาที่ความต้องการ ของการใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) โทรศัพท์มือถือมันก็มากขึ้นในทุก ๆ วัน นี่คือประเด็น ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและเป็นข้อกังวลครับ ในส่วนของตลาดค้าปลีกก็เช่นเดียวกันครับ ท่านประธานเห็นจากข่าวแล้วว่าเรื่องอาหารมีผู้เล่นอยู่ไม่กี่ราย ข้อกังวลของฝ่ายนักวิชาการก็ดี ฝ่ายองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคก็ดีหรือฝ่ายของคนที่ติดตามข่าวเรื่องนี้อยู่ก็คือ เขากังวลว่า ในที่สุดแล้วการรวมกันของยักษ์ค้าส่ง ยักษ์ค้าปลีก กับร้านค้าสะดวกซื้อทั้งหลายในประเทศนี้ มันจะเหลือผู้ที่เล่น พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นเจ้าของกิจการเพียงแค่รายหนึ่งหรือ ๒ รายเท่านั้น ซึ่งเขาจะมีช่องทางตั้งแต่ผู้ผลิต คนกลางและช่องทางของการกระจายไปสู่การค้าปลีก ทั้งหลาย ในเวลาที่อาหารกับสินค้าประจำวันเป็นสิ่งที่เราต้องใช้กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี่คือ เป็นประเด็นที่เกิดข้อกังวลเกิดขึ้นครับ ที่สำคัญที่สุดที่เราพูดถึงร้านสะดวกซื้อท่านประธาน ถ้าจะออกชื่อก็ได้ก็คือเซเว่นอีเลฟเว่นที่เรารู้จักกัน วันนี้เซเว่นอีเลฟเว่นไม่ได้เป็นเพียงแค่ ห้างสะดวกซื้อที่ขายสินค้าหรืออาหารเท่านั้น แต่เซเว่นอีเลฟเว่นขยายกิจกรรมทางการตลาดอื่น ๆ ไปมากมาย แม้แต่กระทั่งโอนเงินนะครับ ผมเห็นมีการประชาสัมพันธ์กันเรียกว่าโอนปุ๊บ ได้ปั๊บ แทนที่จะต้องไปธนาคาร ไม่ต้องไปเปิดบัญชีธนาคารฝากสาขาหนึ่งไปกดออกที่ สาขาหนึ่งได้ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนไทยหรือคนต่างด้าว การขยายลักษณะอย่างนี้เป็นคำถาม เกิดขึ้นว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดการเสรีแล้วก็เป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจไทยหรือไม่ แต่ที่หลาย คนที่เป็นชาวบ้านชาวช่องที่ขายของกันอยู่ในซอยในตลาดทั้งหลายวิตกกังวลก็คือ จู่ ๆ ร้านค้าสะดวกซื้อเหล่านี้ก็เปิดบริการในลักษณะเดลิเวอรี (Delivery) ก็คือส่งถึงบ้าน ซึ่งถ้าดูเผิน ๆ ก็เป็นสิทธิของเขาที่จะทำครับ แต่ผลที่มันเกิดขึ้นก็คือ เนื่องจากเขามีสาขาอยู่จำนวนมาก ต้นทุนราคาสินค้าที่ซื้อมาก็ถูกกว่าที่อื่น พอเปิดกิจการ ลักษณะแบบนี้ออกไป พ่อค้าแม่ขายรายเล็กรายน้อย ร้านโชห่วยทั้งหลายก็กระทบครับ ประเทศไทยตามข้อมูลกระทรวงพาณิชย์มีร้านโชห่วยอยู่ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ แห่ง แต่ถ้านับรถร้านค้าทั้งหลาย ประเภทรถเข็น รถจักรยานที่ขายกันอยู่มีนับเป็นล้านราย ต่างได้รับผลกระทบในเรื่องนี้ด้วยกันทั้งสิ้น นี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แล้วก็นำมาสู่ความวิตกกังวล ของหลายฝ่าย แต่สิ่งที่เสนอญัตตินี้ขึ้นมา จุดสนใจมันอยู่ตรงนี้ ในฐานะที่เรามีรัฐ ซึ่งมีอำนาจรัฐ แล้วถูกกำกับโดยรัฐธรรมนูญว่า หน้าที่ของรัฐจะต้องสร้างระบบเศรษฐกิจที่เสรีและเป็นธรรม มองเห็นประเด็นเหล่านี้หรือไม่ และมีแนวทางในการกำกับดูแลไม่ให้เกิดลักษณะของการ ผูกขาดหรือเอารัดเอาเปรียบประชาชนผู้บริโภคอย่างไรบ้าง เอาง่าย ๆ ก่อนครับ เรื่องกิจการ โทรคมนาคม เรื่องกิจการโทรคมนาคม ถึงขนาดเขียนในรัฐธรรมนูญเลยนะครับ ท่านประธานครับ เราไปดูรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๐ เขียนไว้เลยบอกว่า รัฐต้องรักษาไว้ ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติ คลื่นความถี่ แต่ก่อนอยู่กับองค์กรอื่น ๆ ของรัฐแล้วเอาไปสัมปทาน ต่อมากฎหมายออกมา แล้วก็ระบุว่า คลื่นความถี่ทั้งหลายนั้นเป็นสมบัติของชาติ สิทธิการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมก็เป็นสมบัติของชาติ คำว่า เป็นสมบัติของชาติคือเป็นสมบัติของคนไทยทุกคน แต่เนื่องจากคนไทยทุกคนไปทำ กิจการแบบนี้ไม่ได้ ต้องมีคนอื่นมาทำ รัฐธรรมนูญก็เลยเขียนต่อว่า การจัดให้มีการใช้ประโยชน์ จากคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่งไม่ว่าจะใช้เพื่อส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม หรือเพื่อประโยชน์อื่นใด ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะ นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญยังเขียนต่อ ซึ่งมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ทำต่อกันมาว่า รัฐต้องจัดให้มีองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรับผิดชอบและกำกับการดำเนินการเกี่ยวกับคลื่นความถี่ให้เป็นไปตามวรรคสอง องค์กรนี้ละ ที่เป็นที่มาของกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็คือ กสทช. ซึ่งมาตามพระราชบัญญัติองค์กร จัดสรรคลื่นความถี่และการประกอบกิจการวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ปี ๒๕๕๓ สภานี้เป็นคนออกกฎหมายฉบับนั้น ผมเป็น ส.ส. อยู่และในเวลานั้นผมได้เป็นประธาน คณะกรรมาธิการที่พิจารณายกร่างกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฉบับนั้น ทุกอย่าง ถูกกำหนดโดยรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น กสทช. หรือองค์กรของรัฐที่มีความเป็นอิสระ ในการปฏิบัติหน้าที่รัฐธรรมนูญกล่าวต่อว่า องค์กรดังกล่าวต้องจัดให้มีมาตรการป้องกันมิให้ มีการแสวงหาประโยชน์จากผู้บริโภคโดยไม่เป็นธรรม หรือสร้างภาระแก่ผู้บริโภคเกิน ความจำเป็น ก็เขียนต่อไปครับ คำถามจึงมีว่า เมื่อรัฐธรรมนูญเขียนอย่างนี้มีกฎหมายออกมา ถ้าไปสำรวจกฎหมายของฝั่งกิจการโทรคมนาคม ท่านประธานครับ ในฐานะถ้าเป็นประชาชนทั่วไป เราปวดหัวมากเลยครับ เพราะมันมีกฎหมายสลับซับซ้อนมาก แต่เจตนารมณ์อันหนึ่งของ พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ในเวลานั้นคือ ต้องการให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ และถ้ามีอยู่แล้ว ต้องป้องกันไม่ให้เกิดการควบรวมกันเกิดขึ้น เพื่อลดผู้ประกอบการให้เหลือ จำนวนน้อยรายลง เพราะจะทำให้เกิดโครงสร้างที่อาจจะเกิดการผูกขาด หรือมีอำนาจ ครอบงำตลาด หรือมีอำนาจเหนือตลาดได้ คำถามจึงมีอยู่ว่า พอเกิดข่าวเรื่องการควบรวม ของ ๒ บริษัทยักษ์ใหญ่เรื่องกิจการโทรคมนาคม องค์กรอย่าง กสทช. มีท่าทีอย่างไร ตรงนี้ น่ากังวล เพราะถ้าเราไปอ่านถ้อยคำให้สัมภาษณ์ทั้งหลายของ กสทช. เราจะรู้สึกทันทีเลยว่า อึกอักไม่ชัดเจน เหมือนกับว่าพูดไม่ออก เพราะอะไรผมไม่ทราบ ลองไปดูคำให้สัมภาษณ์ครับ ท่านหนึ่งเป็นรองเลขาธิการกรรมการ กสทช. พูดเรื่องการควบรวมเวลานักข่าวถาม ตอบว่า เป็นเรื่องนโยบายของบริษัท ก็เอ่ยชื่อบริษัทไป เพื่อรวมกันตั้งบริษัทใหม่ เพื่อรับซื้อหุ้น ซึ่งกันและกัน เป็นเรื่องของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อย่างไรก็ตาม บริษัท โฮลดิ้ง ของทรู กับ ดีเทค ไม่ได้อยู่ภายใต้ใบอนุญาตประกอบกิจการ โทรคมนาคม กสทช. ซึ่ง กสทช. ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้ ฟังดูแล้วประหลาดไหมครับ เขาไปตีความว่า ๒ บริษัทซึ่งอยู่ในตลาดเขาซื้อขายหุ้นกัน ไม่ใช่เรื่องอยู่ภายใต้การประกอบ กิจการของเขา อันนี้ผมถือว่าเป็นการโยนเรื่องให้พ้นตัวเองออกไป ทั้ง ๆ ที่ กสทช. มีอำนาจ โดยตรงตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายครับจะเกิดอะไรขึ้นครับ นี่คือข้อสงสัยในฐานะ ประชาชนผู้บริโภคและคนที่ใช้มือถือใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) คนหนึ่ง นอกจากนั้น รองเลขาธิการคนดังกล่าวยังบอกว่าการรวมบริษัท โฮลดิ้ง (Holding) ของ ทรู ดีเทค ต้องให้กรรมการแข่งขันทางการค้าหรือ กขค. เป็นผู้ตรวจสอบ อันนี้คือโยนเรื่องให้พ้นตัว ผมกล่าวหาอย่างนั้นครับ มันถึงต้องตั้งกรรมาธิการขึ้นมาสำรวจกันว่าใน กสทช. เกิดอะไรขึ้น ทำไมไม่ปกป้องประโยชน์พี่น้องประชาชน คลื่นความถี่เป็นสมบัติชาติ ไม่ใช่สมบัติของบริษัท ที่เอาไปแล้วคิดจะทำอะไรก็ได้ มันมีกฎเกณฑ์ มีกติกา มีกฎหมาย มีรัฐธรรมนูญกำกับอยู่ แต่ผู้บังคับใช้กฎหมายและปฏิบัติตามกฎหมายทำอะไรอยู่ครับ อีกคนหนึ่งเป็นรองเลขาธิการ เช่นเดียวกันครับ ก็ไปพูดในทำนองว่าเอาละเรื่องของการควบรวมอันนี้มันเป็นเรื่องที่ทาง กสทช. จะต้องเข้าไปดูที่พูดไว้เมื่อ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ คนนี้เป็นคนที่รักษาการแทน เลขาธิการ กทช. ครับ บอกว่าการควบรวมนี้สำนักงานเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและผู้ใช้บริการ แต่สิ่งที่เขาจะทำ ก็คือว่าปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาและพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมในการปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยการควบรวมกิจการเข้าด้วยกัน และจะปฏิบัติตามกฎหมายกฎระเบียบในแต่ละขั้นตอน โดยบอกว่า กสทช. บอก ๒ บริษัทนั้นให้แจ้งความคืบหน้าในการดำเนินการต่อสำนักงาน กสทช. ให้ทราบเป็นระยะ ๆ โดยสำนักงานได้มีหนังสือแจ้งให้บริษัททั้งสองชี้แจงเหตุผล ความจำเป็นในการควบรวมกิจการ ตอบเท่านี้ล่ะครับ มันถึงตรงกันกับหลายคนที่ตั้งประเด็น ขึ้นมาว่า เรื่องของการควบรวมนี้เราจะอภิปรายเป็นญัตติทำไม ปัญหายังไม่เกิด ทำไมไม่รอ ให้เกิดปัญหาก่อนเราถึงหยิบมาอภิปรายกัน ผมถึงบอกว่าเราต้องพูดก่อนครับ เจตนารมณ์ กฎหมายปี ๒๕๕๓ เคยมีการไปออกสิ่งที่เราเรียกว่า ประกาศคณะกรรมการกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการการควบรวมและการถือหุ้นไขว้ในกิจการ โทรคมนาคม ปี ๒๕๕๓ มีครับประกาศนี้ แต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปแล้วหลายซับหลายซ้อน หลายขั้นหลายตอน ชนิดประชาชนถ้าติดตามกันแล้วกระพริบตาครั้งเดียวมันเปลี่ยนไปแล้วครับ แต่ในการเปลี่ยนนั้นคำถามคือประชาชนเอื้อประโยชน์ของประเทศ หรือเอื้อต่อกลุ่มทุน อันนี้ต้องตามไปดูโดยกรรมาธิการครับในประกาศฉบับนี้เขียนชัดเลยเรื่องของการควบรวม วิธีการพิจารณาก็คือต้องไปดูดัชนีตัวหนึ่งที่เรียกว่าดัชนีเฮอร์ฟินดาห์ล เฮิร์ชแมน อินเด็กซ์ (Herfindahl-Hirschman Index : HHI) ถ้ามันสูงถึงระดับใดที่เรียกว่ากระจุกตัว สูงถึงระดับ ใดถือว่ากระจุกตัวเข้มข้น ท่านประธานไปดูครับขณะนี้มีคณาจารย์มหาวิทยาลัย ๘-๙-๑๐ คน ทำจดหมายเปิดผนึกส่งถึงรัฐบาลบอกว่าต้องตรวจสอบเรื่องควบรวมนี้ เพราะถ้าดูตามดัชนี แล้วมันถึงขั้นกระจุกตัวเข้มข้น แต่เราดูบทบาท กสทช. อย่างที่ผมได้อ่านคำให้สัมภาษณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นไป นี่คือประเด็นปัญหาว่ากฎหมายมีอยู่เกิดอะไรขึ้น การบังคับใช้กฎหมายต้องทำ เกิดอะไรขึ้นครับ แล้วถ้าเราตามไปดูต่อ ท่านประธานครับ ในกรณีของคณะกรรมการแข่งขัน ทางการค้าซึ่งอันนี้ก็เป็นองค์กรที่สำคัญอีกอันหนึ่งครับ มาตามกฎหมาย ล้อมาตามรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สุดครับว่า การดูแลเรื่องการแข่งขันทางการค้ามีการแก้กฎหมายเมื่อปี ๒๕๖๐ มีการแก้ มีบัญญัติเพิ่มเติมเรื่องการครอบงำตลาด เรื่องอำนาจเหนือตลาด เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นต้น เจตนารมณ์ของการตั้งคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าก็คือว่า ดูอย่างไรก็ตาม ไม่ให้ผู้ประกอบการมีลักษณะของการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค หรือมีอำนาจเหนือตลาด คำว่ามีอำนาจเหนือตลาดก็คือหมายความว่าในตลาดที่ขายของตัวเองขายเยอะที่สุด ถ้าตัวเองคิดจะเปลี่ยนแปลงราคาทั้งหลายไม่มีใครสามารถที่จะสู้ตัวเองได้ อันนี้ คือคำอธิบายง่าย ๆ ของการมีอำนาจเหนือตลาด ปรากฏว่ามีการควบรวมกันระหว่าง แมคโครกับโลตัส ตอนนั้นความจริงมีเรื่องก่อนหน้านั้นนะครับ เรื่องของกรณีโลตัสไปซื้อ ทางด้านของเซเว่น-อีเลฟเว่นทั้งหลาย อันนั้นไม่พูดถึง แต่เอาเฉพาะแมคโครรวมโลตัส ซึ่งเป็นการรวมกันระหว่างยักษ์ค้าปลีกกับยักษ์ค้าส่งนี่นะครับ มีกรณีเข้าคณะกรรมการ แข่งขันทางการค้า เพราะว่ารวมกันแล้วบริษัทยักษ์ใหญ่รวมกันก็มีโอกาสที่จะมีอำนาจเหนือ ตลาดได้แล้วก็นำไปสู่การผูกขาดได้ แต่มติของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าเมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคไปฟ้องศาลปกครองอยู่นี่ อนุมัติให้ควบรวมกันได้โดยให้เหตุผลว่าการรวมธุรกิจครั้งนั้น ทำให้มีอำนาจตลาดเพิ่ม แต่ไม่ผูกขาด อันนี้ต้องเควสชันมาร์ก (Question mark) ตัวโต ๆ เลยครับ เดี๋ยวจะมี ผู้อภิปรายในประเด็นนี้ลงรายละเอียดชัดเจนว่า ประเด็นนี้มีรายละเอียดที่ต้องพูดจากัน อีกเยอะครับ ผมก็สงสัยในบทบาทของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าครับว่า ตกลงท่านยืน อยู่ตรงไหน ผลประโยชน์ชาติ ผลประโยชน์ประชาชน กับผลประโยชน์กลุ่มทุน เราจะเอียง น ้าหนักไปข้างใด นี่คือคำถาม ถึงบอกว่าเราจำเป็นต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา เพื่อสำรวจตรวจสอบในประเด็นทั้ง ๒ เรื่องนี้ครับ แม้แต่กระทั่งเรื่องที่ผมพูดถึงร้านค้าสะดวก ซื้อที่ขยายกิจการจนกระทบทุนชาวบ้านทั้งหลาย ผมเรียนท่านประธานมาถึงตรงนี้เพื่อที่จะ บอกกับท่านประธานว่า ญัตตินี้จึงเป็นญัตติที่เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญที่กระทบต่อชีวิต ของพี่น้องประชาชน ลำพังทุกวันนี้ทำมาหากินทุกคนก็เหนื่อยอยู่แล้วครับ แต่ถ้าสิ่งที่มัน จำเป็นในชีวิตประจำวันทั้งหลาย มันมีตลาดที่ไม่เสรีไม่เป็นธรรมและอำนาจรัฐไม่ได้ใช้ไปใน ทิศทางที่แก้ปัญหาเหล่านี้ มันจะเป็นการสร้าง ซ ้าเติม และถ่างทางความเหลื่อมล ้าของ ประเทศนี้มากยิ่งขึ้นครับ ผมอยากจะจบการเสนอญัตตินี้ด้วยการพูดถึงหนังสือเล่มหนึ่งของ คุณโจเซฟ สติกลิตส์ ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ ท่านเขียนเรื่องราคาของ ความเหลื่อมล ้าเอาไว้ และในอันหนึ่งท่านเขียนถึงเรื่อง ๓ แนวความคิด ซึ่งเกิดขึ้นในอเมริกา แต่ว่ามันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับที่เกิดในประเทศไทยเสียเหลือเกินครับ ท่านบอกว่า ปัญหาที่มันเกิดขึ้นในประเทศเขาก็คือ แนวคิดแรกตลาดไม่ได้ทำงานอย่างที่ควรทำ เพราะหลักการตลาดเสรีก็คือว่า ตลาดจะต้องทำให้เกิดจุดที่เป็นจุดสมดุล เพื่อที่จะไม่ให้เกิด การผูกขาดครับ แต่ตลาดไม่ได้ทำงานอย่างที่ควรทำ เพราะมันไม่มีทั้งประสิทธิภาพและเสถียรภาพ อย่างเห็นได้ชัด อันที่ ๒ เขาบอกว่าระบบการเมืองไม่ได้แก้ไขข้อบกพร่องของตลาด ตรงนี้ครับสำคัญ นี่จะกลับมาพิจารณาบทบาทของรัฐไทยตรงนี้ครับ และ ๓. ระบบเศรษฐกิจ และการเมืองไร้ความเป็นธรรมในระดับฐานราก เพราะฉะนั้นการหยิบยกญัตตินี้ขึ้นมา ของเพื่อนสมาชิกถึง ๘-๙ ท่าน แล้วจะมีผู้อภิปรายอีกหลายท่านนั้นยืนยันถึงความสำคัญ ในข้อนี้เป็นอย่างดี ผมจึงเรียนท่านประธานเพื่อที่จะขอให้สภานี้ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ หยิบยกประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นมาศึกษาเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนครับ ขอบพระคุณครับ