ศิริกัญญา ตันสกุล เสนอญัตติด่วนให้ตั้งกรรมาธิการศึกษาผลกระทบจากการควบรวมกิจการระหว่างทรูและดีแทค พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความน่าเชื่อถือของหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง กสทช. จากกรณีต่างๆ ที่ผ่านมา รวมถึงความโปร่งใสในการประมูลคลื่นความถี่และการใช้อำนาจที่อาจเอื้อประโยชน์ผู้ประกอบการบางราย จึงเห็นว่าจำเป็นต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาอย่างรอบด้าน โดยมีผู้เชี่ยวชาญร่วมวิเคราะห์ เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคและรักษาการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมอย่างเป็นธรรม
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลค่ะ ในฐานะ ตัวแทนของผู้เสนออีก ๔ ท่านนะคะ ขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบกรณีการควบรวมกิจการโทรคมนาคม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมานะคะ มีกระแสข่าวของการประกาศ ความร่วมมืออีควอล พาร์ตเนอร์ชิป (Equal partnership) แล้วก็มีกระแสข่าวเรื่องของการ ควบรวมกิจการระหว่างบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) นะคะ ก็ทำให้สังคมเกิดความกังวลค่ะว่า เนื่องจากว่าทั้ง ๒ บริษัทนี้มีบริษัทลูกเป็นผู้ที่ถือใบอนุญาตกิจการให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือทั้งคู่นะคะ โดยที่กิจการโทรศัพท์มือถือนี้เป็นสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานในปัจจุบันแล้วสำหรับประชาชน ทุก ๆ คน สำหรับการควบรวมนี้ที่เป็นที่น่ากังวลเพราะว่าโครงสร้างตลาดเดิมของธุรกิจ โทรคมนาคมนั้นมีความกระจุกตัวอยู่แล้ว คือมีผู้ให้บริการหลักเพียงแค่ ๓ รายนะคะ ส่วนรายที่ ๔ นั้นมีส่วนแบ่งตลาดเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้นเอง หากการควบรวมครั้งนี้เกิดขึ้น จริงนะคะจะทำให้เหลือผู้ประกอบการเพียงแค่ ๒ รายเท่านั้น โดยที่ทั้ง ๒ รายจะกินส่วนแบ่ง ตลาดรวมกันถึง ๙๘ เปอร์เซ็นต์ กลายเป็นตลาดที่มีระดับการผูกขาดในระดับที่ได้เรียกว่า เป็นอันตรายนะคะ แล้วก็ง่ายต่อการใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค สำหรับในวันนี้นะคะก็จะมีอีกหลายท่านที่จะเสนอญัตติ แล้วก็มีผู้ที่จะอภิปรายสนับสนุนด้วย เราคงจะได้รับฟังในเรื่องของข้อกังวล เรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนกันอย่าง หลากหลายนะคะ โดยที่ดิฉันเองก็จะขอหยิบยกตัวอย่างเพียงเล็กน้อยเท่านั้นนะคะ เนื่องจากว่าจะมีผู้อภิปรายรายอื่นที่จะพูดลงรายละเอียดในเรื่องนี้นะคะ เพราะว่ามันมีผล การศึกษาในหลายประเทศ ทั่วโลกนะคะว่าการควบรวมกิจการ แม้แต่ว่าควบรวมเพื่อลด ขนาดจาก ๔ ราย เหลือ ๓ รายนี้ก็จะทำให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะ เป็นในเรื่องของค่าบริการที่จะสูงขึ้นนะคะ หรือถึงแม้ว่าค่าบริการต่อหน่วยจะถูกลง แต่ว่าก็จะถูกบังคับขายในแพ็กเกจ (Package) ที่มีราคาแพงขึ้นนะคะ ซึ่งการควบรวมจาก ๔ ไป ๓ นี้ก็ยังมีบางกรณีที่บางผู้กำกับดูแล องค์กรกำกับดูแลของในหลาย ๆ ประเทศนี้ก็มีการห้าม การควบรวมในหลายกรณีที่จะทำให้เกิดอำนาจเหนือตลาดได้ แต่การควบรวมจาก ๓ ราย เหลือ ๒ รายนั้นแทบจะไม่มีการเกิดขึ้นเลยนะคะ ในระยะเกือบ ๑๐ ปีที่ผ่านมามีอยู่ ๒ กรณีใน ๒ ประเทศในสหภาพยุโรปที่เคยมีความพยายามที่จะ ขออนุญาตควบรวม ๓ รายเหลือ ๒ ราย แต่ว่าองค์กรกำกับดูแลก็มิได้ให้การอนุญาตค่ะ ที่สำคัญนอกจากว่าเรื่องของค่าบริการแล้วก็อาจจะยังทำให้ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงบริการ อินเทอร์เน็ต (Internet) ของประชาชนด้วยนะคะ เพราะว่าการให้บริการอินเทอร์เน็ต (Internet) ความเร็วสูงในปัจจุบันประชาชนส่วนใหญ่นั้นใช้งานผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วย การแข่งขันที่ลดลงก็เท่ากับว่าต้นทุนของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนก็จะเพิ่มขึ้นด้วย เท่ากับเป็นการลดโอกาสการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น ซึ่งจะยิ่งซ ้าเติมปัญหาของ ความเหลื่อมล ้าทางด้านดิจิทัลของประชาชนด้วยนะคะ ที่มันเป็นข้อกังวลยิ่งไปกว่านั้น ก็เพราะว่าปัจจุบันยังมีข้อถกเถียงระหว่างนักวิชาการแล้วก็ภาคประชาสังคมเกี่ยวข้องกับ การกำกับดูแลขององค์กรของรัฐว่าตอนนี้สรุปแล้วในทางกฎหมายใครที่จะเป็นผู้ที่มีอำนาจ ในการกำกับดูแลแล้วก็พิจารณาอนุญาตให้เกิดการควบรวมครั้งนี้ได้จะเป็นที่หน่วยงานใด เนื่องจากว่าหน่วยงานที่มีอำนาจการกำกับดูแลในเรื่องของกิจการโทรคมนาคมอย่าง กสทช. เองก็ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องของข้อกฎหมายในส่วนของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ซึ่งควรจะต้องพิจารณาในเรื่องของการอนุญาตควบรวมก็กลับออกมาบอกว่าตนเองนั้นไม่มี อำนาจ เนื่องจากว่าตาม พ.ร.บ. แข่งขันทางการค้าแล้วถ้ามีกฎหมายเฉพาะจะต้องใช้ กฎหมายเฉพาะนั้น ซึ่งในกรณีนี้ก็จะเป็น พ.ร.บ. กสทช. ซึ่งจะให้อำนาจกับ กสทช. ไว้นะคะ แต่กฎหมาย กสทช. เองก็มีปัญหาอีกเช่นเดียวกัน เนื่องจากว่าได้มีการออกกฎหมายลูกที่ เกี่ยวข้องมี ๒ ฉบับด้วยกัน ฉบับแรกเป็นประกาศเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การป้องกัน การผูกขาดตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ฉบับนี้ได้มีการพูดเรื่องของการขออนุญาตอย่างชัดเจน หากจะต้องมีการซื้อหุ้นหรือว่าในถ้อยคำของประกาศใช้คำว่าการถือครองธุรกิจในบริการ ประเภทเดียวกัน โดยการเข้าซื้อหรือว่าถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ ๑๐ จำเป็นที่จะต้องมีการ ขออนุญาต แต่ในขณะเดียวกันก็มีประกาศอีกฉบับหนึ่งที่ว่าด้วยการรวมกิจการ พ.ศ. ๒๕๖๑ ที่มีการแก้ไขในเรื่องของการขออนุญาตเปลี่ยนไปเป็นการรายงานเท่ากับว่าเป็นการผ่อนปรน เงื่อนไข แล้วก็เอื้อให้การควบรวมกิจการนั้นเป็นไปได้ง่ายขึ้น ก็แค่เพียงรายงานให้ กสทช. ทราบ ไม่จำเป็นที่จะต้องขออนุญาต เมื่อไม่ต้องขออนุญาตก็เท่ากับว่า กสทช. ไม่มีอำนาจ ในการยับยั้ง เพียงแค่มีอำนาจในการออกมาตรการเฉพาะ หรือว่าเงื่อนไขเพื่อรักษาระดับ การแข่งขันเอาไว้เท่านั้นเอง ซึ่งตรงนี้ก็ทำให้เกิดข้อกังวลว่าสรุปแล้วการควบรวมกิจการที่จะ ส่งผลกระทบกับชีวิต กับผลประโยชน์ของประชาชนกับประเทศขนาดนี้ยังจำเป็นจะต้อง มีการขออนุญาตหรือไม่ หรือว่าสามารถกระทำได้โดยที่ไม่ต้องมีการกำกับดูแลแต่อย่างใด ส่วนคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าเองจริง ๆ แล้วถึงแม้ว่าทางบอร์ด (Board) กขค. จะได้ มีการออกมาปฏิเสธว่าไม่มีอำนาจในการเข้ามาพิจารณาในเรื่องนี้ แต่จริง ๆ แล้วก็ยังสามารถ แสดงบทบาทหน้าที่ในการเข้ามาสอดส่องในการป้องกันการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการค้า ที่อาจจะกระทบกับการแข่งขันที่เป็นธรรมได้ ก็คือแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อป้องกันการฮั้วกันนั่นเอง ของระหว่างทั้ง ๒ เจ้า เพราะว่าอะไร เพราะว่าการควบบริษัทอันนี้จะไม่ได้เป็นแค่การรวม แล้วเป็นบริษัทหนึ่งไปรวมกับอีกบริษัทหนึ่งก็คือบริษัทเอไปรวมกับบริษัทบีกลายเป็นบริษัทเอ เพราะการรวมครั้งนี้จะเป็นการรวมแล้วเกิดบริษัทใหม่ขึ้นมา เท่ากับว่าเขาจะต้องรวมกัน ในทุก ๆ มิติของการดำเนินกิจการ ดังนั้นในกระบวนการเจรจามันจะต้องมีขั้นตอนที่เรียกว่า การทำ ดิว ดิลิเจนซ์ (Due Diligence) ก็คือการตรวจสอบกิจการซึ่งกันและกัน ในระหว่างนั้น มันจะมีโอกาสมาก แล้วก็สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดพฤติกรรมที่เข้าข่ายการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม อาจจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกที่เกี่ยวกับราคาหรือว่าเงื่อนไขการให้บริการ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแผนการลงทุนต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้อาจจะ ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผู้บริโภคแล้วก็การแข่งขัน ถึงแม้ว่าในท้ายที่สุดการควบรวม กิจการอาจจะไม่บรรลุผลสำเร็จเลยก็ตาม ดังนั้นความกังวลของภาคประชาชน ของประชาชนเองก็ดีที่กังวลในเรื่องของการกำกับดูแล ที่อาจจะย่อหย่อนหละหลวมของทั้ง กสทช. แล้วก็คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า จึงเป็น เหตุผลหลักที่สภาแห่งนี้จำเป็นจะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อเข้ามากำกับดูแล ตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง เพราะอันนี้แทบจะเป็นเครื่องมือเดียวที่เหลืออยู่ในการที่จะกำกับ ตรวจสอบองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลกิจการอื่น ๆ อีกทีหนึ่ง
ส่วนเหตุผลข้อที่ ๒ ที่เราจำเป็นที่จะต้องใช้กลไกของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ก็คือว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างที่จะต้องมีความซับซ้อนในเชิงเทคนิคที่ต้องการความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะใน ๒ เรื่องด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของธุรกิจโทรคมนาคมเองก็ดี ที่ก็มีความซับซ้อน หรือว่าในเรื่องของกฎหมาย เรื่องของการแข่งขันทางการค้าที่จะต้องมี การวิเคราะห์ที่ค่อนข้างซับซ้อน แล้วก็มีเทคนิคเช่นเดียวกันทำให้เราจำเป็นจะต้องใช้กลไก ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก
แล้วก็เหตุผลข้อที่ ๓ ที่สำคัญก็คือว่าผลการดำเนินงานที่ผ่านมาขององค์กร กำกับดูแลนี้อาจจะทำให้เราขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ นอกจากกรณีที่เพิ่งเกิดขึ้นอย่างกรณี การควบรวมการค้าปลีกของระหว่างซีพี (CP) กับเทสโก้ (TESCO) แล้ว ที่จะทำให้เราเกิด ความไม่เชื่อมั่นขององค์กรอิสระที่ทำหน้าที่กำกับดูแลอย่างคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า สำหรับ กสทช. เองก็ไม่แพ้กัน แล้วตลอดเกือบ ๆ ๑๐ ปี หรือว่ากว่า ๑๐ ปีที่คณะกรรมการ กสทช. ชุดนี้ปฏิบัติหน้าที่มาก็มีหลายกรณีด้วยกันที่ทำให้เราเกิดความกังวล ไม่ว่าจะเป็นกรณี ล่าสุดที่มีการยืดหนี้ค่าประมูล ๔ จี (4G) ให้กับผู้ได้รับใบอนุญาต โดยยืดออกไป ๑๐ ปี โดยที่ไม่มีดอกเบี้ยจากเดิมต้องผ่อนชำระภายใน ๔ ปี กรณีนี้นี่อาจจะไม่ใช่เป็นกรณีที่บอร์ด (Board) เป็นคนตัดสินใจ แต่เป็นกรณีที่บอร์ด (Board) เองถูกแทรกแซงโดย คสช. จากการออก มาตรา ๔๔ คำสั่ง ที่ ๔/๒๕๖๒ ให้ผ่อนชำระค่าประมูลได้ และในกรณีนั้นยังมีการให้อำนาจ กับเลขาธิการ กสทช. ข้ามหัวบอร์ด กสทช. อีกทีหนึ่ง แต่ว่าในกรณีนั้นเราพบเห็นกรณี ที่บอร์ด (Board) กลับเพิกเฉยแล้วก็ยอมให้ถูกกระทำโดยที่ไม่ออกมาปกป้องผลประโยชน์ ของรัฐแล้วก็ประชาชน แถมยังเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือด้วยว่านี่เป็นการแก้ไขกติกาหลัง ประมูล ทำให้ไม่เป็นธรรมกับผู้เข้าร่วมประมูลรายอื่น ๆ หรือเอกชนที่อาจจะมี ศักยภาพในการเข้าร่วมประมูล ในคำสั่งฉบับเดียวกัน ๔/๒๕๖๒ นะคะ ก็มีอยู่ข้อหนึ่งที่พูดถึง เรื่องว่าเป็นการยกหนี้ที่กระทรวงการคลังใช้เงินของกองทุนวิจัยและพัฒนาของ กสทช. เช่นเดียวกัน ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีการใช้ประกาศ คสช. ฉบับที่ ๘๐/๒๕๕๗ แก้ พ.ร.บ. กสทช. เพื่อที่จะหยิบล้วงเอาเงินของกองทุนวิจัยและพัฒนา โดยการใช้ประกาศนี้แก้มาตรา ๕๒ (๖) เพื่อแก้วัตถุประสงค์ในการใช้เงินกองทุน เพื่อที่จะให้กระทรวงการคลังสามารถนำเงินออกไป ส่วนหนึ่งได้ พอมาในปี ๒๕๖๒ ก็ใช้คำสั่ง ของ คสช. อีกเช่นเดียวกันในการยกหนี้ให้กับ ตัวเองว่ากระทรวงการคลังไม่ต้องส่งเงินคืนในส่วนที่เหลือที่ยืมจากกองทุนวิจัยและพัฒนา ของ กสทช. นี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่บอร์ด (Board) กสทช. ยินยอมให้ทางฝ่ายรัฐบาล ในขณะนั้นเข้ามาแทรกแซงกิจการของตนเอง โดยที่ไม่ได้ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ก่อนหน้านั้นก็มีอีกในกรณีของการประมูล ๓ จี (3G) เมื่อเกือบ ๑๐ ปีที่แล้วก็จะมีข้อครหาว่า มีผู้เข้าประมูลเพียงแค่ ๓ ราย แล้วก็ใบอนุญาตที่มีการเปิดประมูลนั้นมีอยู่ ๙ ใบ แล้วก็บังคับ ให้ประมูลเจ้าละ ๓ ใบ พอดีก็เท่ากับว่าจำนวนใบอนุญาตเท่ากับจำนวนของผู้ที่เข้าประมูลพอดี ทำให้ได้รับเงินจากการประมูลต ่าเกินจริง แถมยังมีการตั้งราคาที่ต ่าเกินไปด้วย สุดท้ายการประมูล ก็จบลงอย่างรวดเร็ว แล้วก็ไม่มีการบิด (Bid) ราคาแข่งขันกันสักเท่าไร แล้วก็ได้ราคาที่สูงกว่า ราคาเริ่มต้นเพียงแค่ไม่ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง
หลังจากนั้น กสทช. เองก็ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมากว่ามีการประมูล ที่ได้ราคาต ่าเกินจริง ทำให้มีคำสั่งออกมาให้โอเพอเรเตอร์ (Operator) ต่าง ๆ ลดราคาของ ค่าบริการลงมา ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่สุดท้ายโอเพอเรเตอร์ (Operator) ก็ลดราคาจริง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเพียงแค่สำหรับแพ็กเกจ (Package) ที่เป็นแพ็กเกจ (Package) ที่ไม่มีใครใช้งานเท่านั้น ก็เท่ากับว่าเป็นอีกหนึ่งกรณีที่ กสทช. นั้นไม่ได้ใช้อำนาจในการกำกับดูแลของตัวเอง อย่างเต็มที่ เคส (Case) สุดท้าย เป็นเคส (Case) เรื่องของ กสท. หรือว่า แคต เทเลคอม (CAT Telecom) กับบริษัทบีเอฟเคที ซึ่งอยู่ในกลุ่มทรู ซึ่งตอนนั้นมีกรณีที่พยายาม ที่จะเลี่ยงกฎหมายในการเลี่ยงการเป็นสัมปทาน โดยให้ กสท. หรือว่า แคท เทเลคอม (CAT Telecom) เป็นผู้มาเช่าเครือข่ายของบริษัทบีเอฟเคทีในกลุ่มทรู ส่วนแคท เทเลคอม (CAT Telecom) ก็เอาความจุของเครือข่ายมาให้กับฮัทช์ซึ่งก็อยู่ในกลุ่มทรูเช่นเดียวกัน มาทำหน้าที่ในการโอเปอเรต (Operate) อีกทีหนึ่ง เท่ากับว่าตอนนั้นแคท เทเลคอม (CAT Telecom) อยู่เฉย ๆ เป็นเสือนอนกินโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลยแต่ก็สามารถมีรายได้ ในขณะที่บีเอฟเคที ในเครือทรูก็หลีกเลี่ยงการที่จะเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการ แล้วก็ไม่จำเป็น ที่จะต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือว่าเงินที่จะต้องจ่ายเข้ากับกองทุนวิจัยและพัฒนาประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ แล้วก็หลีกเลี่ยงตรงนั้นได้ เพราะว่าสุดท้ายแล้วที่ประชุมของ กทค. ในขณะนั้นก็มีมติบอกว่า บีเอฟเคที ไม่ถือว่าเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคม เพราะว่า ตามนิยามแล้วการประกอบกิจการโทรคมนาคมคือการให้บริการกับบุคคลทั่วไป แต่การให้บริการของบีเอฟเคทีนั้น ให้บริการแต่เพียงแค่เจ้าเดียวคือแคท เทเลคอม (CAT Telecom) ก็ไม่ถือว่าเป็นการประกอบกิจการโทรคมนาคม แล้วก็ไม่จำเป็นที่จะต้อง เสียค่าธรรมเนียมหรือว่าจ่ายเงินเข้ากองทุนยูโซ (USO) เหมือนกับผู้ให้บริการธุรกิจ โทรคมนาคมเจ้าอื่นค่ะ ดิฉันได้แสดงตัวอย่างกรณีต่าง ๆ ที่องค์กรกำกับดูแลนั้นอาจจะไม่ได้ ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มภาคภูมินะคะ จึงเป็นเหตุผลเพื่อสนับสนุนว่าเราควรที่จะต้อง แต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบกรณีการควบรวมกิจการโทรคมนาคม บริษัททรูคอร์ปอเรชั่น และบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ เพื่อเป็นการตรวจสอบคู่ขนานไป เพื่อเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญค่ะ ขอบคุณค่ะ