ประเสริฐพงษ์ ชี้ร่างกฎหมายเอ็นจีโอขัดเจตนารมณ์ประชาธิปไตย

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๔

ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ตั้งข้อกังวลต่อร่างกฎหมายองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มีลักษณะควบคุมภาคประชาชนเกินควร ละเมิดสิทธิเสรีภาพและเสริมอำนาจรัฐโดยพลการ พร้อมเรียกร้องให้กระทรวง พม. ทบทวนและร่วมมือกับภาคสังคมอย่างเท่าเทียมแทนการจำกัดบทบาทเอ็นจีโอและองค์กรชุมชน

นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ปัจจุบันพรรคก้าวไกล ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่สละเวลามาตอบคำถามที่น่าจะเป็น ประโยชน์กับพี่น้องประชาชนครับ สำหรับกระทู้ที่กราบเรียนท่านประธานสภาเพื่อให้ ท่านรัฐมนตรีถามก็เป็นเอกสารซึ่งเข้าใจว่าท่านรัฐมนตรีน่าจะอ่านล่วงหน้ามาแล้ว ซึ่งขออนุญาต ทบทวนเพื่อจะให้ท่านได้ตอบคำถามได้ตรงกับคำถามที่โดนใจพี่น้องประชาชน เพราะว่า การดำเนินงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยเฉพาะ ในร่างกฎหมายว่าด้วยการดำเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกำไรมาแบ่งปันกัน ซึ่งกระทรวง พม. รับผิดชอบอยู่โดยตรง ซึ่งท่านก็มีวิสัยทัศน์ว่าท่านสร้างสังคมดีคนมีคุณภาพ ซึ่งการยกร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวซึ่งเป็นข่าวฮือฮาในโซเชียล (Social) ในกระแสสังคม ที่องค์กรภาคเอกชนหรือเอ็นจีโอ นอนกัฟเวิร์นเมนต์ ออแกไนเซชัน (NGO : Non-Government Organization) และองค์กรอื่น ๆ อีกเยอะแยะที่มีรูปแบบของการแสดงเจตนาของกฎหมาย ที่มีลักษณะการควบคุม ปิดกั้น จำกัดสิทธิเสรีภาพ ซึ่งบังคับให้มีการจดแจ้งจดทะเบียน กับเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่ากับไปลดทอนบทบาทไม่ให้ความสำคัญกับกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะ กลุ่มเปราะบางทางสังคม แล้วท่านก็มีการปรับลดงบประมาณตรงนี้ด้วยนะครับ ซึ่งต้องขอ เท้าความไปว่าการที่กระทรวง พม. มีความรับผิดชอบเรื่องการยกร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว จากภาพหน้าจอที่มีเหตุผลจะมีถ้อยคำที่เต็มไปด้วยอคติ เช่น ปราศจากไถยจิตแอบแฝง ซึ่งเป็นการยกร่างเหตุผลในแง่ของการมองภาคประชาชนในแง่ลบ มีความเป็นอคติ ซึ่งเอาหลักคิดว่ารัฐเป็นใหญ่ ข้าราชการเป็นใหญ่ว่าเป็นใหญ่กว่าองค์กรเอกชน ซึ่งผมคิดว่า มันไม่น่าจะเกิดในสังคมยุคนี้ แล้วกระทรวง พม. เองจะไม่มีทางสำเร็จงานได้เลยว่า ถ้าขาดหุ้นส่วนการพัฒนาทั้งท้องถิ่นและเอ็นจีโอ (NGO) ซึ่งรัฐบาลประชาธิปไตยต่าง ๆ ก็ให้สิทธิเสรีภาพการแสดงออกของการรวมกลุ่มและสร้างความเข้มแข็งของชุมชนทั้งนั้น การจะปฏิบัติต่อองค์กรภาคประชาคมต้องเป็นหุ้นส่วนนะครับ ตกลงท่านมองประชาชน เป็นลูกน้องหรือเป็นลูกไล่ เจ้าหน้าที่ของรัฐเองกระทรวง พม. ก็เคยมีอดีตที่ไม่น่าชื่นชมนักครับ เพราะว่ามีข่าวใหญ่โตในแง่ของการทุจริตคอร์รัปชันมาแล้ว แล้วตอนนี้ร่างกฎหมายจะไม่ให้ ใช้ดุลยพินิจทำให้ยิ่งน่าเกลียดไปใหญ่นะครับ มีการใช้อำนาจในร่างกฎหมายโดยพลการ ไม่ว่าจะเป็นการยุติคดีหรือดำเนินคดีอาญา แล้วก็นิยามร่างกฎหมายฉบับนี้องค์กรไม่แสวงหา กำไรมันมีความหมายครอบคลุมกว้างมากครับ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักศึกษา องค์กรชุมชน กลุ่มผู้ประท้วง กลุ่มศิลปะ กลุ่มดนตรี องค์กรชนเผ่า ซึ่งต้องถูกบังคับให้จดทะเบียนในทางปฏิบัติ ผมคิดว่าทำไม่ได้แน่นอน ขัดหลักสิทธิมนุษยชน เพราะว่าไม่ควรจะมีเรื่องของการบังคับ การจดทะเบียน ในต่างประเทศเขาจูงใจให้ขึ้นทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีกฎหมายรองรับ มีการตรวจบัญชี มีสิทธิรับประโยชน์ของรัฐด้วยอยู่แล้วนะครับ และปัจจุบันประเทศไทย เราเองเราก็ให้องค์กรเอกชนสามารถขับเคลื่อนเพื่ออุดช่องว่างภารกิจงานของรัฐที่บกพร่อง เยอะแยะนะครับ มีตัวอย่างของความล้มเหลว ล่าช้าของการบังคับจดทะเบียนของ สภาคุ้มครองผู้บริโภคมาแล้วครับ แล้วในร่างก็มีโทษอาญาร้ายแรงกรณีที่ไม่ขึ้นทะเบียน ซึ่งก็ไม่ได้สัดส่วนกับความผิดซึ่งต่างกับต่างประเทศนะครับ ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ในองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร แล้วเจ้าหน้าที่รัฐเองสามารถเข้าถึงการสื่อสารในองค์กรด้วย ท่านประธานครับ ผมคิดว่าวันนี้ถ้าผมจะถามท่านประธานผ่านไปถึงรัฐมนตรีว่าถ้าผมจะขอดู อีเมล์ (e-Mail) ท่านรัฐมนตรีท่านจะให้ดูไหม ง่าย ๆ เลยครับ เพราะว่าตามร่างมาตรา ๖ วรรคสามเท่ากับการสอดแนมนะครับ เป็นยุคเกสตาโป (Gestapo) แน่ ๆ แล้วเข้าไป ในสำนักงานเขาได้ด้วย เท่ากับไปละเมิดอำนาจศาลเลยนะครับ แล้วก็ให้อำนาจรัฐมนตรี ในการอนุมัติกิจกรรม แปลว่ากำลังไปกรองงาน ไปก้าวก่ายงานของภาคเอกชน ขัดหลักธรรมาภิบาล แทรกแซงเอ็นจีโอ (NGO) องค์กรที่ดูแลคนยากไร้ก็ยังมี องค์กรที่ดูแล คนพิการ สัตว์พิการ สัตว์ถูกทอดทิ้งนะครับ และองค์กรเอ็นจีโอ (NGO) เหล่านี้ล้วน แต่มีบทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและช่วยเหลือและเป็นหุ้นส่วนกันทั้งนั้น แต่กำลัง ถูกปิดปากโดยร่างกฎหมายฉบับนี้นะครับ มีอคติแน่นอนครับ ซึ่งคำว่าปราศจากไถยจิต มันเป็นเรื่องของจิตใจลักเล็กขโมยน้อยครับ แปลว่าเลือกปฏิบัติมาก ให้อำนาจมาก เพราะฉะนั้นวิธีคิดแบบรัฐรวมศูนย์โดยเฉพาะข้าราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคจะเก่ง อย่างเดียวไม่ได้นะครับ แล้วก็คงจะต้องตั้งคำถามว่าทำไมกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ต้องหักหลังองค์กรเอกชนที่เคยร่วมมือเป็นหุ้นส่วนทำงานกับ ประชาชนมาโดยตลอด ท่านจะยังผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้อีกต่อไปหรือไม่ อย่างไร ท่านจะมีแนวทางที่จะร่วมมือกับภาคประชาสังคมด้วยความราบรื่นหรือไม่นะครับ ซึ่งผมคิดว่า เมื่อวานนี้มีองค์กรภาคเอกชน ๑๙ องค์กรมายื่นหนังสือก็จะมีภาพโชว์ ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ มีเฉพาะ ๑๙ องค์กรที่มายื่นหนังสือ ผมคิดว่ายังมีอีกเยอะทั่วประเทศ ก็อยากทราบ รายละเอียดในคำถามครั้งที่ ๑ จากท่านรัฐมนตรีครับ