สาธิต แจงโอน รพ.ส่งเสริมสุขภาพ ห่วงตัดตอนสั่งการฉุกเฉิน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๙ ธันวาคม ๒๕๖๔

สาธิต ปิตุเตชะ ชี้แจงนโยบายสาธารณสุขที่มุ่งลดความแออัดของระบบบริการแพทย์ผ่านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค โดยยกตัวอย่างความพร้อมของภูเก็ตในการเป็นศูนย์กลางรับส่งต่อผู้ป่วย รวมทั้งการโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพไปยังท้องถิ่น แต่แสดงความกังวลต่อการสูญเสียข้อต่อเชื่อมกับระบบกลางที่อาจกระทบการควบคุมโรคในอนาคต จึงเน้นย้ำความจำเป็นในการรักษาความเชื่อมโยงกับระบบสาธารณสุขส่วนกลางเพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะสนับสนุนการกระจายอำนาจก็ตาม

นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้รับมอบหมายให้มาตอบคำถามแทนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก่อนตอบ คำถามในประเด็นที่ท่านรังสิมันต์ โรม ได้สอบถามในคำถามข้อที่ ๑ ตามข้อมูลที่ท่านรังสิมันต์ โรม ได้เรียนกับท่านประธานก็ถือว่า เป็นข้อมูลที่เป็นปัญหาหลักของกระทรวงสาธารณสุข อาจจะยกโมเดล (Model) ภูเก็ตขึ้นมา เข้าใจว่าภูเก็ตเป็นเมืองที่สำคัญ และก็เป็นเมือง ที่ทำรายได้อย่างมากให้กับประเทศในแง่ของการท่องเที่ยว และที่สำคัญในช่วงของ สถานการณ์โควิด (COVID) ภูเก็ตก็เป็นจังหวัดที่ใช้นำร่องในหลาย ๆ เรื่องทั้งเปิดพื้นที่ หรือการฉีดวัคซีนเอง เพื่อจะให้การกับมาสู่สภาวะปกติของภูเก็ตทำได้ดี แล้วเป็นตัวอย่างที่ดี ของจังหวัดอื่นนะครับ สำหรับการลดความแออัดที่เราเดินหน้าทำมาโดยตลอด ซึ่งเป็น นโยบายหลักของกระทรวงสาธารณสุขอยู่แล้ว หลักสำคัญคือการส่งเสริม ป้องกัน การส่งเสริม ป้องกัน คือเราคิดในแง่ง่าย ๆ ว่าเราทำให้คนไม่ป่วยดีกว่าป่วยแล้วไปรักษา เพราะว่าภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เราก็มีภาระอย่างมากที่เป็นภาระรักษารายหัว ซึ่งก็ต้องยอมรับปัญหาที่ท่านรังสิมันต์ โรม พูดเมื่อสักครู่ว่าทั้งจำนวนคน หมอ พยาบาล อัตราส่วนที่ดูแลประชากรต่อหมอต่อคนนี้ก็เป็นปัญหา เพราะฉะนั้นหลักใหญ่ก็เดินหน้า ขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเรื่อง ๓ หมอก็ตาม หรือว่าการวางระบบในแต่ละจังหวัด จริง ๆ การวางในแต่ละจังหวัดเป็นการวางในจังหวัดด้วย แล้วก็ไปในเขตสุขภาพด้วย ในจังหวัดก็จะมีโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลอำเภอหลายขนาด แต่บางศูนย์ของจังหวัด โรงพยาบาลจังหวัดไหนที่มีศักยภาพสูง ก็จะสามารถดูแลรับส่งต่อจากโรงพยาบาลจังหวัด ที่ยังมีขนาดเล็กและไม่สามารถทำเฉพาะทางหรือตติยภูมิได้ บังเอิญโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต เป็นโรงพยาบาลที่เป็นโรงพยาบาลศูนย์ และมีความศักยภาพหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของหัวใจ แล้วก็เป็นโรงพยาบาลที่มีความพร้อมสูงสุด เพราะฉะนั้นจังหวัดใกล้เคียง ที่เขามีปัญหาก็อาจจะส่งมาที่ภูเก็ตได้ หรือบางจังหวัดก็ส่งไปที่นครศรีธรรมราชหรือสงขลา นี่เป็นการวางระบบทั้งจังหวัดและภาพรวมใหญ่ ๆ ของเขตสุขภาพด้วย

ส่วนเรื่องการส่งเสริมป้องกันแน่นอนที่สุดครับ เรากำลังเดินหน้าอย่างเต็มที่ รพ.สต. จะเป็นแม่ข่ายในการที่จะดูแลประชาชน กระจายไปยังประชาชนในชุมชน ในทุกท้องที่ ทำงานร่วมกับ อสม. อาสาสมัคร เพื่อที่จะไปดูแลสุขภาพป้องกันหรือดูแล ผู้ป่วยในลักษณะประคับประคองก็ตาม หรือว่าพอลเลียทีฟ แคร์ (Palliative Care) ทั้งหมดนี้ เป็นหน้าที่ของ รพ.สต. นั้นกลับมาที่คำถามของท่านก็คือ ความเป็นห่วงในส่วนของจังหวัด ภูเก็ตก็เรียนว่า ขณะนี้เรื่องการโอนถ่าย รพ.สต. ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รพ.สต. ที่มีความพร้อมที่สุด ผมเชื่อจะโอนเยอะที่สุด โอนถ่ายไปที่ อบจ. เยอะที่สุด คือจังหวัดภูเก็ต ขณะนี้ประเมินความพร้อมแล้ว ๒๑ รพ.สต. และผ่านเกณฑ์ประเมินเป็นระดับ ๕ ดาว ทั้งหมด และทาง อบจ. ก็มีความพร้อมที่จะรับโอนใน รพ.สต. ทั้ง ๒๑ รพ.สต. เข้าไปอยู่ กับท้องถิ่น ในส่วนของหลักเกณฑ์การประเมินก็แน่นอนที่สุดก็เป็นความพร้อม แล้วก็โพรเซส (Process) ของมันพอประเมินเสร็จ ก็ต้องส่งไปที่คณะกรรมการกระจายอำนาจ และคณะกรรมการกระจายก็ต้องส่งมาให้ทางกระทรวงสาธารณสุข เป็นคนเซ็นอนุญาต ให้ถ่ายโอนไป ซึ่งอันนี้เป็นนโยบายและเป็นกฎหมายไปแล้ว แต่ผมเรียนคุณรังสิมันต์ โรม สั้น ๆ ว่าเวลาเปลี่ยนสถานการณ์เปลี่ยน ผมมีข้อกังวล รพ.สต. หรือหมออนามัย เป็น ๑ ใน ๓ หมอที่เราจะเดินหน้าเรื่องนโยบายส่งเสริมป้องกันเรื่องสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการออกกำลังกาย เรื่องอากาศ เรื่องอาหาร แล้วก็การทำทุกอย่างไม่ให้ป่วย ในช่วงที่ไม่มีโรคระบาดพรรคประชาธิปัตย์และผมเน้นเรื่องการกระจายอำนาจ เราเชื่อมั่น เรื่องกระจายอำนาจว่า ยิ่งกระจายอำนาจไปมากเท่าไร การให้บริการประชาชนจะให้บริการ ได้ทั่วถึงและรู้ปัญหามากกว่า โดยใช้องค์ความรู้ที่กระทรวงสาธารณสุขมี แต่วันนี้ เป็นสถานการณ์โรคระบาดที่เราเพิ่งเผชิญหน้ากับโควิด (COVID) แล้วยังไม่จบกับการต่อสู้ โรคระบาด ถ้าท่านรังสิมันต์ โรม เห็นชัดเจนว่า อสม. ก็เป็นกลไกที่สำคัญ อสม. ที่มี ความเข้มแข็งไปดูได้เลยจะเกิดจาก รพ.สต. ที่มีความเข้มแข็ง ฉะนั้น รพ.สต. ที่เข้มแข็ง ก็จะคู่กับ อสม. ที่ทำหน้าที่ในเรื่องโรคระบาด โรคระบาดมันระบาดทั้งโลก ทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นการควบคุมโรคหรือองค์ความรู้ที่จะไปสู้กับโรคระบาดต้องมาจากหมอ ที่มาจาก กระทรวงสาธารณสุข ผมยังกังวลถ้าไปอยู่กับท้องถิ่น มันถูกตัดตอนในส่วนนี้ไปว่า อสม. รพ.สต. ถ้าไปอยู่กับท้องถิ่น สมมุติผู้ว่าไม่ถูกกับท้องถิ่น การสั่งการจากรัฐบาลส่วนกลาง ไปให้คุมโรคในจังหวัดนั้น ๆ จะเป็นปัญหาหรือไม่ อย่างไร นี่ก็เป็นปัญหาที่ผมเป็นห่วง แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องนำไปสู่การโอนถ่ายตามกฎหมาย แต่ว่าอันนี้ฝากเพื่อเป็นข้อมูลร่วมกัน ในอนาคตว่า ถ้าโรคระบาดกลับมาอีกครั้งหนึ่งเราจะจัดการกับการควบคุมโรค โดยสั่งการ จากส่วนของกระทรวงสาธารณสุขโดยตรง จะมีปัญหาในแง่ของการสั่งการหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการส่งเสริมป้องกันเรามีท้องถิ่น และท้องถิ่นนั้น ๆ ก็จะเข้าใจบริบทของคน ในท้องถิ่นนั้นดีกว่าส่วนกลาง เขาก็จะสามารถไปขับเคลื่อนแผนกระจายอำนาจ หรือแผน การทำเรื่องระบบสาธารณสุขจังหวัดเขาได้ดีกว่านะครับ เพราะฉะนั้นคำตอบข้อ ๑ ก็คือว่า เราได้จัดการเดินหน้าไปมากแล้วนะครับ ขอบพระคุณครับ