อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ อภิปรายรายงานของศาลรัฐธรรมนูญ โดยชี้ว่าการตั้งศาลรัฐธรรมนูญเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์เมื่อเทียบกับศาลฎีกา และวิพากษ์วิจารณ์ว่าประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อองค์กรนี้จากคำวินิจฉัยที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง เช่น กรณีวินิจฉัยให้ทำถนนก่อนรถไฟ ซึ่งขัดต่อพันธกิจในการสร้างประโยชน์สุขของประชาชน พร้อมยกตัวอย่างอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ที่เคยมีคำวินิจฉัยที่สังคมยอมรับได้
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม อนุรักษ์ ตั้งปณิธานนท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดมุกดาหาร เขต ๑ พรรคเพื่อไทย วันนี้ผมขออภิปรายรายงานของศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนอื่นต้องพูดให้พี่น้องประชาชนเข้าใจว่า ศาลรัฐธรรมนูญเมื่อก่อนไม่มี ศาลรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๐ ที่จริงแล้วในโลกนี้ หลายประเทศก็ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ แต่ว่าประเทศไทยได้บัญญัติเมื่อรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ก็มีศาลรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น ที่จริงแล้วผมคิดว่าการตั้งศาลรัฐธรรมนูญขึ้น มันเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ ที่จริงแล้วมีศาลฎีกาที่เขาทำหน้าที่นั้น อยู่แล้ว เวลามีคดีอะไรเกิดขึ้นก็สามารถใช้ศาลฎีกาเป็นศาลวินิจฉัยได้อยู่แล้ว แต่ก็มาตั้ง ศาลรัฐธรรมนูญขึ้นซึ่งสิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ตอนนั้นผมเรียนว่าศาลรัฐธรรมนูญ เมื่ออดีตตอนตั้งใหม่ ๆ ตอนปี ๒๕๔๐ มา มีผู้มีชื่อเสียงมากมายในสังคม ในกระบวนการศาล เข้ามาเป็นศาลรัฐธรรมนูญผมก็จำชื่อได้หลายคน แล้วก็มาถึงปีนี้ปี ๒๕๖๓ มีการรายงาน ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมเห็นว่าในรายละเอียดที่ท่านรายงานมาแต่ละปี มันมีเนื้อหา น้อยมาก ท่านลองไปเปรียบเทียบกับงบประมาณที่เราสร้างศาลรัฐธรรมนูญไป เปรียบเทียบ กับบุคลากรที่ใช้เงินไป และเปรียบเทียบกับคดีที่ท่านตัดสินออกมาแต่ละปีนั้น ผมว่า มันไม่คุ้มค่า ที่จริงแล้วกลับไปอยู่ศาลฎีกาเหมือนเดิมดีกว่านะครับ เพราะว่าศาลฎีกา ก็สามารถทำหน้าที่นี้ได้อยู่แล้วนะครับ ผมอ่านพันธกิจของท่าน พันธกิจของท่านเขียนว่า คุ้มครองความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ สิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยยึดหลักนิติธรรม ภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน อันสุดท้ายคือเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เดี๋ยวผมจะอธิบายต่อ เป้าประสงค์ของท่าน เพื่อให้บรรลุพันธกิจดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดเป้าหมายของการดำเนินการไว้ดังนี้ ๑. ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการพิจารณาคดีสู่สากล ๒. เสริมสร้างและพัฒนาระบบ บริหารจัดการภายในองค์กรให้มีความเข้มแข็ง ๓. บุคลากรที่มีความสามารถควบคู่คุณธรรม และจริยธรรม ๔. ประชาชนมีความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อศาลรัฐธรรมนูญ นี่ละครับข้อที่ ๔ คำว่า ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ วันนี้ผมฟังเพื่อน ส.ส. ทุกท่าน ซึ่งเป็น ตัวแทนของประชาชนได้สะท้อนความคิดเห็นออกมาว่า ศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่มีความเชื่อมั่น ต่อประชาชน การไม่มีความเชื่อมั่นต่อประชาชน มันก็เกิดจากเหตุอะไรครับ เกิดจากเหตุการณ์ ปฏิบัติหน้าที่ของท่าน เพราะว่าคำวินิจฉัยของท่านเมื่อออกมาสู่สังคมแล้ว ประชาชนเขา ก็วิจารณ์กันว่า มันจริงหรือเปล่า มันใช่หรือไม่หลาย ๆ เรื่อง เดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง ซึ่งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๘ นั้นบัญญัติไว้ให้ การพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาล รัฐธรรมนูญนั้น จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามตัวบทกฎหมาย แต่ก็มีคำวินิจฉัยซึ่งทำให้ พี่น้องประชาชนเคลือบแคลงสงสัยอยู่คำวินิจฉัยหนึ่ง ซึ่งประชาชนก็จำมาถึงทุกวันนี้ เมื่อครั้งวินิจฉัยว่าเมื่อสมัยอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ตอนนั้นผมเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรด้วยได้มีการของบประมาณทำทางรถไฟ แต่ศาลรัฐธรรมนูญไปวินิจฉัยว่า ต้องไปทำถนนลาดยางให้หมดก่อน ซึ่งประชาชนก็งงมากว่า ทำไมศาลรัฐธรรมนูญไปวินิจฉัย แบบนั้น แล้วก็เป็นตราบาปของศาลรัฐธรรมนูญที่เขาจำมาทุกวันนี้ว่าทำไมถึงไปพิจารณา เรื่องนั้น ทำไมไม่เกี่ยวกับเรื่องข้อกฎหมายเลย เอาความรู้สึกมาพูดหรือเปล่า บอกว่าให้ไป ทำถนนลาดยางให้เสร็จหมดก่อน ค่อยมาทำรถไฟ อย่างนี้มันก็ไปขัดกับหลักที่ท่านบอกว่า เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน ฝ่ายบริหารเขาเข้ามาทำหน้าที่ เขาก็เสนองบประมาณ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน แต่ท่านก็ไปวินิจฉัยไปอีกแบบหนึ่ง เราคงจะไม่ต้องเอ่ยชื่อว่า เป็นใคร ฉะนั้นมันก็เลยไปขัดต่อเป้าประสงค์ของท่านที่บอกว่า ประชาชนจะมีความเชื่อมั่น ต่อศาลรัฐธรรมนูญ มันอยู่ที่คำวินิจฉัยของท่าน ถ้าคำวินิจฉัยของท่านออกมาแล้วมันตรง กับความเป็นจริง ใกล้เคียงกับข้อกฎหมายทุกอย่าง ผมก็เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญก็จะมีชื่อเสียง ในทางที่ดี องค์กรอิสระจะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างนั้น เมื่อท่านวินิจฉัยไปแล้วไม่มีใครทำอะไร ของศาลรัฐธรรมนูญได้ เพราะว่ากฎหมายให้หน้าที่อำนาจในการวินิจฉัย เมื่อวินิจฉัยเสร็จแล้ว ไม่มีใครจะไปโต้แย้งท่านได้ ฉะนั้นการที่ท่านจะออกคำวินิจฉัยสุดท้ายของศาลรัฐธรรมนูญ มันเป็นบทบัญญัติสำคัญมาก ซึ่งคำวินิจฉัยของท่านถือว่าเป็นกฎหมาย เพราะว่ามันเป็นคำวินิจฉัย สูงสุด แต่ผมเรียนว่าในศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ว่ามีคนไม่ดี ผมเคยรู้จักผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง และท่านเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ ท่านวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ผมขออนุญาตเอ่ยนาม ในยุคของท่านวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ผมก็ไม่เคยเห็นคำวินิจฉัยที่ไม่สามารถตอบสังคมได้ และท่านวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ท่านลาออกจากประธานศาลรัฐธรรมนูญในขณะที่ดำรงตำแหน่ง และลาออกจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วย นั่นแสดงว่าท่านเป็นคนที่มีคุณภาพ ท่านไม่ได้ ติดยึดอำนาจ ท่านไม่ติดยึดกับเก้าอี้ที่ต้องอยู่จนเกษียณหรือว่าอยู่จนต้องครบวาระ แสดงว่า ท่านใช้ความคิด การทำงานของท่านในทางหลักการในความคิดที่ถูกต้อง เมื่อถึงเวลาท่าน บอกพอแล้ว ท่านลาออก ผมยังไม่เคยเห็นมีใครลาออกจากตำแหน่งนี้เลย มีท่านคนเดียว ที่ผมเห็นว่าลาออกจากตำแหน่งนี้ ออกจากประธานศาลรัฐธรรมนูญ ออกจากตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญด้วย ฉะนั้นฝากทางศาลรัฐธรรมนูญว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ถือเป็นคำวินิจฉัยสูงสุด ฉะนั้นฝากว่าถ้ามีคำวินิจฉัยออกมาแล้วมันเคลือบแคลงสงสัย ต่อประชาชนไปโทษเขาไม่ได้ ต้องโทษคำวินิจฉัยของท่านเอง เพราะคำวินิจฉัยของท่านนั้น ทำให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัย และมีข้อครหา ขอบคุณมากครับ