เกียรติ สิทธีอมร ให้ความเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ โดยเน้นย้ำความสำคัญของความเป็นธรรมในกระบวนการพิจารณา ชี้ประเด็นความแตกต่างระหว่างกรอบกฎหมายไทยกับต่างประเทศ พร้อมเสนอให้ทบทวนกรณีคำตัดสินที่ไม่เป็นธรรมอันเกิดจากข้อบกพร่องในการส่งต่อหลักฐานและตัวแทนของหน่วยงานรัฐ รวมถึงเรียกร้องให้แก้ไขต้นเหตุปัญหาแทนการออกกฎหมายใหม่ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาซ้ำซ้อน และตั้งข้อสังเกตถึงการกำหนดค่าตอบแทนของอนุญาโตตุลาการที่ไม่สอดคล้องกับมูลค่าความเสียหาย ซึ่งอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไทย
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาต ให้ความเห็นในเรื่องของร่าง พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการฉบับนี้ จริง ๆ แล้วผมเองเคยเป็น กรรมการอนุญาโตตุลาการของไอซีซี (ICC) ที่ปารีส อยู่ ๓ ปี แล้วก็เป็นประธาน อนุญาโตตุลาการการค้าไทย และเป็นคนหนึ่งที่เกี่ยวข้องในกระบวนการในการออกกฎหมาย สมัยปี ๒๕๔๕ จริง ๆ แล้วหลักของอนุญาโตตุลาการคือเป็นกระบวนการยุติธรรมทางเลือก ทางเลือกที่คู่สัญญาเห็นตรงกันว่าอยากจะไปใช้กลไกนี้เป็นหลัก ในโลกนี้มีหลายกรอบครับ อนุญาโตตุลาการไม่ใช่มีเฉพาะไอซีซี (ICC) หรือหอการค้านานาชาติ ของสหประชาชาติ ก็มีครับ อันซิทราล (UNCITRAL) และจริง ๆ โมเดลลอว์ (Model Law) กฎหมายของเรา ที่ออกมาในประเทศ ๒๕๔๕ ก็เป็นโครงสร้างเดียวกับอันซิทราล (UNCITRAL) ก็คือไม่ต้องมี กรรมการนั่งกำกับดูแลอยู่ แต่ของไอซีซี (ICC) เป็นหลักที่มีกรรมการดูแลว่าให้กระบวนการ ในการพิจารณาอนุญาโตตุลาการมีความเป็นธรรมเกิดขึ้น ทั้งหมดทุกกรอบที่ผมพูดถึง รวมทั้งกรอบของประเทศไทยด้วย ถามว่ามันทบทวนคำตัดสินได้หรือไม่ ถ้าเรามีหลักฐาน อันควรเชื่อได้ว่าเกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นในกระบวนพิจารณา คำตอบคือได้นะครับ ทบทวนอย่างไรครับ กรณีใดบ้าง
กรณีที่ ๑ ก็คือว่าหลักฐานบางอย่างไม่ได้มีการนำมาพิจารณาอย่างครบถ้วน
ประการที่ ๒ ก็ถือว่าแม้กระทั่งประเด็นข้อกฎหมายบางข้อมิได้มีการนำมา พิจารณา
และประการที่ ๓ ที่ผมเคยเห็นประสบด้วยตัวเองก็คือว่า มีการลากเรื่อง ให้คดีความหรือกระบวนการพิจารณามันลากยาวขึ้นไป เพราะมีความได้เปรียบ เสียเปรียบ ระหว่างคู่สัญญา
และประการสุดท้ายก็คือว่า ตัวอนุญาโตตุลาการเองบางท่านอาจจะ ไม่มีความเป็นกลาง หรือเสียความเป็นกลางด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง ก็มีการทบทวนได้ ฉะนั้นประเทศไทยถามว่าคดีต่าง ๆ ที่ไปผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการนี้เคยมี การทบทวนกันหรือไม่ เคยไปสู่ศาลทั้งศาลแพ่งและศาลอื่น ๆ ด้วยหรือไม่ มี และมีการทบทวนในหลายกรณีมาก คำถามก็เลยมีอยู่ว่าทำไมเรายังมีความรู้สึกว่า หน่วยงานรัฐ เมื่อไรก็แล้วแต่ไปทำสัญญาในลักษณะที่เปิดช่องให้มีการทำอนุญาโตตุลาการได้ เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น ทำไมมีความรู้สึกอย่างนั้น หรือทำไมมีความเชื่ออย่างนั้น บางคนเชื่อจริง ๆ ท่านประธาน ผมก็เรียนท่านประธานได้ง่ายเลยครับ เพราะมีช่วงหนึ่ง ตอนนั้นที่เรามีการทบทวนคดีของอนุญาโตตุลาการทั้งหลาย เราลงรายละเอียดมากเลยครับ ว่าแพ้เพราะอะไร แล้วเชื่อไหมครับท่านประธาน ที่แพ้ส่วนใหญ่ก็คือว่าหลักฐานสำคัญ ๆ ที่เก็บไว้ในหน่วยงานรัฐเองที่ไปสู้คดีไม่ได้มีการนำสู่กระบวนการพิจารณา หลักฐานบางเรื่อง ที่เป็นหลักฐานสำคัญหายไประหว่างทาง อันนี้ก็ต้องไปถามกันแล้วแต่กรณีว่า กรณีต่าง ๆ ที่มันหายไปด้วยเหตุผลอะไร แต่เหตุผลอันหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่าเกิดขึ้น ก็คือว่าคนที่ไปเป็น ตัวแทนของหน่วยงานรัฐนั้น ๆ ที่รับผิดชอบในเรื่องอนุญาโตตุลาการนั้น มิได้เป็นคนที่อยู่ ในกระบวนการของสัญญาที่เกิดความขัดแย้งขึ้น พูดง่าย ๆ ส่งไม้ต่อครับ เพราะคนที่ดูแล สัญญาเดิมไม่อยากยุ่งครับ ก็ส่งไม้ต่อ ส่งไม้ต่อก็ส่งแบบไม่ครบ อาวุธไม่ครบ หลักฐานไม่ครบ แล้วมีการแพ้คดีก็ไม่น้อย ตรงนี้เป็นที่มาที่ไปของว่าทำไมเราถึงมีความรู้สึกอย่างนั้น แต่การที่จะ อยู่ดี ๆ ออกกฎหมายฉบับหนึ่งแล้วบอกว่ากฎหมายที่เรายอมรับอนุญาโตตุลาการ เรายอมรับตั้งแต่ ๑๙๕๘ ครับท่านประธาน นิวยอร์ก คอนเวนชัน (New York Convention) อนุสัญญา ๑๙๕๘ แล้วบอกว่าทุกประเทศตอนนี้มีสมาชิกอยู่ ๑๕๖ ประเทศ เราบอกว่าเมื่อไร ก็แล้วแต่มีคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการนั้น ประเทศนั้น ๆ จะต้องบังคับคดีอย่างเดียวครับ หรือจะทบทวนใหม่ก็เข้ากรณีที่ผมได้พูดถึงก่อนหน้านี้ จะอยู่ดี ๆ ให้อำนาจศาลใดศาลหนึ่งไปเพิกถอนคำวินิจฉัยไม่ได้ครับท่านประธาน หรือจะไป บอกว่าเอาไปทบทวนกันใหม่หมด เริ่มศูนย์ใหม่หมดเลย อันนี้กระทบกับความน่าเชื่อถือของ ประเทศอย่างยิ่งครับ ทีนี้ถามว่าหน่วยงานรัฐของไทยเป็นหน่วยงานที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ด้วยตัวเองหรือเปล่า ถ้าท่านประธานมีโอกาสไปคุยกับบริษัทที่เขาเป็นคู่สัญญา มีหลายกรณี ที่บริษัทที่เป็นคู่สัญญาเขาบอกว่าผ่านกระบวนการในประเทศไทยอนุญาโตตุลาการแล้ว เขาเองก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมเลย แล้วถามว่าเขาทำอย่างไรในกรณีเหล่านั้น ท่านประธาน ทราบไหมครับ มีกฎหมายในหลายประเทศ ทั้งสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา พูดง่าย ๆ เขาแพ้คดีในไทย แต่เขาไปบังคับคดียึดทรัพย์สินของไทยในต่างประเทศก็มีครับ มีหลายกรณี ที่เกิดขึ้นในอดีต เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วไม่ว่าจะผ่านกระบวนการยุติธรรมอย่างไรก็แล้วแต่ จะเป็นศาลหรือจะเป็นอนุญาโตตุลาการก็แล้วแต่ ถ้าเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น ถ้านักลงทุน ต่างชาติเขาก็มีช่องทางในการที่จะเอาคืนว่าง่าย ๆ ในแต่ละประเทศจะมีแนวทางไม่เหมือนกัน แต่ทั้งหมดนี้แพ้ชนะมันอยู่ที่อะไรครับ อยู่ที่ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และเราพบ หลายกรณีมากของรัฐวิสาหกิจ ตอนนั้นที่ผมลงไปดูในรายละเอียดพบชัดเจนเลยครับว่า หลักฐานที่สำคัญในคดีที่เป็นข้อพิพาทกันมันไม่ได้ถูกไปรวมในสำนวนในการต่อสู้คดี ฉะนั้นทำไมเราไม่แก้ต้นทางละครับ การส่งมอบเมื่อกรณีเกิดความขัดแย้งเกิดขึ้นของ หน่วยงานรัฐ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่เคยเกี่ยวเลย ไปปลายทางส่งไปอัยการ อัยการไปว่ากัน ปรากฏว่าข้อมูลไม่ครบ มันทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบตรงนี้ แต่การที่จะ ออกกฎหมายในลักษณะเช่นนี้ ผมคิดว่าเราคงไม่ควรแก้ปัญหาหนึ่งโดยการสร้างปัญหา อีกอย่างหนึ่ง ผมคิดว่าผมยอมรับได้ว่าเรามีปัญหาในบางกรณีที่ทำให้เราเสียเปรียบ ในกระบวนการ ไม่ว่าเป็นศาลยุติธรรมหรืออนุญาโตตุลาการก็ตาม ทั้ง ๒ อย่างเรามีกรณีของ ความไม่ครบถ้วนของข้อมูลข้อเท็จจริง และทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบที่มี การส่งมอบกันระหว่างทาง ผมขออีกนิดเดียว เพราะฉะนั้นจริง ๆ เราทำความเข้าใจเสียก่อนครับ แพ้เพราะอะไร หรือชนะเพราะอะไร แล้วอย่าไปมีอคติกับกระบวนการ แต่ไปเน้นในเรื่อง ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการนำเสนอ พฤติกรรมของอนุญาโตตุลาการมีบ้างไหม ในกรณีของในต่างประเทศและในประเทศ มีครับ คู่สัญญาเปลี่ยนตัวอนุญาโตตุลาการได้ ถ้าเห็นเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น ระหว่างทางก็เปลี่ยนได้ครับ เราเห็นมีกรณีเช่นนี้หลายครั้ง หลายกรณีมาก หลายคดีที่เกิดขึ้น
สุดท้ายครับ เมื่อสักครู่ผมงงเรื่องค่าตอบแทนนิดหนึ่ง พอดีเห็นขึ้นชาร์ต (Chart) เร็ว ๆ ครับ ท่านประธานครับ ผมก็มีส่วนร่วมในการพิจารณาค่าตอบแทนของหลาย อนุญาโตตุลาการ หลายโครงสร้าง ปกติเขาฟิกซ์ (Fix) นะครับ คือพูดง่าย ๆ เท่าไรเท่านั้น คดีนี้เท่านี้ ไม่ได้มีการแปรผันไปกับความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะว่าคดีพิพาทมันเสียหายแล้ว การชดใช้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการทำงานของตัวอนุญาโตตุลาการ อันนี้ผมก็ไม่เห็นจริง ๆ นะครับ ชาร์ต (Chart) ที่ขึ้นมาเมื่อครู่ แต่ที่ผมตอบได้ก็คือในกรณีของไอซีซี (ICC) ไม่ได้เป็นอย่างนั้น และในกรณีของอนุญาโตตุลาการภายใต้หอการค้าไทยก็ไม่ใช่เป็นลักษณะ ดังกล่าวครับ ก็ขอให้ตั้งหลักให้ดี เพราะว่าอันนี้อาจจะมีความอ่อนไหวต่อความน่าเชื่อถือ ของประเทศไทยและกระบวนการยุติธรรมของไทยอย่างยิ่งครับ ขอบพระคุณครับ