สาทิตย์ ชี้โครงการจะนะขาดความรอบด้าน ขอทบทวนร่วมชาวบ้าน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๙ ธันวาคม ๒๕๖๔

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือกรณีการสลายการชุมนุมของชาวจะนะ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลแยกการชุมนุมเพื่อเรียกร้องสิทธิของประชาชนออกจากปัญหาการเมือง พร้อมผลักดันให้เกิดการแก้ไขความขัดแย้งอย่างเป็นธรรม และตั้งข้อสังเกตถึงความไม่รอบด้านในการดำเนินโครงการเมืองอุตสาหกรรมต้นแบบจะนะที่เน้นแต่มิติเศรษฐกิจ โดยขาดการพิจารณาผลกระทบต่อสังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และสิทธิของประชาชน จึงเรียกร้องให้ยุติกระบวนการ ทบทวนโครงการอย่างรอบด้านภายใต้กรอบกฎหมายและมติ ครม. และจัดตั้งคณะกรรมการที่มีส่วนร่วมจากชาวบ้าน ขณะเดียวกันคัดค้านท่าเรือน้ำลึกและโครงการที่ขัดยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้แบบยั่งยืนที่ควรเน้นการท่องเที่ยวและเกษตรกรรมอย่างแท้จริง

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในนามของ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอเสนอญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณากรณี การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ต่อกลุ่มประชาชนจากอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ที่มาชุมนุม เรียกร้องให้แก้ไขปัญหา และหาแนวทางแก้ไขปัญหาเพื่อลดความขัดแย้ง ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าพรรคประชาธิปัตย์นั้นเป็นพรรคที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในจังหวัดทางภาคใต้มากที่สุดติดต่อกันมาหลายสมัย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องยอมรับว่า เกิดจากการเข้าสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อพี่น้องประชาชนที่เดินทางมา เรียกร้อง ให้มีการแก้ไขปัญหาที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลในคืนวันที่ ๖ ธันวาคม ภาพข่าว ที่เกิดขึ้นในคืนนั้นได้สร้างความสะเทือนใจ และความไม่สบายใจต่อพี่น้องประชาชน หลายฝ่าย ผมกราบเรียนท่านประธานว่านับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ในคืนนั้น พวกเราที่เป็น ส.ส. ในสภานี้เมื่อรับทราบข่าวก็เป็นไปอย่างที่ท่านอาดิลันผู้เสนอญัตติเป็นคนแรก ประทานโทษ ที่เอ่ยนามท่าน ได้แจ้งต่อพวกเรา หรืออภิปรายว่าหลายพรรคการเมืองต่างก็ได้มีตัวแทน เข้าไปดูแลพี่น้องประชาชน แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ในคืนนั้นมีประเด็นซึ่งน่าที่จะนำไปสู่การแก้ไขหลากหลายประเด็นด้วยกันครับ ผมได้มีโอกาส พูดคุยกับพี่น้องรวมถึงแกนนำในส่วนของพี่น้องที่มาเรียกร้องให้แก้ไขปัญหากรณีที่จะนะนี้ หลายท่าน เนื่องจากผมเองนั้นเคยทำงานร่วมกับภาคประชาชนนับตั้งแต่สมัยรัฐบาลของ ท่านนายกอภิสิทธิ์เมื่อหลายปีที่ผ่านมาแล้ว มีประเด็นข้อน่าสังเกตท่านประธานครับว่า การมาชุมนุมของชาวบ้านเรียกร้องให้แก้ไขปัญหานั้น ไม่ได้มีฝ่ายการเมืองลงไปรับปัญหา ดูแลหรือพูดคุยตั้งแต่ต้นครับ ซึ่งมันสะท้อนเหมือนกันว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์ภาพข่าวที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปดำเนินการสลายการชุมนุมแล้ว มีการออกมาอธิบายการกระทำของ เจ้าหน้าที่ โดยใช้เหตุผลทางกฎหมายกับการใช้เหตุผลทางการเมืองว่า เกรงจะมีผู้ชุมนุม กลุ่มอื่นไปร่วมผสมชุมนุมด้วย เพราะฉะนั้นประเด็นแรกที่น่าสนใจก็คือว่า ในฐานะรัฐบาล จะต้องแยกให้ออกระหว่างการชุมนุมทางการเมืองกับการชุมนุมเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาของ ประชาชน ทุกรัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการชุมนุมเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาของ ประชาชนก่อนเสมอครับ ผมเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งดูแลปัญหาของพี่น้องประชาชน เรารู้กระบวนการอยู่ว่าในทำเนียบรัฐบาลนั้นจะมีฝ่าย ซึ่งดูแลเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ แต่ฝ่ายการเมืองจะต้องทำงานประสานกับเขา กรณีพี่น้องจะนะ ขึ้นมาเรียกร้องนี้ไม่ได้อยู่ ๆ ขึ้นมา เขามีการประกาศมาก่อนล่วงหน้า เขามีการดำเนินการมาก่อน ล่วงหน้า แต่ทำไมในคืนนั้นไม่มีฝ่ายการเมืองใดลงไปพบปะเจรจากับพี่น้องประชาชนที่มา เรียกร้องชุมนุม จนในที่สุดฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นฝ่ายตัดสินใจดำเนินการเสียเองในการ ควบคุมพื้นที่บริเวณนั้น มีเสียงครหาเหมือนกันครับว่า ในฝ่ายการเมืองที่ดูแลปัญหาของ ประชาชนที่รับผิดชอบในส่วนรัฐบาลนั้นแบ่งออกเป็นฝักฝ่าย ถ้าฝ่ายหนึ่งรับเรื่องใด อีกฝ่ายหนึ่งจะไม่กล้าเข้ามาดูแล ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งรับ อีกฝ่ายหนึ่งก็จะไม่ดูแลในเรื่องนั้น เช่นเดียวกัน ผมไม่ทราบว่านี่เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ แต่ถ้ามีเรื่องนี้คนที่จะเสียหาย คือประชาชนและรัฐบาลเองก็จะเสียหาย เพราะไม่ได้ดูแลปัญหาของพี่น้องประชาชน และแยกไม่ออกจากปัญหาการชุมนุมทางการเมืองโดยทั่วไป นี่เป็นประเด็นแรกที่ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานไว้ แต่ต้องเรียนท่านประธานต่อว่า หลายคนอาจจะตั้งข้อสังเกตว่า พรรคประชาธิปัตย์เสนอญัตติ แล้วก็มีข้อครหาเหมือนกันว่าคนในพรรคประชาธิปัตย์เข้าไป มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับโครงการนี้หรือไม่ ผมก็เรียนท่านประธานตรงไปตรงมาครับว่า ในเรื่องนี้ก็เคยมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทั้งฝ่ายกล่าวหาและฝ่ายชี้แจงมาแล้ว และเรื่องนี้ก็มีข้อเท็จจริงซึ่งสามารถจะตรวจสอบได้ และในกระบวนการตรวจสอบนั้นผิดถูกอย่างไรก็ว่ากันไปครับ แต่ในฐานะเป็นพรรคการเมือง ซึ่งทำงานเคียงคู่กับพี่น้องประชาชนในภาคใต้มายาวนานนั้น ส.ส. ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ อำเภอจะนะ ประทานโทษเอ่ยนามท่านก็คือ พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ วันนี้ท่าน ทราบว่ามีญัตตินี้เข้า แต่เนื่องจากมีภารกิจในพื้นที่จะนะนั่นละครับ ท่านเดินทางไป แต่ผมจะ เรียนท่านประธานว่า ทันทีที่มีการจับกุมพี่น้อง พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ ก็ไปเยี่ยมเยียน พี่น้องในตอนเช้าหลังจากวันที่ ๖ ธันวาคม ของวันเกิดเหตุทันทีครับ นี่เป็นภาพที่ ท่าน พลตำรวจตรี สุรินทร์ไปดูแล้ว ซึ่งร่วมกับ ส.ส. อีกหลายท่านที่ไป แต่เราก็ไม่เคยทอดทิ้ง พี่น้อง พลตำรวจตรี สุรินทร์ ได้โทรศัพท์มาหาผมเมื่อสักครู่นี้ว่า ท่านเองนั้นไม่เคยรู้ เรื่องของการจัดตั้งโครงการนี้มาก่อน อย่างที่เพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชาติได้พูดถึงไว้ เป็นประเด็นที่ผมอยากจะเรียนต่อไปเหมือนกันว่า กรณีการดำเนินการของเจ้าหน้าที่สะท้อน ปัญหาภายในรัฐบาลส่วนหนึ่งในการรับปัญหาของพี่น้องประชาชน และสะท้อนการไม่รู้จัก แยกแยะปัญหาของฝ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว มันมีประเด็นต่อเนื่องครับ ข้อเรียกร้องของพี่น้อง จะนะนั้น ไม่ใช่ไม่มีที่มาที่ไป มันมีที่มาที่ไปที่ชอบธรรมด้วย เรียนท่านประธานครับว่า กลุ่มนี้ใช้ชื่อว่า กลุ่มจะนะรักษ์ถิ่น สิทธิในการปกป้องถิ่นเกิดของตัวเอง เป็นสิทธิตาม ธรรมชาติที่มีมาก่อนรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำไป พี่น้องมีสิทธิที่จะปกป้องถิ่นเกิดของเขา รัฐธรรมนูญก็ดี กฎหมายก็ดี จึงจะต้องระบุสิทธิรับรองสิทธินี้ไว้ และเขียนไว้ว่าถ้าจะมี โครงการใด ๆ เช่น โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ของรัฐที่ลงไปในพื้นที่จะต้องมีการมีส่วนร่วม ของพี่น้องประชาชน ประเด็นนี้จะเป็นหัวใจสำคัญท่านประธาน เพราะถ้าเราลงลึกไปค้นถึง ที่มาที่ไปของโครงการเมืองอุตสาหกรรมต้นแบบที่จะนะนี้ ผมเรียนท่านประธานเลยครับว่า ชาวบ้านที่เขาออกมาเรียกร้องมีสิทธิเต็มที่เลยครับที่จะเรียกร้อง เพราะมีประเด็นปัญหา เรื่องความชอบธรรม ความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย รวมทั้งมติ ครม. หรือไม่ ของโครงการนี้ด้วย มีมติ ครม. อยู่ ๒ มติ ท่านประธานที่เคารพครับ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ โครงการเมืองอุตสาหกรรมต้นแบบจะนะ เป็นมติ ครม. เมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒ อยู่ในวาระที่ ๑๔ เรื่องการขยายผลโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ไปสู่เมืองต้นแบบที่ ๔ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้า แห่งอนาคต ซึ่ง ครม. มีมติเห็นชอบไปแล้ว แล้วมติ ครม. ที่เกี่ยวข้องอีกตัวหนึ่งคือ ๒๑ มกราคม ๒๕๖๓ ครับ

ประเด็นที่สำคัญก็คือว่า ในมติ ครม. เมื่อ ๗ พฤษภาคม ปี ๒๕๖๒ ครม. ได้มีมติเห็นชอบ ๒ ข้อ

ข้อที่ ๑ เห็นชอบในหลักการขยายผลโครงการเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ไปสู่เมืองต้นแบบที่ ๔ คือจะนะ สงขลา ให้เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรม ก้าวหน้าแห่งอนาคต เชื่อมโยงกับอีก ๓ เมืองก่อนล่วงหน้านั้นแล้ว เช่น เบตง สุไหงโก-ลก และที่หนองจิก จังหวัดปัตตานี โดยในมติ ครม. นี้ให้มีการจัดตั้งกรรมการบริหารเขตพื้นที่ พัฒนาเฉพาะกิจเมืองต้นแบบ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

ข้อ ๒ ครับ นี่เป็นข้อที่ผมคิดว่าชาวบ้านมีสิทธิที่จะเรียกร้อง แล้วการ ดำเนินการตามข้อนี้ ถ้าไม่ดำเนินการตามมติ ครม. นั้น ทั้งหลายทั้งปวงที่กำลังพยายามทำ ตอนนี้จะขัดมติ ครม. ครับ เพราะข้อ ๒ ในมติ ครม. เมื่อ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒ บอกว่า ให้ ศอ.บต. กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม การลงทุน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคง แห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการในขั้นตอนต่อไป ให้ถูกต้องครบถ้วน เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ และมติ ครม. ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้รับความเห็น ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการต่อไป ตรงไหนครับที่สำคัญ ตรงที่สำคัญคือดำเนินการในขั้นตอนต่อไปให้ถูกต้องครบถ้วน เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบและมติ ครม. ที่เกี่ยวข้อง กฎหมายว่าอย่างไรครับ ระเบียบว่าอย่างไรครับ กลับไปที่รัฐธรรมนูญ ที่พูดถึงเรื่องกระบวนการมีส่วนร่วม ในกรณี ที่มีการดำเนินโครงการที่ไปกระทบกับทรัพยากรของในแต่ละพื้นที่ เพื่อนสมาชิกจาก พรรคภูมิใจไทยพูดตรงนี้ไว้ชัดเจน นอกจากนั้นในส่วนของการดำเนินการให้ถูกต้อง ครบถ้วน ตามระเบียบนี้มันจะมีประเด็นติดตามมาอีกว่า ศอ.บต. เป็นหน่วยงานพัฒนาในพื้นที่ทาง ภาคใต้ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง แล้วอ้างว่าได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติ ศอ.บต. นี้ในมาตรา ๑๐ ผมไปค้นดูมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๐ นั้นบอกว่า ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการแก้ไข ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศอ.บต. อาจกำหนดเขตในพื้นที่ใดในภาคใต้ เป็นเขตพัฒนา พิเศษเฉพาะกิจ และกำหนดกรอบแนวทางบริหารและการพัฒนาในเขตพื้นที่นั้นได้ แต่กรอบ แนวทางดังกล่าวตามวรรคหนึ่งเมื่อสักครู่นี้ อย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญครอบคลุมด้าน การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา วัฒนธรรม การศึกษา สาธารณสุข ทรัพยากร เทคโนโลยี การต่างประเทศ การปฏิบัติการเชิงจิตวิทยา การบริหารจัดการและด้านอื่น ๆ แต่ถ้าไปดู ถ้อยแถลงทั้งหมดที่ ศอ.บต. ดำเนินการมีประเด็นเดียวคือเรื่องเศรษฐกิจครับ คำถามผม ก็คือว่า การอ้างโดย ศอ.บต. ก็ดี การดำเนินการในขณะนี้ก็ดี ครบถ้วนถูกต้องตามมติ ครม. ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒ หรือไม่ ตอบว่าไม่ครับ เป็นไปตามมาตรา ๑๐ ศอ.บต. ไหม ก็ไม่ครับ ถ้าหากว่าไปเน้นเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว ทำไมผมจึงบอกว่า ศอ.บต. ไปเน้น เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว กลับไปดูคำให้สัมภาษณ์ของผู้อำนวยการ ศอ.บต. ซึ่งสัมภาษณ์ไว้ ในเดือนเมษายน ปี ๒๕๖๔ ท่านได้ระบุไว้ชัดเลยว่า ศอ.บต. ไม่ใช่หน่วยงานหลักในการ ดำเนินการ เป็นคนเตรียมพื้นที่ แต่มีสาระสำคัญคือเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และความยากจนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ในมาตรา ๑๐ ของกฎหมาย ศอ.บต. ที่สภานี้ ผ่านไปอย่างที่เพื่อนสมาชิกบอก ระบุครอบคลุมมากกว่านั้นนะครับว่า จะต้องมีสาระสำคัญที่ ครอบคลุมเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา วัฒนธรรม การศึกษา สาธารณสุข ทรัพยากร เทคโนโลยีและเรื่องอื่น ๆ ที่ผมได้พูดไปแล้ว ถ้าเรามุ่งเน้นเฉพาะประเด็น เศรษฐกิจเรื่องนี้ต้องถอยกลับมาทบทวนใหม่ครับ เพราะฉะนั้นจึงชอบธรรมครับ ที่ชาวบ้าน เรียกร้องว่าต้องหยุดกระบวนการทั้งมวลไว้ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง แล้วกรรมการ ชุดนั้นต้องมีส่วนร่วมกับชาวบ้าน กลับไปทำสิ่งที่เรียกว่า เอสอีเอ (SEA) คือการประเมิน ในเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนา นอกจากนั้นท่านประธานครับ ใน พ.ร.บ. ศอ.บต. มาตรา ๑๐ วรรคสอง บอกว่า แนวทางการบริหารพัฒนานั้นต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อนโยบายตาม มาตรา ๔ และยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาที่ ก.บ.ต. ให้ความเห็นชอบแล้ว มาตรา ๔ ของกฎหมาย ศอ.บต. เขียนไว้อย่างไร ท่านประธานครับ สภานี้เป็นคนผ่านไปครับ ในมาตรา ๔ ยิ่งเขียนชัดกว่าอีก มาตรา ๔ บอกว่า นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดน ภาคใต้ อย่างน้อยต้องมีสาระครอบคลุม ทั้งด้านการพัฒนาและด้านความมั่นคง เพื่อให้ได้ นโยบายที่มาจากความต้องการ และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน ศาสนา วัฒนธรรม อัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คำถาม จึงย้อนกลับไปว่า โครงการเมืองอุตสาหกรรมต้นแบบจะนะที่ไปมุ่งเน้นเฉพาะประเด็น เศรษฐกิจมีการพิเคราะห์หรือดำเนินการครบถ้วนถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ และมติ ครม. ครบถ้วนแล้วหรือยัง ถ้าไม่ครบถ้วนโครงการนี้ยังเดินต่อไม่ได้ จะต้องหยุด กลับไป ดำเนินการตามข้อเรียกร้องของชาวบ้าน นั่นคือต้องหยุดกระบวนการทั้งหมด ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา วันนี้ผมทราบว่าทางสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมการชุดนี้ แล้วเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบจากรองนายกรัฐมนตรีประวิตรมาเป็น ท่านรองนายกรัฐมนตรีอีกท่านหนึ่งเป็นผู้ที่เป็นประธานในการเป็นคณะกรรมการตาม ข้อเรียกร้องของพี่น้องประชาชน ถ้าพิเคราะห์ตามเหตุผลของมติ ครม. ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ประกอบกฎหมาย ศอ.บต. กระบวนการทุกอย่างที่เดินมาทั้งหมด ถ้ามี ทีโออาร์ (TOR) เกิดขึ้นก็ดี หรือใครดำเนินการ อย่างไรก็ดี ผมบอกเลยครับ เสี่ยงอย่างยิ่งต่อการขัดทั้งรัฐธรรมนูญ ขัดทั้งกฎหมาย ขัดทั้งมติ ครม. และระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดครับ ผมเรียนท่านประธานต่อครับว่า มันมีประเด็นที่เพื่อนสมาชิกจากพรรคประชาชาติสักครู่นี้ได้พูดถึง นั่นก็คือมีบริษัทซึ่งจะไป ลงทุนในพื้นที่นี้ได้กำหนดวันที่จะทำเวทีรับฟังความคิดเห็นในเชิงที่จะทำ อีไอเอ (EIA) แล้ว โดยอ้างว่าการทำ อีไอเอ (EIA) นี้เป็นกระบวนการที่เดินไปตามกฎหมายปกติ คำถามที่มัน เกิดขึ้นก็คือว่า ถ้าโครงการนี้เริ่มต้นขึ้นมาโดยขัดต่อมติ ครม. และขัดต่อกฎหมาย ศอ.บต. เสียเองแล้ว กระบวนการดำเนินการของกลุ่มผู้ที่จะลงทุนที่ไปทำ อีไอเอ (EIA) นั้นสามารถ กระทำได้หรือไม่ ผมว่าเรื่องนี้ตอบได้ไม่ยากครับว่าคงไม่สามารถที่จะกระทำได้ วันนี้มีการ ประกาศแล้วนะครับ เพื่อนสมาชิกกำหนดวันไปแล้วด้วยว่าเป็นวันที่เท่าไร ทั้งหมดที่ผมพูด มาตรงนี้มันชี้ให้เห็นถึงปัญหาเรื่องของโครงการเมืองอุตสาหกรรมต้นแบบจะนะว่า การขาด การมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นของประชาชน การไม่ดำเนินการให้ครบถ้วนตามมติ ครม. ระเบียบ กฎหมาย โดยคำนึงถึงผลกระทบทั้งหมดนั้น มันนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างประชาชน เจ้าของพื้นที่กับโครงการพัฒนาของรัฐเสียเองครับ ความขัดแย้งเช่นนี้ไม่ใช่เพิ่งเคย เกิดขึ้น เคยเกิดขึ้นหลายที่ แต่ถ้าภาครัฐดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอำนาจตัวเองไปโดยที่ ไม่คำนึงถึงการมีส่วนร่วม ประชาชนย่อมมีสิทธิที่จะลุกขึ้นเรียกร้องให้รัฐต้องยุติการกระทำนั้น แล้วดำเนินการปกป้องสิทธิของเขาในฐานะที่เป็นเจ้าของถิ่นที่นั่น ท่านสุรินทร์ ปาลาเร่ โทรกลับมาหาผมบอกว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะต้องมีการไปสอบถามความคิดเห็นของ คนทั้งหมดก่อน ไม่แค่ในอำเภอจะนะ แต่ใน ๓ ตำบลที่พูดถึงที่ได้รับผลกระทบ สอบถาม อีกสักครั้ง อย่างน้อยที่สุดเป็นกระบวนการย้อนกลับไปสู่การดำเนินการให้ถูกต้อง ในกระบวนการทั้งหมดครับ

ในตอนสุดท้ายผมเรียนท่านประธานครับว่า อันนี้ก็เป็นแนวทางซึ่งควร จะเป็นแนวทางนโยบายยุทธศาสตร์ของรัฐบาลด้วยซ้ำไป โครงการ อีอีซี (EEC) ก็ดี เมืองอุตสาหกรรมต้นแบบจะนะก็ดี เกิดขึ้นมาในยุคเมื่อไม่กี่ปีมานี้ครับ ในตอนที่มีการ การยึดอำนาจโดย คสช. แต่ภาคใต้พูดกันมานานแล้วครับ แนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศชัดเจนมาหลายปีแล้วว่า ภาคใต้จะต้องเป็นภาพที่เติบโตด้วยการท่องเที่ยว และเรื่อง ของวิถีเกษตร เราจึงไม่เห็นด้วยกับแผนการพัฒนาที่ต้องพัฒนาด้วยการใช้อุตสาหกรรมหนัก เมืองอุตสาหกรรมต้นแบบจะนะ ไปอ่านสัมภาษณ์ในหลายที่พูดไว้ชัดเจนในอุตสาหกรรม ที่เกี่ยวข้องว่าเป็นอุตสาหกรรมหนัก เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเหล่านี้เป็นต้น แม้กระทั่ง ท่าเรือน้ำลึกก็จะเกิดขึ้นที่นี่ ถ้าท่านประธานจำได้เคยมีปัญหาประเด็นปัญหาท่าเรือน้ำลึก ที่ปากบารา จังหวัดสตูล ซึ่งพี่น้องประชาชนก็คัดค้าน จนในที่สุดก็ไม่สามารถที่จะทำได้ แต่ถ้าเป็นท่าเรือน้ำลึกสนับสนุนเรื่องสินค้าเกษตรก็ดี เพื่อการท่องเที่ยวก็ดี อันนี้เป็นสิ่งที่ก็จะ สอดคล้องกับแนวทางยุทธศาสตร์ ซึ่งเราเห็นว่าควรจะพัฒนาภาคใต้ไปเช่นนั้น เพราะไม่ควร ทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามเพียงเพื่อไปทำอุตสาหกรรม เพราะในที่สุดแล้วการทำ อุตสาหกรรมหนักเหล่านั้นหรือ ทำนิคมอุตสาหกรรมมันจะมีคำถามย้อนกลับมาเหมือน มาบตาพุดที่ระยองครับว่า จีดีพี (GDP) จังหวัดระยองที่โตมากถึงขนาดเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ ถ้าไปนับดูการกระจายรายได้แล้วถามว่าคนระยองแท้ ๆ มีส่วนใน จีดีพี (GDP) กี่เปอร์เซ็นต์ครับ แล้วเงินที่เหลือตกอยู่ในมือใคร อันนี้เป็นคำตอบที่หาได้ไม่ยาก ในนามของ พรรคประชาธิปัตย์เราจึงเห็นว่าการยื่นญัตตินี้เป็นความจำเป็น และเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้อง รับกลับไปทบทวนการดำเนินการทั้งหมดกรณีของโครงการจะนะ และจะต้องไปดูแลเรื่องของ การรับปัญหาของพี่น้องประชาชนด้วยครับ ขอบพระคุณครับ