เชาวนะ ไตรมาศ อธิบายหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าต้องผ่านกระบวนการทำประชามติหรือสอบถามประชาชนก่อน เนื่องจากเป็นกฎหมายพิเศษที่แตกต่างจากกฎหมายทั่วไป โดยอ้างถึงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญและยืนยันว่าการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นถูกต้องตามหลักเหตุผลและรัฐธรรมนูญ เชาวนะ ไตรมาศ อภิปรายเรื่องความคลาดเคลื่อนในการตีความประวัติศาสตร์ชาติไทยโดยศาล โดยชี้ว่าการสร้างชาติไม่ได้เกิดจากการวาดแผนที่แต่มาจากประเพณีวัฒนธรรมและคติธรรมราชาที่สืบทอดต่อกันมา และย้ำว่าทุกการเปลี่ยนแปลงสำคัญต้องคำนึงถึงความเป็นชาติและความรับผิดชอบเพื่อรักษาความมั่นคงของบ้านเมือง
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงเป็นการให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นความจริง เพิ่มเติมประกอบ กันไปด้วยนะครับ ด้วยความเคารพในข้อสังเกต คำถาม และข้อวิพากษ์วิจารณ์ของท่าน ผู้ทรงเกียรติท่านแรกนะครับ ท่าน ส.ส. อมรัตน์ ท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่าศาลรัฐธรรมนูญ ได้ทำหน้าที่หลักคือการวินิจฉัยกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ แต่ไปทำหน้าที่อื่น ซึ่งตรงนี้ความจริง ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ความจริงคือรัฐธรรมนูญได้บัญญัติหน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ไว้ในมาตรา ๒๑๐ ซึ่งประกอบด้วยการวินิจฉัยร่างกฎหมายหรือกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยปัญหา หน้าที่และอำนาจขององค์กรต่าง ๆ ทั้งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา และคณะรัฐมนตรีรวมถึงองค์กรอิสระ และในส่วนที่ ๓ (๓) สำคัญมากนะครับ ใช้คำว่า หน้าที่ หน้าที่อื่นตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ซึ่งในข้อนี้จะมีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ อยู่หลายมาตราที่บัญญัติให้เป็นหน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้มีหน้าที่และอำนาจตามบทบัญญัติต่าง ๆ รายมาตรา ผู้ใช้สิทธิ ยื่นคำร้องมาสู่ศาลรัฐธรรมนูญก็มีความหลากหลายตามไปด้วย ไม่เฉพาะแต่เรื่องร่างกฎหมาย หรือกฎหมายของรัฐธรรมนูญ ตามที่ท่านให้ข้อสังเกต อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงคดี หรือคำร้องที่เข้ามาสู่การพิจารณาของศาลนั้นส่วนใหญ่ก็ยังเป็นเรื่องของร่างกฎหมาย กับกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญเป็นสำคัญนะครับ
ประการที่ ๒ เรื่องที่มาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น ในรูปแบบที่เรา นำมาใช้นั้นได้พัฒนามาจากรูปแบบดั้งเดิม ๓-๔ รูปแบบ ที่เคยเป็นรูปแบบของสภาเอง ศาลฎีกา คณะตุลาการรัศาลฐธรรมนูญ และในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ได้บัญญัติให้มี ศาลรัฐธรรมนูญขึ้นมาเป็นองค์กรที่มีหน้าที่เฉพาะในการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงนี้ก็มีที่มาจากตัวแบบที่เขาเรียกว่า ยูโรเปียน โมเดล (European Model) หรือรูปแบบ ของภาคพื้นยุโรป ซึ่งตรงนี้ก็เท่ากับว่าเราไม่ได้มีฐานของแบบแผนทางปฏิบัติหรือหลักสากล ก็มาจากหลักสากล ในส่วนขององค์ประกอบของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น ในความเป็นจริงในชั้นของการสรรหานี่มีองค์ประกอบของกรรมการสรรหาที่มาจากผู้นำ ฝ่ายค้านมาจากประธานสภา ซึ่งตรงนี้เป็นการยึดโยงในส่วนของสภาผู้แทนราษฎร ในคำปรารภแรก ในชั้นถัดไปเมื่อได้ผ่านการคัดเลือกหรือการสรรหาแล้ว ก็เข้าไปสู่ กระบวนการพิจารณาของวุฒิสภาอีกชั้นหนึ่ง ในองค์ประกอบของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภานั้นถือว่าเป็นองค์ประกอบของรัฐสภาโดยสมบูรณ์ แล้วก็ถือว่าเป็นการสรรหา และการให้ความเห็นชอบผ่านองค์กรที่เป็นผู้แทน ทั้งใน ๒ ส่วน โดยชอบแล้วก็เป็นไปตาม แบบแผนทางปฏิบัติในการจัดตั้งองค์กรศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้แตกต่างไปจากในที่อื่น ๆ ส่วนความแตกต่างของแต่ละประเทศนั้น ขึ้นอยู่กับรากฐานของความต้องการและปัญหา รวมถึงสภาพของปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบการเมืองการปกครองของแต่ละประเทศ ประกอบกัน
ในประการที่ ๓ เรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่บอกว่าให้ไปถามประชาชน หรือให้ไปทำประชามติเสียก่อนนั้น ตรงนี้เป็นเหตุผลและหลักการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งต่างจากกฎหมายทั่วไปครับ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ถ้าเป็นการแก้ไขที่ไปเกี่ยวข้อง กับการจัดตั้งองค์กรขึ้นมา จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอย่างไรก็ตามนั้น ถือว่าต้องกลับไปที่อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นหลักการสำคัญของกฎหมาย รัฐธรรมนูญ จะเอาเกณฑ์ของกฎหมายทั่วไปมาใช้กับกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้นไม่สามารถ กระทำได้ ไม่ว่าในทางหลักการหรือทางปฏิบัติ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ ก็ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แล้วก็ชอบด้วยหลักการและเหตุผลประกอบกันไปแล้วครับ
ในประการถัดมา เรื่องของการตั้งข้อสังเกตและคำถาม รวมถึงการให้ ข้อเท็จจริงบางประการที่คลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงที่เป็นความเป็นจริงในบางประการ เช่น การพูดถึงการที่ศาลอ้างรัฐธรรมนูญในอดีต หรือการที่ศาลยกเอาประวัติการเมือง การปกครองในอดีตที่มีการกล่าวถึง การสืบเนื่องของอำนาจการปกครองของ พระมหากษัตริย์ สมัยอยุธยา สมัยสุโขทัย สมัยรัตนโกสินทร์ก็ตาม ขอกราบเรียนอย่างนี้ว่า ในการเกิดขึ้นหรือการสร้างบ้านสร้างเมือง หรือที่เขาเรียกว่า การสร้างชาตินั้น ไม่ได้เกิดจาก การวาดแผนที่ขึ้นมา แล้วก็ใส่ชื่อประเทศ แล้วมีความเป็นชาติ มีความเป็นบ้านเมือง อันนั้น เป็นเรื่องของจินตนาการ แต่ในความเป็นจริงประวัติการสร้างชาติของทุกชาติ ทุกประเทศ มาจากการหล่อหลอมรากฐานของประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม แล้วก็การสืบสานแบบแผน ทางการเมืองการปกครองที่มีคติ มีฐานของความชอบธรรมในหลากหลายรูปแบบนะครับ เช่น ของไทยเราจะมีการพูดถึงพระปิตุลา คือเป็นการปกครองแบบพ่อหรือแบบพ่อ ปกครองลูก และมีการพูดถึงคติหรือแบบแผนประเพณี วัฒนธรรมอันดีงามตามวิถี การปกครองที่เรียกว่า ธรรมราชา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการของใครคนหนึ่ง คนใดหรือประชาชนคนหนึ่งคนใด แต่เป็นความเหมาะสม แล้วก็ความพยายามอุตสาหะ ของผู้ปกครองในอดีต ไม่ว่าบูรพกษัตริย์ทุกพระองค์ หรือบรรพชนของเรานี้ได้สร้างสม ได้หล่อหลอม แล้วก็สืบทอดสิ่งเหล่านี้จนเราได้มีบ้านเมืองให้อยู่อาศัยด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นการใดก็ตามที่จะกระทำจะคิดในทางที่เป็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องสำคัญ ของบ้านเมือง ต้องหวนคิดและระลึกถึงความเป็นชาติ และกระทำเยี่ยงคนในชาติ ไม่ใช่ คนนอกชาติ นั่นก็หมายความว่าต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบที่จะเกิดผลร้ายต่อบ้านเมือง ต่อประเทศชาติ ซึ่งกระทบกับคนทุกคนไม่ได้เป็นผลที่เกิดกับคนทำเพียงกลุ่มน้อย ซึ่งตรงนี้ ถ้าเราดูในประวัติศาสตร์ความเป็นมานี้ พัฒนาการของการเมืองการปกครองไทยนั้น ได้มีการปรับ มีการแก้ให้เป็นไปตามยุคสมัยตลอดมา ซึ่งตรงนั้นเป็นการทำหน้าที่ของ ผู้ที่มีหน้าที่ และผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองโดยแท้จริง เราถึงดำรงความเป็นชาติ ความเป็นไทยมาได้จนถึงทุกวันนี้นะครับ บ้านเมืองได้มีความพัฒนา ได้มีความสืบสถาพร คือมีความมั่นคงตลอดมาครับ อันนี้ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมศาลต้องหยิบยกเอาข้อพิจารณา เหล่านี้มาประกอบการทำคำวินิจฉัยของศาล