พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือเกี่ยวกับการจัดหมวดหมู่กองทุนที่ไม่เหมาะสม โดยชี้ให้เห็นว่าเงินในกองทุนส่วนใหญ่เป็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ใช่เงินแผ่นดิน จึงควรมีการแยกประเภทให้ชัดเจนเพื่อให้การวิเคราะห reverses งบประมาณและระบบการคลังมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมเสนอให้เชิญผู้จัดการกองทุนกว่า 100 กองทุนมาชี้แจงข้อมูลปีละหนึ่งครั้ง เพื่อเสริมการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานอย่างรอบด้าน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมขอขอบคุณกรมบัญชีกลางนะครับที่ได้ทำรายงานฉบับนี้ โดยรวบรวมข้อมูลของของกองทุนต่าง ๆ ทั้ง ๑๑๕ กองทุนมาไว้ด้วยกันนะครับ ซึ่งจะเป็น ประโยชน์ต่อผู้ที่จะศึกษาเรื่องเกี่ยวกับกองทุนของหน่วยงานต่าง ๆ นะครับ กองทุนต่าง ๆ ที่เรามีอยู่ร้อยกว่ากองทุนเหล่านี้นะครับ แท้ที่จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของระบบการคลัง เป็นส่วนเสริมของระบบงบประมาณแผ่นดินที่เราดูแลกันในแต่ละปี ซึ่งมีงบ ๓ ล้านล้านบาท แต่ว่าของกองทุนต่าง ๆ ที่ท่านรวบรวมมาตัวเลขนี้กระโดดไปถึง ๔ ล้านล้านบาทนะครับ ก็ดูประหนึ่งเหมือนกับว่าเงินในกองทุนเหล่านี้มีมากมายมหาศาลนะครับ แล้วก็เป็นที่เข้าใจ กันว่าน่าจะเอามาใช้ประโยชน์มากกว่านี้นะครับ ซึ่งกระผมเองก็คิดว่าข้อมูลที่ท่านรวบรวมไว้ ซึ่งก็เป็นไปตามกฎหมายว่าจะต้องทำภาพรวมนี่ ภาพรวมที่ว่านี้หากท่านทำในลักษณะนี้มัน จะทำให้เกิดความไขว้เขวว่าเงินเรามีเยอะและเราควรต้องมาจัดการให้ดีกว่านี้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ในบรรดา ๔ ล้านล้านบาทที่เรามีปรากฏอยู่ กว่าครึ่งเป็นของกองทุนประกันสังคมนะครับ กองทุนประกันสังคมเป็นเงินของลูกจ้างที่เขาจ่ายสะสมแล้วรัฐก็สมทบนายจ้างก็จ่ายสมทบ เพราะฉะนั้นจริง ๆ เงินกว่าครึ่งเราไปแตะต้องไม่ได้ ไม่ควรจะอยู่ในรูปของกองทุนที่ท่านมา รวบรวมไว้ในที่นี้นะครับ หรือแม้กระทั่งกองทุน กบข. ของข้าราชการเป็นเงินออมของเขาที่เขา ใช้เก็บเพื่อยามเกษียณนะครับ มีเงินกว่า ๑ ล้านล้านบาท ก็เป็นอีกก้อนหนึ่งที่เราไปแตะต้องไม่ได้ นะครับ ท่านก็จะเห็นได้ว่าใน ๔ ล้านล้านบาทที่ท่านรวบรวมมา สองในสาม สามในสี่ไม่ใช่ เงินของรัฐบาลนะครับ เป็นเงินที่มันมีฐานะ มีกฎหมายที่บังคับอยู่แล้วว่าเป็นเงินของผู้ที่มี ผมใช้คำว่าสเตกโฮลเดอร์ (Stakeholder) ก็คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือแม้กระทั่งเงินที่มี ฐานะเป็นนิติบุคคลต่าง ๆ ก็มักจะมีกฎหมายรองรับอย่างเช่น เงินของกองทุนน ้ามันที่จะไม่มีการ กู้เงินต่อไปในเดือนหน้านี้มีเงินกว่า ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วก็ฝากไว้ที่กระทรวงการคลัง กระทรวงการคลังก็เก็บเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเงินคงคลัง ก็เป็นอีกก้อนหนึ่งที่เราไปแตะต้อง ไม่ได้ เพราะว่ามีกฎหมายบังคับเฉพาะอยู่แล้วว่าไม่อาจที่จะใช้เพื่อการอื่นก็ต้องใช้เพื่อพยุง ราคาน ้ามันเท่านั้นเป็นต้น เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะขอเน้นในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของการ จัดหมวดหมู่ของกองทุนครับว่าที่ท่านจัดหมวดหมู่มา ๕-๖ ประเภทนั้น มันไม่เกิดประโยชน์ ในการวิเคราะห์หรือประเมินนะครับ จริง ๆ ท่านจะต้องเลือกเฉพาะกองทุนที่มีลักษณะคล้าย กับงบประมาณ คือมีแหล่งรายได้หลักมาจากรัฐบาลหรือไม่ก็เป็นรายได้ที่รัฐบาลกำหนดให้ แล้วก็เป็นงานในลักษณะที่เป็นลักษณะส่งเสริมสนับสนุนนโยบายมากกว่าที่มีอยู่แล้วของ กองทุนประกันสังคมก็ดี กบข. ก็ดีนะครับหรือกองทุนอีกหลาย ๆ กองทุนที่เขามีกฎหมาย รองรับอยู่แล้ว ท่านจะต้องจัดอีกหมวดหมู่หนึ่ง แล้วก็ถือว่ามีลักษณะที่เหมือนกับเป็น รัฐวิสาหกิจอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็อยากจะขออนุญาตฝากประเด็นนี้ไว้ว่า ในการจัด หมวดหมู่ครั้งต่อไป หากท่านจะมีการจัดหมวดหมู่ให้ชัดเจนกว่านี้ เราก็จะเห็นประโยชน์ ในส่วนนี้จะเป็นการขยายบทบาทของการวิเคราะห์ของท่านที่จะช่วยในการวิเคราะห์ งบประมาณ วิเคราะห์ระบบการคลัง เพราะทุกวันนี้มีปัญหาว่า เราอาจจะมีการพยายามจะ ใช้เงินในระบบงบประมาณแผ่นดิน แต่เมื่อจ่ายไปแล้วจะไปจมอยู่ในกองทุนต่าง ๆ แล้วก็ ไม่ออกไปนอกระบบ ก็คือไม่ออกในระบบออกไปอยู่ในระบบเอกชนเป็นตัวพัก เป็นบ่อพัก ของเงินราชการของเงินแผ่นดินซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพของการใช้จ่าย มันก็จะไม่ได้ตามที่ เราประสงค์นะครับ เพราะฉะนั้นการวิเคราะห์ในส่วนนี้ให้มันชัดเจนกว่านี้ก็จะช่วย ในขณะเดียวกันจริง ๆ แล้ว ถ้าเราจะวิเคราะห์เรื่องต่อไปยังมีเงินอีกหลายประเภท ที่มีลักษณะคล้าย ๆ กับเงินกองทุนที่เราว่ากันในนี้นะครับ ก็อย่างเช่นเงินทุนหรือเงิน ในหน่วยงานต่าง ๆ ที่เรียกว่า เงินนอกงบประมาณจะมีวิธีการไหนไหมครับ ที่เราจะจัดข้อมูล เหล่านี้ให้มาอยู่ด้วยกัน เราจะได้เห็นชัดคำว่า เงินนอกงบประมาณเหล่านั้นมีจำนวนเท่าใด อย่างเช่น เงินเกี่ยวกับเรื่องของการศึกษา มหาวิทยาลัยต่าง ๆ โรงเรียนต่าง ๆ มีเงินจาก ค่าเล่าเรียนที่เป็นเงินนอกงบประมาณ จริง ๆ บัญชีเหล่านั้นก็เป็นบัญชีเงินทุนหมุนเวียน เหมือนกัน เพียงแต่ว่าท่านไม่ได้รองรับไว้นะครับ เพราะฉะนั้นเอาเป็นว่าในช่วงต้น ท่านอาจจะดูเฉพาะเงินที่มาจากงบประมาณก่อนก็ได้ ว่าเงินที่เราจ่ายจากงบประมาณเข้าสู่กองทุน กองทุนเหล่านี้มีพฤติกรรมในการเบิกจ่ายในการ ใช้จ่าย ในการจ่ายเงินให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลอย่างไร เพื่อให้ท่านได้ปฏิบัติตาม หน้าที่ ตามภารกิจที่มีปรากฏอยู่ใน พ.ร.บ. เงินทุนหมุนเวียนนะครับ ผมก็คิดว่าข้อมูลที่ท่าน ให้มาก็เป็นประโยชน์ แต่ว่ายังมีโอกาสที่จะปรับปรุงข้อมูลเหล่านั้นได้ อย่างเช่น ที่ท่านระบุ ชื่อคณะกรรมการต่าง ๆ ในแต่ละกองทุนเพื่อจะให้เกิดแอ็กเคานทะบิลิตี (Accountability) หรือเกิดความรับผิดชอบ ท่านระบุชื่อมาเลยครับว่าใครขับบ้างที่เป็นผู้บริหารกองทุน อย่าระบุแต่ตำแหน่ง อย่าระบุแต่ผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้น ระบุชื่อเลยครับว่าเป็น นาย ก นาย ข นาย ค เพื่อจะให้เกิดการติดตามดูแลกันว่า ท่านใดทำงานจริงหรือเปล่าหรือไม่จริง มันจะเป็นหลักฐานในการประเมินผลได้ต่อไปนะครับ อันนี้ก็จะเป็นวิธีการหนึ่งที่จะทำให้ การบริหารกองทุนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สุดท้ายครับท่านประธาน กองทุนต่าง ๆ ทั้ง ๑๐๐ กว่ากองทุนจริง ๆ ควรจะ ส่งต่อไปให้คณะกรรมาธิการการเงินการคลังของสภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญผู้จัดการกองทุน แต่ละกองทุนมานำเสนอ เหมือนกับที่เรามีกรรมาธิการงบประมาณวิสามัญที่พิจารณา งบประมาณประจำปีเราก็เชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาชี้แจงนำเสนอฉันใด กองทุนเหล่านี้ ควรจะต้องให้คณะกรรมาธิการการเงินการคลัง ได้เชิญมาชี้แจงให้ข้อมูลนะครับ แต่ละแห่ง ควรจะอย่างน้อยมาชี้แจงปีละหนึ่งครั้ง ก็จะทำให้เราสามารถที่จะให้เกิดการติดตาม และประเมินผลการทำงานของกองทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นครับ ขอบพระคุณมากครับ