ธีรัจชัย ตั้งคำถามความโปร่งใสศาลรัฐธรรมนูญ หลัง ป.ป.ช. ชี้มูลคดีจัดซื้อ 13 ล้าน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๙ ธันวาคม ๒๕๖๔

ธีรัจชัย พันธุมาศ ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่เป็นกลางและความไม่อิสระของศาลรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าที่มาของตุลาการที่เกี่ยวข้องกับรัฐประหารและระบบอุปถัมภ์ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือในการวินิจฉัยคดี พร้อมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการจัดซื้อครุภัณฑ์และเรียกร้องให้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อคลี่คลายข้อสงสัยของสังคม รวมทั้งเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกลไกการแต่งตั้งให้เป็นธรรมและเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น

นายธีรัจชัย พันธุมาศ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ในส่วนของรายงานของปี ๒๕๖๓ ของศาลรัฐธรรมนูญ ผมได้ดูในหน้าที่ ๒ เขาเขียนไว้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรวินิจฉัย ปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตุลาการที่มีหน้าที่ และอำนาจ ต่างจากศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร กล่าวคือมีหน้าที่และอำนาจในการ วินิจฉัยปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย หรือร่างกฎหมาย การกระทำ และกรณีอื่นที่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายอื่นกำหนดให้อยู่ในขอบเขต อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญหรือเรียกว่า คดีรัฐธรรมนูญ ในส่วนของคดีรัฐธรรมนูญนั้น เท่าที่ทราบก็คือเป็นคดีทางการเมือง ในคดีทางการเมืองมีปริมณฑลที่มีส่วนได้เสีย ในเชิงของอำนาจ คนที่จะมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น ควรที่จะเป็นคนที่ผ่าน จากประชาชน ในหลายประเทศอย่างที่มีผู้อภิปรายแล้ว ก็คือจะต้องผ่านแม้จะตั้ง โดยประธานาธิบดีหรือผู้นำประเทศอื่น ๆ ก็จะตั้งผ่านสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นจากประชาชน แต่สำหรับคดีศาลรัฐธรรมนูญของประเทศไทยนั้น เชื่อมโยงจากองค์กรที่มาจาก คณะรัฐประหาร ก็คือสภานิติบัญญัติหรือในส่วนของวุฒิสภาที่ตั้งโดยคณะรัฐประหาร คือ คสช. ในประเทศที่มีการปกครองแบบของไทยคือ ในเชิงของเนื้อหารูปแบบอาจจะเป็น ประชาธิปไตยคือมีการเลือกตั้ง แต่เนื้อหามีการควบคุมโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญให้องค์กร รัฐธรรมนูญนั้น เป็นเครื่องมือในการที่จะรักษาอำนาจ และขยายอำนาจของตนเอง ในการปกป้องอำนาจของตัวเอง ดังนั้นคนที่จะเป็นศาลรัฐธรรมนูญนั้นอย่างน้อย ๆ จะต้องมีความเป็นกลางและมีความอิสระ และมีความสุจริตเป็นที่ประจักษ์อยู่เช่นกัน ถามว่า ความเป็นกลางมีไหม ตอบว่าไม่มีครับ เพราะว่าที่มาท่านมาจากองค์กรมาจากรัฐประหาร ก็ไม่แปลกหรอกครับ ที่คำวินิจฉัยแต่ละเรื่อง ไม่ว่าการล้มล้างการปกครองเพียงคน ๒ คน ขยายเป็นทุกคน ไม่ว่าการยุบพรรคอนาคตใหม่ กู้ยืมเงินเป็นรายได้ หรือเรื่องอื่น ๆ ในกรณีที่ นายกรัฐมนตรี หรือฝ่ายที่เป็นฝ่ายรัฐบาลรัฐประหารถูกคดีขึ้นมาในคดีสำคัญ จะไม่เคย ถูกลงโทษให้เคยเสียหายเลย นี่คือเรื่องไม่แปลกที่เกิดขึ้นในกรณีของหลักการที่มานั้น อาจจะไม่เป็นกลาง ทำให้มีข้อสงสัยทุกคดีที่มีการตัดสิน

๒. ความอิสระ อิสระจากอะไรครับ อิสระจากการบริหาร แต่ทางอุดมการณ์ ความคิด และความเป็นหนี้บุญคุณในระบบอุปถัมภ์ที่ได้มีการเชื่อมโยงในการแต่งตั้งมา อิสระไหม ไม่อิสระครับ มันก็เกิดคดีแปลกประหลาด ผลแปลกประหลาดที่ไปผูกพัน ทุกองค์กร บางทีก็ตัดสินแล้วก็เผื่อไปให้อีกฝ่ายหนึ่งมาตั้งคดีเพื่อจะยุบพรรคหรือจะทำ อย่างไรต่อไปในส่วนนี้ ถามว่าอย่างนี้เราอยากให้เกิดในประเทศเราหรือครับ ในการวาง บรรทัดฐานที่บิดเบี้ยวแบบนี้ขึ้นมา

อีกประการหนึ่ง คือเรื่องซื่อสัตย์สุจริต คนที่จะเข้าเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริต ผมดูในงบประมาณ ในรายงานฉบับนี้หน้าที่ ๖๕ ในเรื่องของ รายจ่ายครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์มีทั้งหมด ๑๓,๓๑๑,๑๐๐ บาท ครุภัณฑ์เคยมีข้อโต้แย้ง เมื่อปี ๒๕๕๒ และ ป.ป.ช. ได้มีการชี้มูลไปเมื่อต้นปีนี้เองว่า มีเจ้าหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ และมีบางส่วนเป็นอดีตรองเลขาธิการรัฐธรรมนูญ และเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ มีส่วนในการที่จะเอื้อล็อกสเปก (Lock spec) เอื้อต่อบริษัท ๆ หนึ่ง ซึ่งเสนอขึ้นมา ๓ บริษัท คือมีการไขว้เอาพนักงานมาเสนอ ๓ บริษัท แล้วเอื้อเร่งรัดให้มีเขียนขอบเขตงาน เพื่อเอื้อล็อกสเปก (Lock spec) เร่งรัดให้มีการจัดจ้าง เร่งรัดให้มีการจัดซื้อ โดยเลขาธิการ ในขณะนั้นเป็นคนเดียวกับคนนี้หรือไม่ รองเลขาธิการในขณะนั้นซึ่งรับผิดชอบดูแล การจัดซื้อจัดจ้างด้วยคอมพิวเตอร์นั้น ปัจจุบันเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในการสอบสวน มีการสอบสวนครับ ข่าวที่เล็ดลอดออกมานั่นก็คือ มีส่วนเกี่ยวข้องเป็นทอด ๆ แม้กระทั่ง มีการดำเนินคดีฐานหน่วงเหนี่ยว กักขังเจ้าหน้าที่ที่ตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง การรับของ ถูกดำเนินคดีกักขัง มีการฟ้องบริษัทที่ไปร้องเรียนเจ้าหน้าที่คนนั้น จนกระทั่ง มีการจ่ายสตางค์ของบริษัทเป็นแสนกว่าบาท กับ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าบาท สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ เกิดขึ้น ถามว่าคนเหล่านั้นคนที่เป็นเลขาธิการ และรองเลขาธิการที่ปัจจุบันเป็นตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ถามว่ากรณีอย่างนี้มันพิสูจน์ถึงความซื่อสัตย์สุจริตหรือไม่ครับ ที่สำคัญ คนอย่างนี้เข้าไปมีหน้าที่ในการที่จะมาตัดสินคดีบิดเบี้ยวแบบนี้หรือครับ เรื่องอย่างนี้ เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ผมถามนะครับว่ามันเป็นจริงหรือไม่ มันมีเหตุเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ท่านตอบมาว่าจริงหรือไม่จริง ผมจะไม่ชี้ แต่นี่คือเป็นสิ่งที่มันเกิดขึ้น แล้วก็มีข้อมูลที่บอกมา ถ้าท่านตอบได้ก็กรุณาตอบว่ามันจริงหรือไม่จริง ผมเป็นห่วงงบ ๑๒ ล้านบาท จะเหมือนกับ ๑๓ ล้านบาทในอดีตหรือเปล่าครับ แล้วชี้มูลเมื่อต้นปีนี้ ๑๓ ล้านบาทอย่างนี้ แล้วเอาไปไหน เงินตรงนั้นเป็นอย่างไร แล้วตอนนี้ถามว่าแล้วมีข่าวออกมาอีกข่าวหนึ่งนะครับ ผมไม่ทราบว่า จริงหรือไม่ ท่านตอบมาแล้วกันนะครับ มี ๒ คนที่หลุดนะครับ เลขาธิการในขณะนั้น กับรองเลขาธิการซึ่งเป็นตุลาการ หลุดจากการสอบสวนของ ป.ป.ช. ทั้งที่มีข้อมูลคนที่ภายใน เขาบอกว่า มีการให้ข้อมูลแบบเยอะมาก อย่างไรก็ไม่น่าที่จะหลุด แต่ก็หลุดครับ นี่คือ เป็นระบบอุปถัมภ์ของระบบเครือข่ายอำนาจเผด็จการหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ ท่านที่เกี่ยวข้อง กรุณาช่วยตอบให้กระจ่างชัด ให้สอดคล้องกับรายงาน ผมเป็นห่วงรายงาน ๑๒ ล้านบาทเศษ เป็นอย่างไร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๓ มีเงินทั้งหมด ๕๗ ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่าย ของเงินเดือนตุลาการ และค่าสนับสนุนเฉลี่ยแล้วคนละ ๖๐๐,๐๐๐ กว่าบาทต่อเดือน ค่าเฉลี่ย ๕๒๙,๙๔๔ บาท เดือนละ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าบาทครับ นี่เงินจำนวนมาก แล้วผลงาน ออกมาแค่นี้หรือครับ นี่เงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ กว่าบาทต่อเดือนต่อคน แต่จ้างคนขึ้นมา แล้วมาตัดสินบิดเบี้ยวแบบนี้ แล้ววางรากฐานแบบนี้ทำให้ความไม่เชื่อถือของประเทศ หลักบ้านเมืองเสียหายอย่างนี้ ช่วยกรุณาตอบด้วยว่าจริงหรือไม่ เอาเฉพาะคดีที่ทุจริต ซื้อคอมพิวเตอร์ ๑๓ ล้านบาท ช่วยตอบด้วยนะครับว่าเป็นใครบ้าง ผมไม่อยากเอ่ยชื่อ ให้ท่านบอกว่ามีใครบ้างที่ถูกกล่าวหาในขณะนั้น ตัวเลขาธิการคือใคร รองเลขาธิการคือใคร ช่วยตอบว่าจริงหรือไม่จริงครับ มันเป็นที่คลางแคลงใจของประชาชนทั่วทั้งประเทศ แล้วจะปล่อยให้เหตุการณ์อย่างนี้ คนบริหารเงิน คนมาตัดสินคดีแบบนี้ ไม่สุจริตแบบนี้ เข้ามาอยู่ในองค์กรตุลาการได้อย่างไรครับ ท่านประธานครับ