เชาวนะ ไตรมาศ ชี้แจงข้อสงสัยเกี่ยวกับการตรวจสอบงบดุลและกระบวนการพิจารณาคุณสมบัติตุลาการของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยย้ำว่าเกณฑ์การตรวจสอบเป็นเพียงเครื่องมือตามกฎหมาย ไม่ส่งผลต่อความโปร่งใสของศาลรัฐธรรมนูญที่อยู่ในระดับดีเยี่ยม ตลอดจนอธิบายการใช้งบประมาณด้านต่างๆ ว่าเป็นไปตามกฎหมายและมีความจำเป็น รวมถึงการจัดทำรายงานประจำปีที่เน้นข้อมูลเชิงบวกตามแนวทางราชการ และยืนยันเจตนาการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญในหมวดเฉพาะเพื่อย้ำบทบาทและมาตรฐานที่เข้มงวด ไม่ใช่การลดสถานะ พร้อมปกป้องเสรีภาพทางวิชาการของบุคคลจากการตั้งคำถามเรื่องจริยธรรมจากการเขียนบทความ
ในประเด็น ที่ท่าน พลตำรวจตรี สุพิศาล หยิบยกมาเรื่องรายงานงบดุลของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินนั้น การที่ท่านยกขึ้นมาเรื่องของความสงสัยในความต่อเนื่องอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น อันนั้นคือเกณฑ์ ที่เขาใช้ในการตรวจสอบ ไม่ใช่ผลการตรวจสอบ กราบเรียนท่านว่าเกณฑ์เหล่านี้เป็นเกณฑ์ ที่ทางสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินใช้เป็นเกณฑ์ในการตรวจสอบ ซึ่งเป็นการล้อบทกฎหมาย ที่เกี่ยวกับหน้าที่ของผู้ตรวจสอบ ไม่ใช่ผลการตรวจสอบที่มีต่อสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด อันนี้ก็เป็นข้อเท็จจริงที่กราบเรียนเพื่อให้ได้รับความจริง ที่เป็นหลักกฎหมายนะครับ
แล้วก็อีกประการหนึ่ง กราบเรียนว่าผลการประเมินความโปร่งใสประจำปี ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ในเกรดเอ (A) มาตลอด ในช่วงที่ผ่านมาก็ถือว่าเราก็อยู่ในมาตรฐาน ของความโปร่งใสและอยู่ในสายตาของผู้ตรวจสอบที่ให้การรับรองไว้ด้วย ส่วนเรื่องบำเหน็จ ที่ท่านตั้งประเด็นว่า มีจำนวนมากนั้น เนื่องจากคณะตุลาการต้องพ้นไปจากหน้าที่ พ้นไปจากตำแหน่งตามกฎหมาย ๕ ท่านด้วยกัน ซึ่งตรงนี้ก็เป็นรอบหลายปีถึงจะมีค่าใช้จ่าย ในรูปแบบนี้เกิดขึ้น ก็ไม่ได้เป็นการตั้งงบประมาณ หรือใช้งบประมาณที่ผิดกฎหมาย แต่ประการใดนะครับ
ส่วนเรื่องของค่าประชาสัมพันธ์นั้น อย่างที่กราบเรียนว่ามันจำเป็นต้องใช้ อิเล็กทรอนิกส์มาเป็นเครื่องมือสื่อสาร ก็เป็นช่วงของการก่อตั้งหรือพัฒนาระบบ ก็จำเป็น ต้องใช้งบประมาณในส่วนนี้เพื่อประโยชน์ในการอำนวยบริการให้กับประชาชนเป็นสำคัญ
ท่านถัดไปท่านวิโรจน์ ท่านได้กรุณาพูดถึงกรรมาธิการในการตรวจสอบ ประวัติของท่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านหนึ่งเรื่องประวัติการศึกษา ตรงนี้ก็ขอ กราบเรียนว่าในชั้นของการพิจารณาของกรรมาธิการนั้น ท่านได้พิจารณาโดยละเอียด และมีข้อมูลรอบด้านที่จะชี้ผลว่าเป็นเรื่องถูกหรือเรื่องผิด ซึ่งการที่ท่านได้รับการรับรอง ให้เป็นตุลาการนั้นถือว่า ท่านได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบมาแล้ว ส่วนว่าท่านไปจบ การศึกษาในสถาบันการศึกษาต่างประเทศที่มีการเปลี่ยนชื่อ มีการเปลี่ยนแปลงกิจการ อย่างไรนั้น อันนั้นก็เป็นข้อมูลหรือความเคลื่อนไหวของสถานะของสถาบันนั้น ๆ ซึ่งอันนี้ ไม่อยู่ในวิสัยที่จะไปติดตามได้ แต่ว่าที่ทราบเวลานี้ท่านมีวุฒิการศึกษาในประเทศ ในด้านต่าง ๆ หลายวุฒิ ซึ่งตรงนี้ก็เป็นการรับรองวิทยฐานะโดยชอบด้วยกฎหมาย ทุกประการ อันนี้ก็เพื่อความเป็นธรรมซึ่งท่านไม่ได้อยู่ในที่นี้ แต่ให้เห็นว่าเรื่องอะไรก็ตาม ที่เป็นคำถามหรือเป็นข้อสงสัยยุติได้ด้วยผลของการพิจารณาของกรรมาธิการในชั้นหนึ่งแล้ว
ท่านถัดไปท่านณัฐวุฒิ ที่พูดถึงรายงานประจำปีไม่ได้ให้ความเป็นธรรม ต่ออดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญว่าไม่ได้มีการลงภาพ แล้วก็ไม่ได้ลงในเรื่องของตำแหน่ง ของท่าน ก็ขอกราบเรียนว่าเป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงปีงบประมาณที่ในเวลานั้น มีท่านประธานในอดีตและตุลาการในอดีตหลายท่านที่จะพ้นวาระไปนั้น อยู่ในช่วงของการ ปฏิบัติหน้าที่ตามบทเฉพาะกาลที่อยู่ในปีงบประมาณก่อน ในทางปฏิบัติก็จะได้ทำให้เห็นว่า ในรายงานของปี ๒๕๖๓ ก็ใช้ข้อมูลของปี ๒๕๖๓ เป็นหลัก และใช้หลักปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ที่ใช้กับปีนั้น ๆ อันนี้ก็เป็นเช่นนั้นนะครับ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง เรื่องของการพูดถึงท่านทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ซึ่งเป็นการพูดถึงและมีการคาดโทษไปถึงจริยธรรมต่าง ๆ นั้น ก็ขอกราบเรียนท่านว่า ในบทความทางวิชาการที่เป็นบทความส่วนตัว ตรงนั้นก็เป็นเสรีภาพทางวิชาการของท่าน และการเขียน การเรียบเรียง การยกอุทาหรณ์ หรือการยกตัวอย่างเปรียบเทียบนั้น เป็นเรื่องปกติธรรมดาของการเขียนอธิบายข้อกฎหมายให้คนทั่วไปเข้าใจ ซึ่งผมเข้าใจว่า เรื่องนี้ไม่น่าจะมีเจตนาที่จะไปทำผิดจริยธรรมใด ๆ และประมวลจริยธรรมที่ท่านยกขึ้นมานั้น ก็เป็นเรื่องอื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหน้าที่ในการทำงานของท่าน ส่วนเรื่องบทความวิชาการ ที่ท่านทำเป็นหนังสือวิชาการนั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ก็กราบเรียนในเบื้องต้นนะครับ
ท่านถัดไปท่านผู้ทรงเกียรติอีกท่านหนึ่ง ท่านทวี สอดส่อง ท่านได้พูดถึง ศาลว่าทำไมไปอยู่ในหมวดเฉพาะ หมวดที่ ๑๑ ไม่ไปอยู่ในหมวดศาลด้วยกัน อันนี้ ก็กราบเรียนด้วยความเคารพเช่นกันว่า ท่านคงไม่มีเจตนาที่จะบอกว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่เป็นศาล แต่ว่าในบทบัญญัติของกฎหมาย เรียกศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นศาล แล้วก็ มีกระบวนในการพิจารณาตามกฎหมายวิธีพิจารณาแบบศาล แล้วก็ใช้อำนาจทางตุลาการ อีกด้านหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นศาลเฉพาะทาง แล้วก็ตามความมุ่งหมายของผู้ร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ก็ให้คำอธิบายไว้เหตุที่แยกไปหมวด ๑๑ ต่างหากไม่รวมกับศาลอื่น เพื่อให้เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นศาลที่มาบอกถึงลำดับชั้น ขององค์กรศาล แต่ว่าหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นศาลที่ใช้กฎหมายสูงสุด แล้วก็ เป็นศาลที่ใช้อำนาจเฉพาะทางเป็นอำนาจพิเศษแยกออกจากศาลอื่น มีการกำหนดที่มา องค์ประกอบ คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้ามที่แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา เพื่อให้การ สรรหาผู้มาทำหน้าที่ตุลาการนั้นมีความเข้มข้น มีความสำคัญ แล้วก็ให้ได้ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ที่แตกต่างจากที่เคยมีมา อันนี้ก็เป็นเหตุผลของผู้จัดทำ รัฐธรรมนูญได้ให้คำอธิบายไว้
ท่านถัดไปท่านรังสิมันต์ ก็มีการพูดถึงรายงานประจำปีว่าเขียนแต่สิ่งที่ เป็นข้อดี ข้อเสียไม่เขียน ตรงนี้ก็ตอบด้วยความเป็นรายงานว่าการรายงานนั้นเป็นการ รายงานตามรูปแบบที่ใช้ในราชการทั่วไปว่าได้ดำเนินการอะไรบ้าง ซึ่งเราประมวลไว้ ๗ ด้าน สำคัญด้วยกัน แม้แต่เรื่องคดีก็เหมือนกันที่บอกว่ามีคดีน้อย จริง ๆ ศาลพิจารณาไปถึง ๑๐๔ คดี แล้วก็มีคำวินิจฉัย ๒๐ คำวินิจฉัย มีคำสั่ง ๘๔ คำสั่ง ในเรื่องของการตรวจสอบ ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ได้กราบเรียนไปแล้วก็เป็นคำตอบเดียวกัน ในเรื่องของการ ดำเนินการในเรื่องของการทำรายงาน ก็อย่างที่กราบเรียนในประเด็นที่ท่านอื่นได้ถามไว้ ก็ขอข้ามไป เพื่อไม่ให้ซ้ำนะครับ