ขจิตร อภิปรายเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. แก้ไขกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๔

ขจิตร ชัยนิคม อภิปรายเห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยเน้นย้ำว่ากฎหมายฉบับนี้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาและจำเลยในคดีที่ไม่ใช่คดีอุกฉกรรจ์ และชี้ให้เห็นถึงปัญหาเรือนจำที่ล้นเกินเนื่องจากคดียาเสพติด พร้อมอ้างอิงหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ตามรัฐธรรมนูญไทยและสากลเพื่อสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว

นายขจิตร ชัยนิคม อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ผมได้รับมอบหมายจากพรรค ให้ร่วมอภิปรายในกฎหมายฉบับนี้ ลำดับแรกขอแสดงความเห็นว่า เห็นด้วยกับหลักการ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมหมายถึงร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาฉบับที่กำลังพิจารณาอยู่นี้ เห็นด้วยกับท่าน ส.ส. วิรัชและคณะที่เสนอมา ที่เห็นด้วยเพราะว่าเป็นการคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาที่ไม่ใช่คดีอุกฉกรรจ์ แล้วก็มีรายละเอียด ในตัวบทที่เขียนยกเว้นไว้ตามข้อกังวลของสำนักงานศาลยุติธรรม ของสำนักงานตำรวจ แห่งชาติและสำนักงานอัยการ ซึ่งประกอบการพิจารณา ซึ่งสำนักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎรโดยฝ่ายวิชาการได้ทำเป็นเอกสารมา ท่านประธานครับ จากการอภิปราย หลายท่าน ไม่ว่าเกี่ยวกับข้อมูลก็ตาม ไม่ว่าผลของการพิจารณาใช้วิจารณญาณของตำรวจ ก็ตาม อัยการก็ตาม ศาลในลำดับสุดท้ายนี้มันก่อภาระให้แก่สังคม นั่นก็คือเราต้องสร้าง เรือนจำในการกักขังผู้ต้องหาซึ่งคดียังไม่ถึงที่สุดจำนวนมหาศาล ตามตัวเลขที่ท่านผู้มีเกียรติ ได้นำเสนอไปเมื่อครู่นี้เป็นเบื้องต้น ผมคิดว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้มีหน้าที่ในการที่จะแก้ไขออกกฎหมายเพื่อปรับทิศทางของประเทศไทย ผมใช้คำว่า ประเทศไทย เพราะเวลานี้คนล้นคุก เรื่องคดียาเสพติดเป็นหลักในการที่จะต้องนำมา พิจารณา แล้วกฎหมายฉบับนี้มีหลักการที่ควรได้รับการสนับสนุนอย่างยิ่ง แม้ว่าในรายละเอียด จะต้องมีการแก้ไขอะไรก็ตาม เป็นเรื่องที่ประกอบสาระสำคัญ ท่านประธานครับ ถ้าถามว่า หลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนมันเป็นหลักประกันอันเดียวกันไหมกับหลักประกัน ที่ควรจะให้กับผู้ต้องหาหรือผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งยังไม่ได้มีการพิพากษาให้มีความผิดถึงที่สุด มันก็น่าจะเป็นหลักเดียวกัน เป็นหลักสิทธิของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ มันเป็นหลักเดียวกันครับ ถ้าดูจากรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยย้อนหลังไปประมาณ ๗๒ ปี ก็จะถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับแรก จนกระทั่งมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งเราอาจจะเรียกได้ว่าฉบับแรกที่บรรจุเรื่องนี้คือ รัฐธรรมนูญ ๒๔๙๒ นี่มันเป็นเวลา ๗๒ ปีมาแล้ว ถ้าบอกว่ามันเป็นธรรมเนียมในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยก็ว่าได้ นี่คือเรื่องประกันสิทธิเสรีภาพ แล้วก็หลักประกันกับผู้ต้องหา ผู้ถูกกล่าวหา หรือจำเลย ซึ่งยังไม่ถูกพิพากษาถึงที่สุดให้สันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ ทำไมกฎหมายไทย ถึงต้องสันนิษฐานก่อนว่าบริสุทธิ์ ผมคิดว่าเราได้รับอิทธิพลจากกฎหมายของยุโรป ซึ่งศาลสิทธิมนุษยชนของยุโรปมีองค์ประกอบเรื่องสิทธิที่ได้รับสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ มีหลักอยู่ ๓ ประการตามที่ท่านผู้มีเกียรติได้กล่าวแล้ว ผมขออนุญาตกล่าวเพิ่มเติม ๑. เขาบอกว่า หลักผู้ต้องหาหรือคนที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าให้เป็นคนบริสุทธิ์ เป็นหลักคุ้มครองสิทธิ ของปวงชนชาวไทย มันมีหลายกรณีมากที่การกระทำของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเริ่มจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจ มาถึงอัยการ แล้วมาถึงศาล ยังให้ความยุติธรรมแก่คนไทยที่ประสบปัญหา เหล่านี้น้อยมากตามกรณีต่าง ๆ ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านอภิปรายมาแล้ว หลักของสากลคือ ๑๗๒ ประเทศที่มีหลักนี้ก็คือ

ข้อที่ ๑ เขาบอกว่าผู้พิพากษาไม่ควรมีความคิดเอนเอียงไปว่าจำเลยได้กระทำ ความผิด คือโจทก์กับจำเลยต้องได้รับสิทธิจากผู้พิพากษาเท่ากันโดยคำนึงถึงหลักฐานต่าง ๆ

ในหลักประการที่ ๒ ภาระการพิสูจน์ความจริงให้ตกอยู่กับฝ่ายที่เป็นโจทก์ เพราะว่ากระบวนการทางกฎหมายของเราเป็นกระบวนการกล่าวหา เมื่อมีผู้กล่าวหาแล้ว ผู้กล่าวหาและกระบวนการต่าง ๆ ก็ควรจะเป็นเรื่องพิสูจน์หลักฐาน

แต่ว่าในหลักประการที่ ๓ เขาบอกว่า หากมีข้อสงสัย เขาบอกให้จำเลย เป็นผู้ได้รับประโยชน์นั้น ในคดีอาญามันไม่เหมือนคดีแพ่งที่จะเชื่อว่ามีข้อสงสัยน่าเชื่อ ผู้พิพากษาเอนเอียงไปตามหลักฐานหรือพยานของโจทก์ก็ว่าได้ แต่นี่เขาบอกถ้ามีข้อสงสัย ต้องยกประโยชน์ให้จำเลย นั่นหมายความว่าโดยหลักการที่หลายท่านพูดแล้วว่าการให้ ความคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ ๑ คน ถือว่าเป็นหลักการที่สำคัญ เพราะการตัดสินใจผิดให้ผู้บริสุทธิ์ หรือผู้ไม่กระทำความผิดมีความผิดนั้นเป็นเรื่องที่ก่อภาระให้แก่สังคม ไม่ว่าจะก่อภาระให้แก่ เรือนจำ ไม่ว่าจะก่อภาระให้เกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นในสังคม ซึ่งในที่สุดเราไม่ปรารถนาสังคม แบบนี้ เราไม่ปรารถนาสังคมที่อำนาจรัฐได้กระทำกับประชาชน โดยไม่เคารพสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญไทยจึงบัญญัติไว้โดยเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ได้ใส่ใจในรัฐธรรมนูญนัก บางทีไปสนใจในกฎหมายรายละเอียด แต่ว่าละเลยการปฏิบัติ โดยเฉพาะหลักสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ซึ่งจะต้องถือว่าเป็นการได้รับความคุ้มครอง เป็นลำดับแรก เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นด้วยในหลักการของกฎหมายฉบับนี้ ส่วนที่ประชุม จะพิจารณาในรายละเอียดอย่างไร ก็ถือว่าให้เป็นภารกิจของสภานี้ครับ ขอบคุณมากครับ