สฤษฏ์พงษ์ สนับสนุนร่างแก้ไขประมวลอาญาญาณี ยันคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๕ ธันวาคม ๒๕๖๔

สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สนับสนุนร่างแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหา ลดการควบคุมตัวเกินจำเป็น และลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐและสังคม

นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง กระบี่

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกระบี่ พรรคภูมิใจไทย ต้องขอบคุณท่านประธานครับ วันนี้ผมขออนุญาตได้แสดงความคิดเห็นในร่างพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งท่านสมาชิก ท่าน ส.ส. วิรัช พันธุมะผล กับคณะ เป็นผู้เสนอครับ ในเบื้องต้นโดยหลักการทั่วไป ฟังมาตั้งแต่ตอนต้นก็มีความเห็นด้วย เนื่องจากว่าไม่ว่าเราจะไปดูรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ก็ได้บัญญัติเอาไว้ในมาตรา ๒๘ ว่าบุคคลย่อมมี สิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การจับและคุมขังบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่คำสั่ง หรือหมายของศาล หรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ในมาตรา ๒๙ ในคดีอาญา จะสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุด แสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิดและปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ อันนี้เห็นได้ชัดว่ามิได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้เพื่อให้เป็นไปตามหลัก ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ ก็หมายความว่าที่ท่านวิรัชเสนอนี้ ก็คือความเป็นศักดิ์ศรีของมนุษย์ อย่างน้อยพื้นฐานความเป็นศักดิ์ศรีเราไม่คิดถึงเงินในบัญชี เราไม่คิดถึงที่ดินทรัพย์สินที่หามาได้ เพราะฉะนั้นพื้นฐานความเป็นศักดิ์ศรีของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวยมันจะต้องมีมาตรฐานเท่ากันในเบื้องต้น แต่ก็เป็นการยอมรับ ว่า บุคคลในทางปฏิบัติในทางกฎหมายอาญามันไม่เท่ากัน แล้วก็ในเวลาที่มีคดี มันเป็นเรื่องของความยากที่จะทำให้เท่ากันได้ สังเกตเห็นว่าเวลาอุบัติเหตุรถยนต์ชนคนรวย แล้วเสียชีวิต ชนคนจนและเสียชีวิต ศาลพิพากษาให้ชดใช้ไม่เท่ากัน ซึ่งจะต้องมีองค์ประกอบ ในเรื่องของดูอาชีพ ดูโอกาส ความรับผิดชอบของทายาทในครอบครัว สิ่งเหล่านี้มันเป็น องค์ประกอบหลายอย่าง แต่ในประเด็นที่ท่านวิรัชพูดมานี้ผมมองเห็นประโยชน์หลายเรื่อง ซึ่งมันไม่จำเป็นเลย ที่จริงแล้วผมอยากจะขออนุญาตท่านประธานให้ดูตัวเลข เมื่อสักครู่ ท่านวิรัชยังไม่ได้นำตัวเลขมาพูดคุย ผมก็ขออนุญาตเอาตัวเลขให้เห็นว่า ในขณะปัจจุบันนี้ ผู้ต้องหาไม่ใช่เป็นจำเลยที่พิพากษาแล้ว ผู้ต้องหาที่อยู่ในชั้นการสอบสวนตอนนี้มีอยู่ ๑๔,๖๙๑ คน ผู้ต้องหาที่อยู่ในชั้นพิจารณาก็หมายความว่าชั้นอัยการในระหว่างฟ้อง แล้วก็ชั้นศาล มีอยู่จำนวน ๑๔,๐๖๗ คน และอยู่ในชั้นระหว่างอุทธรณ์ ฎีกา คดียังไม่ถึงที่สุด ๒๔,๑๐๗ คน ท่านประธานที่เคารพครับ ๓ ยอดนี้รวมได้ ๕๒,๘๖๕ คน ซึ่งราชทัณฑ์จะต้องจัดงบประมาณ เพื่อที่จะดูแลผู้ต้องหาที่อยู่ในเรือนจำเป็นรายหัว หัวละ ๒,๑๙๐ บาท ก็เอา ๒,๑๙๐ บาท คูณกับจำนวนผู้ต้องขังอยู่ ๕๒,๘๖๕ คนต่อปี ปรากฏว่าต้องใช้งบประมาณถึง ๔๘๖,๗๔๙,๐๐๐ บาท อันนี้ต่อปี เพราะฉะนั้นไม่เห็นมีความจำเป็นเลยที่ราชทัณฑ์จะต้องไป บริหารจัดการ แต่ถ้ากฎหมาย พ.ร.บ. วิธีพิจารณาความอาญาฉบับนี้ออกมาได้ เราเอา งบประมาณ ๔๐๐ กว่าล้านบาทนี้ไปใช้ระบบในเรื่องของการควบคุมผู้ต้องหา เช่น ในเรื่อง ของข้อเท้าอีเอ็ม (EM) หรืออย่างอื่นก็สามารถที่จะกระทำได้ ซึ่งในเบื้องต้นผมสังเกตเห็นว่า ในคดีเดียวกันในระหว่างชั้นพนักงานสอบสวน ก็จะต้องมีการประกัน พอประกันเสร็จแล้ว ถึงดีล (Deal) ในการฟ้องเพื่อที่จะส่งสำนวนไปให้อัยการ อัยการต้องหาหลักประกันด้วย และไปถึงศาลก็ต้องประกันอีก เพราะฉะนั้นการหาหลักประกัน ๓ ช่วงชั้น ในระหว่างคดี ขึ้นไปสู่ศาลจนกว่าเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลนั้น บางคดีเป็นคดีเดียวกัน คนเดียวกัน แต่จำนวนประกันหลักทรัพย์ไม่เหมือนกัน นี่คือหลักการใช้ดุลยพินิจที่ระหว่างกระบวนการ ตำรวจ อัยการ ศาลก็ไม่เท่ากัน ผมต้องยกย่องและขอบคุณท่าน ส.ส. วิรัช พันธุมะผล ในฐานะที่ท่านเคยเป็นอดีตอัยการถึง ๑๔ ปี และท่านเป็นข้าราชการหลายกระทรวง ท่านก็มี ความรอบรู้แล้วก็มองเห็นในเรื่องของอุปสรรคในกระบวนการยุติธรรม ท่านจึงนำเสนอแก้ไข พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความอาญาในครั้งนี้ ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนนอกเหนือจากที่ รัฐประหยัดเงินไป ๔๘๖ ล้านบาทนั้น ถือว่าเป็นการเซฟ (Save) รายจ่ายของรัฐ ในขณะเดียวกันมุมกลับท่านประธานครับ คน ๕๒,๐๐๐ กว่าคนนั้นอยู่ในเรือนจำนะครับ ท่านประธาน มองเห็นที่ติดตามมาคนที่จะไปเยี่ยมไหมครับ ครอบครัว ๑ ครอบครัวอาจจะ มีลูก มีครอบครัวมาเยี่ยมอีก เพราะฉะนั้น ๕๐,๐๐๐ คูณ ๒ ไม่ต้องมีคนอื่นติดตามละครับ คูณ ๒ ก็กลายเป็น ๑๐๐,๐๐๐ คนแล้วครับ ที่จะต้องตื่นเช้าขึ้นมาหาของเดินทาง มาที่เรือนจำ เยี่ยม แต่ถ้าหากว่าเราใช้สิทธิของมนุษย์ในเรื่องของการที่จะให้เขาประกันตนเอง ออกไปในช่วงระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุดนั้น ท่านครับ ครอบครัวทั้งครอบครัวก็มีความสุข ในส่วนของการที่จะไปทำงาน ครอบครัวมีความอบอุ่น มีปัญหาทางสังคมขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ ราษฎรได้ เมื่อสักครู่รัฐประหยัดเงิน ราษฎรได้ความอบอุ่น ผมคิดว่าในประเด็นข้อกฎหมาย ที่ท่านวิรัชเสนอมานั้น ยังมีกระบวนการที่เราจะต้องไปตรวจสอบในวาระชั้นต่อไป เพื่อที่จะ ไปมองดูว่ากระบวนการต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายมานั้นก็ยังมีประเด็นที่น่าจะต้องไป ตบแต่งหรือว่าจะต้องไปอุดช่องว่างเพื่อที่จะก่อให้เกิดความเป็นธรรม แต่ในเบื้องต้นนี้ผมเห็นด้วย ในเรื่องของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนยากไร้ที่โดนคดี และในที่สุดหลายเปอร์เซ็นต์ ด้วยกัน เมื่อพิพากษาถึงที่สุดแล้วไม่เป็นผู้กระทำความผิด ผมเชื่อว่าสิ่งที่ผ่านมาเป็นความโชคร้าย ของหลายคน แล้วก็การที่กระทรวงยุติธรรมจัดสรรงบประมาณเยียวยาให้เขานั้น มันไม่ใช่ เป็นผลลัพธ์ที่ทำให้สังคมอบอุ่นขึ้น ขอบคุณท่านประธานครับ