อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล วิพากษ์บทบาทศาลรัฐธรรมนูญที่หันไปเน้นการวินิจฉัยสถานภาพนักการเมืองและยุบพรรคการเมืองมากกว่าการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงที่มา ความไม่โปร่งใส ขาดมาตรฐานในการตัดสิน และการตัดสินใจที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในสังคม รวมถึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปทั้งในด้านกระบวนการคัดเลือกตุลาการ ความโปร่งใสในการเผยแพร่คำวินิจฉัย การควบคุมค่าใช้จ่าย และการยกเลิกหลักสูตรที่ไม่จำเป็น เพื่อไม่ให้ศาลกลายเป็นองค์กรที่ล้าสมัยและขาดความน่าเชื่อถือ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลจากจังหวัด นครปฐม ท่านประธานคะ รายงานศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดิฉันได้ศึกษาแล้วก็ยังศึกษา ย้อนหลังกลับไปอีกหลายปี ปรากฏว่าหน้าที่หลักของศาลรัฐธรรมนูญก็คือ ทำหน้าที่พิทักษ์ รัฐธรรมนูญ เมื่อมีกฎหมายใดที่ขัดแย้งก็มีหน้าที่ที่จะวินิจฉัย เพื่อจะปกป้องรัฐธรรมนูญ ที่เป็นกฎหมายสูงสุด แต่ปรากฏว่าหลายปีที่ผ่านมาหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญกลับไม่ได้ ทำหน้าที่หลัก ผลงานที่โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์กับสังคมกลับกลายเป็นหน้าที่รอง หน้าที่รอง อย่างเป็นต้นว่า หน้าที่วินิจฉัยสถานภาพนักการเมือง หน้าที่ยุบพรรคการเมือง แล้วก็หน้าที่ โมฆะล้มล้างการเลือกตั้ง อย่างเช่น ของปีนี้ในรายงานประมาณ ๒๐ เรื่อง ก็จะเป็นเรื่อง วินิจฉัยสถานภาพของนักการเมืองประมาณ ๘ เรื่องจาก ๒๐ เรื่อง ท่านประธานคะ องค์กร ที่สามารถชี้เป็นชี้ตายให้กับสังคมสำคัญระดับนี้ จะต้องมีที่มาที่มีความชอบธรรม อย่างสูงสุดเป็นที่ยอมรับ แต่ศาลรัฐธรรมนูญไทยตรงกันข้ามกับนานาอารยประเทศ ที่เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส เยอรมัน ออสเตรีย ที่มาของศาลรัฐธรรมนูญจะต้องผ่าน สภาผู้แทนราษฎร ถึงแม้จะมีประธานาธิบดีเป็นคนเลือกก็ต้องได้รับการรับรองจาก สภาผู้แทนราษฎรร่วมกับวุฒิสภา แม้กระทั่งในไต้หวัน ในเกาหลีใต้ซึ่งเป็นเอเชีย (Asia) ใกล้ ๆ เราก็เช่นเดียวกันของเขาจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร ของไทยนี่นะคะเรารู้ ๆ กันอยู่แล้วเลือกจากตุลาการศาลฎีกา จากตุลาการศาลปกครอง แล้วทั้งหมดก็มาผ่านเฉพาะวุฒิสภาค่ะ แล้วเราก็รู้กันดีใช่ไหมคะว่าวุฒิสภามาจากไหน ท่านประธานคะ นอกจากจะมีที่มาที่ไม่ชอบธรรมแล้ว ไม่เป็นที่ยอมรับแล้ว ผลงานที่ผ่านมา ก็เช่นเดียวกัน หลาย ๆ เรื่องที่โดดเด่นก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นคำวินิจฉัยที่คลุมเครือ ย้อนแย้ง ไม่มีมาตรฐาน คำวินิจฉัยที่วินิจฉัยแล้วไม่ได้ สร้างข้อยุติให้กับสังคม แต่กลับสร้างความแตกแยก ร้าวลึก ไม่เป็นที่ยุติสักที ตอกลิ่ม ความขัดแย้งให้มันมากขึ้น ดิฉันจะขอยกตัวอย่างคำวินิจฉัยที่ย้อนแย้งสัก ๒ อัน ครั้งที่วินิจฉัยญัตติขอแก้รัฐธรรมนูญ ศาลมีคำวินิจฉัยว่าจะต้องไปทำประชามติก่อน ไปถาม ประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดก่อนว่าจะให้แก้รัฐธรรมนูญไหม ตอนนั้นดิฉันก็ดีใจ ดิฉันก็คิดว่า โอเค (OK) ประชาชนมีความสำคัญ แต่ต่อมาการวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคมที่ผ่านมา คดีปฏิรูปเท่ากับการล้มล้างระบอบค่ะ ปรากฏว่าในคดีนั้นส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัย ในคำวินิจฉัยเขียนไว้ว่า ประวัติศาสตร์การปกครองไทย อำนาจปกครองเป็นของ พระมหากษัตริย์มาโดยตลอดตั้งแต่สุโขทัย อยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์ ท่านประธานคะ แล้วก็จบลงด้วน ๆ จบลงด้วยดื้อ ๆ แบบนี้ค่ะ สร้างความงุนงงยิ่งไม่เข้าใจ ดิฉันถามว่า ปี พ.ศ. ๒๔๗๔ แล้วมันข้ามกระโดดปี ๒๔๗๕ ไป ปี ๒๔๗๖ เลยหรือคะ ปี ๒๔๗๕ มันมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย แล้วท่านทิ้งคำวินิจฉัยด้วน ๆ แบบนั้นว่า เราปกครองโดยกษัตริย์จนกระทั่งถึงรัตนโกสินทร์ มันถึงรัชสมัยไหน มันถึงปีไหนคะ ท่านทิ้งทุ่น ทิ้งคำถาม ทิ้งความขัดแย้งไว้ให้กับสังคมเรา คำวินิจฉัยอย่างนี้ไม่สามารถหาข้อยุติให้กับสังคมได้ แถมยังจะสร้างความขัดแย้งที่ลามปาม ไปไกล ความไร้มาตรฐาน อย่างเช่นบางครั้งการตัดสินท่านเปิดพจนานุกรม แต่บางครั้ง ท่านไม่เปิด ท่านใช้วิเคราะห์เอาเหมือนหมอดูอีที (ET) แม้กระทั่งจะให้ไต่สวนพยาน ผู้ต้องหา อยู่ในเรือนจำ ๓ คน จะไปตัดสินว่าเขาทำความผิดข้อหาที่รุนแรงมาก ล้มล้างการปกครอง เจ้าตัวอยู่ในเรือนจำ ๓ คน เขามีพยาน เขาเสนอพยาน มีพยานผู้ทรงคุณวุฒิพร้อมจะมาให้ ไต่สวน แต่ศาลตัดออกไม่ยอมไต่สวน การตัดสินคดีที่ร้ายแรงโดยไม่ยอมไต่สวนพยาน ที่สำคัญของฝ่ายผู้ถูกร้อง มันจะเป็นคำตัดสินที่ได้รับการยอมรับจากสังคมได้อย่างไรคะ ท่านประธาน
มาถึงการใช้อำนาจเกินขอบเขตก็เช่นเดียวกัน คำตัดสินเรื่องปฏิรูปเท่ากับ ล้มล้าง เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลได้วินิจฉัยเกินขอบเขตอำนาจของตัวเอง วินิจฉัย ไปถึงอนาคต ทั้ง ๆ ที่มีหน้าที่เพียงแต่วินิจฉัยผู้ถูกร้องแค่ ๓ คนเท่านั้นว่า การกระทำนั้น มันทำได้หรือไม่ได้ แต่ท่านวินิจฉัยไปถึงอนาคตว่า ห้ามทำอีกในอนาคต อันนี้มันคือ เกินขอบเขต นอกจากนั้นยังไปเอาองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้องอะไรก็ไม่ทราบ ไม่ทราบว่าองค์กร ไหนมาเขียนให้มันงง ๆ เล่นไปอย่างนั้นค่ะท่านประธาน ปัจจุบันประชาชนมีความรู้มากขึ้น ประชาชนรู้ว่า ตุลาการก็คือเจ้าพนักงานยุติธรรมคนหนึ่งเท่านั้นเองไม่ได้ลอยมาจากฟากฟ้า พสุธาที่ไหนเราเป็นคนเท่า ๆ กัน ถ้าท่านใช้อำนาจเกินขอบเขตอำนาจที่มีตามรัฐธรรมนูญ ท่านก็ถูกดำเนินคดีอาญาข้อหา มาตรา ๑๕๗ ได้ นอกจากนี้การใช้อำนาจที่เกินขอบเขตที่เขาไม่ได้ให้แต่ท่านใช้ ก็ยังสามารถที่จะโดนข้อหา จาก พ.ร.ป. ของ ป.ป.ช. ได้เช่นกันค่ะ สามารถเอาผิดในข้อหา เจ้าตัวรู้ว่าตัวเองไม่มีอำนาจ ก็ยังจะทำ ไม่มีอำนาจแต่ยังกระทำการ ผิดกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา ๑๗๑ และมาตรา ๑๗๒ ค่ะท่านประธาน
มาถึงประเด็นสุดท้าย ความล่าช้าในการอ่านคำวินิจฉัยเต็ม เมื่อท่านอ่าน คำวินิจฉัยแล้วกว่าอีกหลายวันกว่าที่จะออกคำวินิจฉัยเต็ม นักวิชาการก็ไม่กล้า ที่จะวิจารณ์ เพราะว่ายังไม่มีคำวินิจฉัยเต็มมาสักทีหนึ่ง แล้วแถมเมื่อมีก็มีการเติม มีการอุดช่องโหว่ มีการฟังกระแสสังคมก่อน แล้วก็ค่อยมาต่อเติมทีหลัง อันนี้มันก็ไม่ถูกต้อง ดิฉันแนะนำให้ท่านไปดูงานที่ศาลปกครองค่ะ ศาลปกครองสามารถจะมีคำวินิจฉัยเต็ม แสดงต่อสาธารณชนได้เลยในวันที่นัดอ่านคำพิพากษา ศาลปกครองกับท่านไม่ได้มีงาน มากไปกว่ากัน ศาลปกครองทำได้ ดิฉันคิดว่าศาลยุติธรรมต้องทำได้ค่ะ อันนี้เป็นทางแก้นะคะ ดิฉันหวังว่า รอบหน้าน่าจะมีคำวินิจฉัยเต็มออกมาในวันเดียวกับที่ท่านอ่านคำวินิจฉัยด้วยค่ะ
ท่านประธานคะ เงินเดือนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมากกว่าเงินเดือนนายก มีผู้ช่วย ๗ คน มีเลขาอีกคนหนึ่ง ค่าใช้จ่ายของท่านต่อคนต่อหัวเกือบ ๔๐๐,๐๐๐ บาท ต่อเดือน ดิฉันเสียดายเงินค่ะ จากรายงานศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการกล่าวถึงโครงการ การอบรมหลักสูตร นธป. ด้วยเป็นรุ่นที่ ๘ แล้ว จำนวน ๕๒ คน คือหลักสูตรนิติธรรม เพื่อประชาธิปไตย ดิฉันคิดว่าหลักสูตรนี้ยกเลิกไปเถอะค่ะ มันเป็นหลักสูตรชัด ๆ ว่า สร้างคอนเน็กชัน (Connection) ระหว่างเจ้าหน้าที่ศาลกับเอกชนมีแต่การดูงาน เดินสาย ดูงาน ปลูกต้นไม้ ไปปล่อยปลาทั่วภูมิภาค ไม่มีประโยชน์ เรื่องพวกนี้ให้คนอื่นทำเถอะค่ะ เพื่อดำรงความเป็นอิสระของศาล อย่าให้ใครเขามาติฉินนินทา ดิฉันคิดว่าที่มาของศาล จะต้องมีการออกแบบใหม่ให้มีที่มาที่มีความชอบธรรม เป็นที่ยอมรับมากกว่านี้ และเรา ไม่ควรปล่อยให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นจูราสสิค พาร์ค (Jurassic Park) เราไม่ควร จะปล่อยให้ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวไม่ได้ แล้วจะต้องสูญพันธุ์ไป แบบไดโนเสาร์ ขอบคุณมากค่ะ