จุติ ไกรฤกษ์ ชี้แจงการช่วยเหลือประชาชนกว่า 654,395 ครอบครัวผ่านมาตรการของกระทรวง พม. ย้ำความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล แม้ต้องคำนึงถึงความลับในงานสังคมสงเคราะห์ พร้อมยืนยันไม่มีการหักหลังองค์กรเอกชน แต่ทำงานร่วมกันอย่างเป็นธรรม โดยเน้นบทบาทสำคัญของภาคประชาชนกว่า 200 องค์กร ที่ร่วมขับเคลื่อนงานช่วงโควิด ซึ่งแม้ภาวะเศรษฐกิจโลกส่งผลให้งบประมาณลดลง แต่ได้จัดสรรเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง พร้อมเรียกร้องความร่วมมือทุกฝ่ายเพื่อแก้ปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน
ฉะนั้นในเรื่องของการช่วยเหลือเฉพาะหน้าซึ่งได้ช่วยเหลือประชาชนไป ๖๕๔,๓๙๕ ครอบครัวนะครับ อยากจะกราบเรียนเหตุผลเพิ่มเติมนอกเหนือจากเอกสารที่ทำ ไปแล้วคือว่ากระทรวง พม. อยู่ระหว่างเขาควายของความคิด ส่วนหนึ่งก็บอกว่าถ้าถูกต้อง แล้วต้องไม่ไปเปิดเผยว่าไปช่วยเหลือใครเพราะเป็นเรื่องของสังคมสงเคราะห์ แต่ในอีกประเด็นหนึ่งก็คือมองว่าถ้าไม่เปิดเผยว่าช่วยใครก็มองว่าเราละเลยไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องให้ข้อมูลกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับ
ในส่วนที่ ๒ คือท่านมีความสนใจมากคือเรื่องของร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและ พัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม พ.ศ. .... ก็ด้วยความเคารพว่าร่างนี้กราบเรียนท่านประธานว่า ชื่อมันชัดเจนว่าเป็น พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมชัดเจนนะครับ แล้วก็ ในนี้ก็มีโครงสร้างอยู่ ๔ หมวด หมวดที่ ๑ คือคณะกรรมการส่งเสริมพัฒนาองค์กร ภาคประชาสังคม หมวดที่ ๒ คือสำนักงานส่งเสริมพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม หมวดที่ ๓ คือการส่งเสริมพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคม หมวดที่ ๔ คือการติดตามและประเมินผล การดำเนินงานขององค์กรภาคประชาสังคม อยากจะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า ประเด็นที่มีความห่วงใยผมคิดว่าวิตกไปก่อนที่ พ.ร.บ. จะเข้าสภานะครับ ผมเป็นคนที่เคารพ สภาอย่างสูง แล้วผมเชื่อว่าทุกอย่างที่เข้าสภามีการเปลี่ยนแปลงได้ แล้วก็ท่าน ส.ส. ทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องก็สามารถแปรญัตติ สามารถเปลี่ยนแปลงถ้อยคำหรือแม้กระทั่ง เนื้อหาที่ท่านพอใจหรือไม่พอใจ โดยการที่ท่านเป็นตัวแทนประชาชนภาคประชาสังคมอยู่ แล้วก็สามารถแก้ไขใน พ.ร.บ. นี้ได้นะครับ แต่อีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าเป็นการกล่าว ค่อนข้างจะรุนแรงสำหรับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์คือ ว่าเราหักหลัง องค์กรเอกชนที่ทำงานด้วยนะครับ ผมยืนยันกับท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าเครือข่ายและองค์กรภาคประชาสังคมมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการทำงานเพื่อประชาชนนะครับ ผมยืนยันว่ากระทรวง พม. ทำงานเองไม่ได้ครับ ไม่ได้ ถ้าปราศจากองค์กรภาคประชาชน ถ้าปราศจากภาคเอกชน ถ้าปราศจากงบประมาณรัฐบาล ที่มา มันต้องมีหลาย ๆ ส่วนเข้าหากัน รถยังต้องวิ่ง ๔ ล้อ รถวิ่งล้อเดียวคงวิ่งไม่ได้รถต้องวิ่งด้วย ๔ ล้อ ดังนั้นผมคิดว่าทุกส่วนจำเป็นหมดนะครับ
ประการต่อมาที่ท่านบอกว่าเราหักหลังองค์กรเอกชนนั้นก็ยืนยันว่าไม่เป็น ความจริงแม้แต่นิดเดียว ที่ต้องปฏิเสธเพราะว่าผมมีหลักฐานที่จะพิสูจน์ให้ได้ว่าการทำงาน ในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (Corona) เราทำงานลงพื้นที่หนัก มากว่ามีประชาชนถึง ๖๐๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือนที่ได้รับประโยชน์จากการเข้าไปดูแลของ กระทรวง พม. นอกจากนั้นแล้วอยากจะบอกว่าในกระทรวง พม. นั้นเราได้มีการทำบันทึก ท่านประธานครับ มีการประเมินว่าทุกเครือข่าย ทุกองค์กรที่ทำงานกับกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์นั้นเราลงบันทึกไว้นะครับ เพื่อที่จะได้ประเมินว่าวันหนึ่ง ถ้ากระทรวง พม. เหลืองบประมาณน้อย ผมกราบเรียนท่านประธานได้เลยว่าวันนี้แนวโน้ม ที่ผมประเมินไว้น่าจะแม่นยำ โดยที่ไม่อยากจะให้แม่นยำว่าเศรษฐกิจโลกจะมีปัญหาไปอีก ๒ ปี และปัญหาการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐไม่เว้นประเทศไทยก็มีปัญหาไปอย่างน้อยอีก ๒ ปี ดังนั้นเมื่อมีปัญหาแล้วก็หมายความว่างบประมาณจะลดลง ดังนั้นที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติบอกว่างบประมาณของกระทรวง พม. ที่ลดลงผมกราบเรียนท่านว่าลดลง ก็เพราะว่าเอาเงินที่ลดนั้นไปช่วยประชาชนเรื่องโควิด (COVID) ทั้งหมดนะครับ ไม่ได้ลง เพราะว่าไปช่วยเหลือน้อยลง แต่ว่าได้เน้นพุ่งเป้าไปที่ว่าผู้ประสบภัยเรื่องโควิด (COVID) นั้น ต้องได้รับการช่วยเหลือก่อนแล้วก็มากที่สุด
ประการต่อมาอยากจะกราบเรียนว่าองค์กรที่เราทำด้วยทั้งประเทศต้องเรียน เลยว่าทั้งเครือข่าย ทั้งองค์กรภาคประชาชนมีประมาณหมื่นกว่าองค์กรที่ขึ้นทะเบียน และไม่ขึ้นทะเบียนครับ ในหมื่นองค์กรนี้ผมเอาแค่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการว่าในหมื่น กว่าองค์กรนี้เราได้ทำงานโดยมีการบันทึก เอาเฉพาะที่มีผลงานนะครับ เราทำงานกับ หลายพันองค์กร แต่ที่มีผลงานที่จับต้องได้และประชาชนได้ประโยชน์มีอยู่ ๒๓๗ องค์กร ดังนั้นเรายืนยันว่าองค์กรภาคประชาชนนั้นมีประโยชน์ องค์กรภาคประชาสังคมทุกอย่าง มีประโยชน์ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน แล้วก็ต้องกราบเรียนว่าหลายสิ่งหลายอย่าง เราทำงานในช่วงของโควิด (COVID) ก็หนีไม่พ้นเรื่องของการเมือง ท่านประธานครับ แต่ผมได้ให้นโยบายไปว่าเราไม่มีสี ไม่มีพรรค ไม่มีกลุ่ม ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ใครช่วย ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเราเอาด้วยหมด ฉะนั้นผมขอยืนยันว่าเราไม่ได้หักหลังองค์กร ภาคเอกชนนะครับ แล้วก็หวังว่าองค์กรภาคประชาชนนั้นจะได้รับการชี้แจง ผ่านท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติว่าเราพร้อมทำงานกับท่านเต็มที่ แล้วเราก็เชื่อว่าประเทศไทยนั้นต้องทำงาน ควบคู่กันไปครับ ไม่สามารถทำคนเดียวได้ ก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ