ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ ตั้งข้อสังเกตถึงความขัดแย้งในการตีความคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่อ้างสิทธิเสรีภาพและแนวคิดสากล แต่กลับจำกัดความในกรณีสมรสเท่าเทียม ซึ่งขัดกับพัฒนาการของสังคมและความหลากหลายทางเพศ พร้อมตั้งคำถามถึงการอ้างจารีตที่ล้าสมัยและเนื้อหาที่อาจก่อให้เกิดการเหยียดกลุ่มผู้มีความหลากหลาย รวมถึงตั้งข้อกังวลต่อประสิทธิภาพของศาลจากการใช้งบประมาณสูงแต่พิจารณาคดีช้า โดยเฉพาะคดีสำคัญด้านสิทธิมนุษยชน จึงเรียกร้องให้เพิ่มคุณภาพและความเร่งด่วนในการพิจารณาคดีเพื่อความเป็นธรรมของประชาชน
เรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม ณธีภัสร์ กุลเศรษฐสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ จากที่ผมได้อ่านรายงานประจำปีของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๓ ก็ได้พบว่ามีการใช้คำว่า สากลและสิทธิเสรีภาพ อยู่หลายจุดด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแผนยุทธศาสตร์ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบุว่าวิสัยทัศน์ขององค์กรคือ การเป็นสถาบันนำที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญในระดับสากล และเป้าประสงค์ขององค์กรคือ มุ่งยกระดับคุณภาพ และมาตรฐานการพิจารณาคดีสู่สากลให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น และศรัทธา หรือแม้แต่ค่านิยมขององค์กรเองก็ระบุว่า ยึดหลักนิติธรรมค้ำจุนประชาธิปไตย ห่วงใยสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่อย่างที่ท่านประธานก็คงทราบดีครับว่า คำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญหลายต่อหลายครั้ง กลับถูกตั้งคำถามอย่างมากมายทั้งจากนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และประชาชนทั่วไปว่าได้เป็นไปตามหลักสากลและรัฐธรรมนูญหรือไม่ เช่น เรื่องการยุบพรรคอนาคตใหม่หรือเรื่องการปฏิรูปเท่ากับล้มล้าง รวมไปถึงคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อไม่นานมานี้ในเรื่องการสมรสเท่าเทียม ซึ่งก็สร้างความไม่พอใจ ให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ทำให้กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจนเกิดเป็น แฮชแท็ก (Hashtag) ในทวิตเตอร์ (Twitter) ว่า ศาลรัฐธรรมนูญเหยียดเพศ ซึ่งกระแส วิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอย ๆ แต่เกิดขึ้นมาจากตัวคำวินิจฉัยของศาลเอง ที่เปิดช่องให้สามารถโต้แย้งได้ อย่างเช่น การให้นิยามของการสมรสไว้อย่างคับแคบมาก ๆ ว่า การสมรส คือการสืบพันธุ์ เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์เท่านั้น การให้เหตุผลอย่างนี้ราวกับว่ามนุษย์เป็นเพียงเครื่องจักร ผลิตลูกเลยนะครับ ทั้ง ๆ ที่การสมรสเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนกว่านั้นมาก ถ้าต้องการเพียงจะผลิตลูกเพื่อสืบพันธุ์จริง ๆ ไม่จำเป็นต้องสมรสกันก็ได้ครับ และหากเรา ไปดูคำวินิจฉัยในเรื่องเดียวกันนี้ของศาลสูงสุดสหรัฐอเมริกาจะเห็นได้ว่า ศาลได้ให้คำนิยาม ไว้ว่า การสมรสเกิดจากความรัก ความผูกพัน และการตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน มิได้มีเรื่องการสืบพันธุ์แต่อย่างใด และในคำวินิจฉัยตุลาการหลายท่านยังมีความกังวลอีกว่า การที่เพศเดียวกันจะสมรสกันได้จะไปขัดต่อศีลธรรมอันดี และจารีตประเพณีของสังคม ท่านประธานครับ ท่านประธานก็ทราบดีว่าสังคมนั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทุกวันนี้ มีแนวคิดในเรื่องสิทธิมนุษยชน และความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศมากขึ้น ทุกวันนี้เพศไม่ได้มีแค่ ๒ เพศอีกต่อไปแล้วครับ แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังคงยึดติดกับ จารีตประเพณีที่มีการร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๔๔๘ ขึ้น ซึ่งก็ผ่านมา เกือบ ๑๐๐ ปีแล้ว โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับปรากฏการณ์ของสังคมที่มีการเคลื่อนไหว และแก้ไขกฎหมายให้สามารถสมรสเท่าเทียมได้ ซึ่งในปัจจุบันมีมากถึง ๓๐ ประเทศแล้วครับ ที่แก้กฎหมายให้รองรับการสมรสเท่าเทียม หรือท่านคิดว่าการดำรงไว้ซึ่งความคิด จารีตประเพณีที่ล้าหลังนั้น เป็นการรักษาไว้ซึ่งความเป็นสากลแบบไทย ๆ อีกทั้งในคำวินิจฉัย บางส่วนยังได้กล่าวอีกว่า แม้สิทธิในการสมรสจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน อันมาจากรากฐาน จากสิทธิมนุษยชนที่มนุษย์ทุกคนมีสิทธิในการสร้างครอบครัว โดยไม่ขึ้นกับวิถีทางเพศ และอัตลักษณ์ทางเพศก็ตาม แต่เราจะต้องยึดถือตามศีลธรรมอันดีและจารีตประเพณี ของสังคมไทย ราวกับว่าศีลธรรมอันดีและจารีตประเพณีนั้น มีความสำคัญกว่าสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นหลักใหญ่กว่าเสียอีกครับ นอกจากนี้ในคำวินิจฉัยยังได้เปรียบเทียบกลุ่มคนที่มี ความหลากหลายทางเพศเป็นคนผิดธรรมชาติ เหมือนกลุ่มสัตว์ที่มีพฤติกรรมแปลกแยก จากปกติ และผลักดันให้กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศไปใช้กฎหมายแยกต่างหาก อย่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิต ไม่ให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เหมือนคู่รักชายหญิง ทั้ง ๆ ที่ ความจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นคู่รักเพศเดียวกันหรือคู่รักต่างเพศ ต่างก็มีความรักที่มนุษย์ ให้ต่อกัน มิใช่เปรียบความรักของคู่รักเพศเดียวกันเสมือนความรักของสัตว์ที่มีพฤติกรรม แปลกแยก แล้วท่านอยากจะวินิจฉัยให้ผมเป็นสัตว์สายพันธุ์ไหนครับ ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ ขึ้นสไลด์ (Slide) ให้หน่อยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิด คำถามต่อไปว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้ทำหน้าที่สมกับจำนวนภาษีที่ได้รับไปจากประชาชน หรือไม่ จากรายงานในปี ๒๕๖๓ ศาลรัฐธรรมนูญได้งบประมาณไปสูงถึง ๓๑๙ ล้านบาทเศษ เพิ่มสูงกว่าปี ๒๕๖๒ ถึงกว่า ๗๑ ล้านบาทเศษ เงินเดือนของตุลาการคนหนึ่งก็สูงถึง ๑๓๑,๙๒๐ บาทต่อเดือน ซึ่งงบประมาณสูงขนาดนี้ แต่ท่านตุลาการก็ยังมีความกังวล เป็นอย่างมากว่า กลุ่มคนผู้มีความหลากหลายทางเพศจะเข้าไปแย่ งสวัสดิการและใช้ งบประมาณของรัฐทั้ง ๆ ที่สิทธิและสวัสดิการเหล่านี้ เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องจัดให้แก่ ประชาชนผู้เสียภาษีไม่ว่าจะเพศใดด้วยซ้ำไป และยิ่งเมื่อเข้าไปดูปริมาณงานของศาลรัฐธรรมนูญ ก็จะพบว่า ปริมาณคดีที่พิจารณาแล้วเสร็จมีน้อยมาก ในปี ๒๕๖๓ มี ๒๐ คดี ปี ๒๕๖๒ ๑๕ คดี ปี ๒๕๖๑ ๖ คดี และปี ๒๕๖๒ มีเพียง ๒ คดีเท่านั้น นี่ยังไม่นับรวมถึงระยะเวลา ที่ใช้ในการพิจารณาคดีที่ไม่แน่นอน ขึ้นกับสถานการณ์ ถ้าเป็นคดีการเมืองอย่างเรื่องการยุบ พรรคอนาคตใหม่ ศาลใช้ระยะเวลาเพียงแค่ ๕๘ วันเท่านั้น แต่พอเป็นคดีสมรสเท่าเทียม เป็นเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนที่ถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ กลับถูกเลื่อนแล้วเลื่อนอีก ราวกับว่าความลำบากของพี่น้องประชาชนไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน จนต้องใช้ระยะเวลาเกือบปี กว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย ทั้ง ๆ ที่ในรายงานฉบับนี้ก็บอกไว้อย่างชัดเจนว่า ระยะเวลาในการ วินิจฉัยของศาลไม่ควรเกิน ๑๒๐ วันนับแต่วันที่รับคำร้อง อย่างนี้จะไม่ให้ประชาชน คิดได้อย่างไรว่าศาลอยู่ข้างใคร
ท่านประธานครับ ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้เพราะผมอยากจะเห็นองค์กร อย่างศาลรัฐธรรมนูญยกระดับคุณภาพ และมาตรฐานการพิจารณาคดีสู่สากล และคำนึงถึง สิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างจริงจังมากกว่านี้ อย่าปล่อยให้ถ้อยคำเหล่านี้เป็นเพียง ถ้อยคำสวยหรูในรายงาน จนประชาชนตั้งคำถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญยังจำเป็นจะต้องมีอยู่ หรือไม่ ขอบคุณครับ