ธีรัจชัย พันธุมาศ อภิปรายสนับสนุนการยกเลิกคำสั่ง คสช. โดยชี้ว่าเป็นมรดกจากรัฐประหารที่ละเมิดหลักประชาธิปไตย จำกัดสิทธิเสรีภาพ และทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ทั้งการควบคุมตัวผู้เห็นต่าง การสอบสวนโดยไม่มีหมาย และการเสียชีวิตของผู้ต้องหาในค่ายทหาร พร้อมเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่งที่มอบอำนาจทหารเท่าพนักงานสอบสวนเพื่อคืนความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมและปกป้องสิทธิของประชาชน
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ พรรคก้าวไกล ขออนุญาตท่านประธานในการอภิปรายเกี่ยวกับญัตติที่ให้ยกเลิกคำสั่ง คสช. ทั้งของร่างประชาชน และของร่างอดีตพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งเสนอโดยอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล ท่านประธานครับผมขอเรียนอย่างนี้ว่า คำสั่ง คสช. ชื่อก็บอกแล้วเป็นคำสั่ง ที่ไม่ปกติในระบอบประชาธิปไตย นั่นคือเป็นคำสั่งที่มาจากคณะรัฐประหารที่ออกมา เพื่อรักษาอำนาจ และขยายอำนาจของตัวเอง มิใช่คำสั่งที่เคารพสิทธิการถ่วงดุลอำนาจของ ฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ไม่ได้เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่เพื่อคุ้มครอง อำนาจตัวเอง ให้ตัวเองอยู่นาน ๆ เท่านั้น และแทรกซึมจนกระทั่งมีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ก็มิได้เป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ มีแค่การเลือกตั้ง แต่อย่างอื่นถูก ควบคุมโดยอดีตคณะ คสช. อย่างสิ้นเชิง
ผมขออภิปรายในกรณีของคำสั่ง คสช. ๓/๒๕๕๘ และ ๑๓/๒๕๕๙ คำสั่งตรงนี้ เป็นคำสั่งที่ค่อนข้าง ไม่ใช่ค่อนข้างนะครับ ใช้ให้อำนาจแก่คนที่ไม่เหมาะสมในการที่มา คุกคาม หรือมาควบคุมกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยและเรื่องอื่น ๆ กระบวนการยุติธรรมปกติแล้ว อำนาจในการสั่งออกหมายจับ จับกุมคุมขัง ปล่อยตัวชั่วคราว หรืออำนาจสั่งห้ามต่าง ๆ มักจะเป็นอำนาจของศาล เช่น ออกหมายจับ ออกหมายค้น ออกหมายปล่อย แต่อำนาจตรงนี้คณะ คสช. ได้ออกมาตามมาตรา ๔๔ เขาให้เจ้าหน้าที่ รักษาความสงบเรียบร้อย หมายความว่า ข้าราชการทหารซึ่งมียศตั้งแต่ ร้อยตรี เรือตรี เรืออากาศตรีขึ้นไป ซึ่งหัวหน้าคณะ คสช. ได้แต่งตั้งและมีผู้ช่วยคณะรักษาความสงบ เรียบร้อย ก็คือมียศต่ำลงมา ฉบับที่ ๑๓/๒๕๕๙ ก็เปลี่ยนแค่เจ้าพนักงานป้องกันและ ปราบปราม และผู้ช่วยเจ้าพนักงานป้องกันและปราบปราม และเปลี่ยนโทษข้อหา ที่ดำเนินการ โดยเขาให้อำนาจค่อนข้างที่จะมากครับ ให้อำนาจในการดูโทษของโทษของ ความผิดอันฝ่าฝืนคำสั่งคณะ คสช. ความผิดความมั่นคง มาตรา ๑๑๓ และความผิด กว้างขวางในการตีความตามฉบับที่ ๑๓/๒๕๕๙ ให้อำนาจออกคำสั่งเรียกให้บุคคลมา รายงานตัวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้อำนาจเข้าไปร่วมกันสอบสวนในฐานะ พนักงานสอบสวน ให้อำนาจการเรียกคนมาคุมขังได้ ๗ วัน ให้อำนาจสั่งห้ามมิให้การเสนอ ข่าวการจำหน่าย ให้อำนาจดำเนินการอีกหลายอย่าง กรณีอย่างนี้นะครับ เป็นกรณีที่ใช้ อำนาจของอำนาจตุลาการครับ แต่ทำไมให้คนที่อำนาจเพียงร้อยตรี เรือตรี เรืออากาศตรี ซึ่งคำสั่งมีอำนาจ คสช. เข้าไปสั่งให้ทำเท่านั้น ถามว่าคนเหล่านี้มีดุลยพินิจเทียบเท่าศาล หรือครับ ก็ไม่ใช่ครับ คนเหล่านี้ก็เพิ่งจบใหม่ หรือว่าแค่ทำงานระดับที่ล่าง ๆ แต่ใช้ดุลยพินิจ เหมือนกับศาลในการเรียกคนเอามา กรณีที่เรียกคนเข้ามามีปัญหามากมายครับท่านประธาน สิ่งที่เกิดขึ้นจากออกคำสั่งนี้ที่เห็นที่ปรากฏมาตามรายงานที่ทางฝ่ายผู้เสนอเขาเสนอมา ข้อ ๑ คือการเรียกคนเข้ารายงานตัวเพื่อปรับทัศนคติ และคุมขังในค่ายทหาร ๗ วัน กรณีนี้ มีมากมายครับเรียกเข้าไป ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๙ นายเจริญชัย แซ่ตั้ง ถูกทหารควบคุมตัวไป ๗ วันเพื่อไปบอกให้เลิกแสดงความคิดเห็นทางการเมืองบน เฟซบุ๊ก (Facebook) ๒๗ มีนาคม ๒๕๕๙ นายวัฒนา เมืองสุข ถูกควบคุมไปเป็นเวลา ๓ วัน เพราะเหตุโพสต์ (Post) แสดงความคิดเห็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๘ เซียไทยรัฐ นักเขียนการ์ตูนล้อเลียนการเมืองถูกเรียกเข้ารายงานตัว และได้กลับบ้านภายใน วันเดียวกัน ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ แกนนำชุมนุมต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่ ๕ คน ถูกควบคุมไปที่ค่ายทหาร มทบ. ๑๑ ในเวลา ๑ คืน การที่คนถูกเข้าไป บางคน ก็ออกมาปกติครับ แต่บางคนออกมามีข้อหาติดตัว แต่เขาไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมาย การที่จะ เรียกมาการจับกุม คุมขัง จะต้องมีหมาย มีข้อหา มีความผิดก่อน แต่เรียกไปไปยัดความผิด หรือไม่ก็ไม่รู้ นี่คือจุดสำคัญของการละเมิดสิทธิของคำสั่ง ที่ ๓/๒๕๕๘ ยังมีอีกกรณีหนึ่ง ก็คือ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๘ พันตำรวจตรี ปรากรม วารุณประภา ผู้ต้องหาคดีมาตรา ๑๑๒ ปรากฏตัวที่ศาลทหารในสภาถูกโกนหัวหลังถูกควบคุมตัวนาน ๗ วัน และมีข้อมูลว่า พันตำรวจตรี ปรากรม บอกต่อศาลว่าถูกทำร้ายร่างกายและถูกควบคุมตัว ต่อมาหลังจาก ศาลอนุญาตให้ฝากขังในค่ายทหารต่อ พันตำรวจตรี ปรากรม เสียชีวิต โดยไม่มีการชันสูตร พลิกศพและไต่สวนการตาย นี่มันอะไรกันครับ การใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จของคำสั่ง คสช. ฉบับนี้ให้คนระดับร้อยตรี เรือตรี เรืออากาศตรีมีอำนาจ ใช้อำนาจนี้หรือครับ คนที่บันทึกได้ ก็มีประมาณถูกเรียกไปอำนาจพิเศษแบบนี้ตอนถึงปี ๒๕๖๐ มีประมาณ ๑,๓๐๐ คน และยัง มีอีกหลายคนหรือไม่ครับที่หลังปี ๒๕๖๐ สิ่งเหล่านี้ยังไม่ได้ถูกยกเลิกเลยครับท่านประธาน สิ่งที่ ๒ ก็คือการค้นบ้านและการไปเยี่ยมเยียนบ้าน คำสั่งนี้ทำให้คนที่เป็นทหารยศร้อยตรี ขึ้นไป เรือตรี เรืออากาศตรี สามารถไปเยี่ยมเยียนบ้านได้โดยไม่จำเป็นต้องมีข้อหา และบางที เข้าไปเยี่ยมไม่มีอะไรก็ไปเพื่อไปข่มขู่ ยกตัวอย่างเช่น ในกรณี ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เวลากลางคืน ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองรวม ๒๐ นาย ไปที่บ้านของนางสาวธัญญารัศมิ์ แกนนำคัดค้านเหมืองแร่จังหวัดพิจิตร เพื่อต่อรองไม่ให้ไปยื่นหนังสือที่กรุงเทพฯ หรือกรณี สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันที่ทำวารสารเกี่ยวกับการเมือง ก็จะมีทหารแวะเวียนมาเยี่ยมทุกเดือน เพื่อตรวจสอบว่ากำลังทำกิจกรรมเคลื่อนไหวเรื่องอะไรบ้าง ถามว่าคำสั่งเหล่านี้ยกเลิกหรือยัง ยังมีอยู่
เรื่องต่อไปคือเรื่องของการเข้ามาเกี่ยวข้องกระบวนการสืบสวนสอบสวน นั่นก็คือคำสั่งฉบับนี้ให้ทหารยศ ร้อยตรี เรือตรี เรืออากาศตรี มีอำนาจเหมือนพนักงาน สอบสวน ก็ทำให้การที่พนักงานสวบสวนถามว่าจะเป็นอิสระได้หรือไม่ ทำตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก็คือจะต้องให้มีทนายความ ให้มีคนที่รู้จัก ญาติพี่น้อง เข้ามาในการสอบสวน แต่กรณีนี้ทำให้ยากขึ้น สามารถเป็นพนักงานสอบสวนได้เอง แต่กรณีอย่างนี้บางทีเขาก็ไม่ใช้โดยตรง แต่ตำรวจเป็นอย่างไรครับ เกรงใจครับ เกรงกลัว อำนาจ ก็ต้องถามทหารว่าจะมีธงอย่างไรในการตั้งข้อหา ดังนั้นคนที่ปฏิปักษ์ต่อรัฐบาล ทุกคนมีความเห็นแตกต่าง ความเห็นไม่เหมือน ความเห็นที่โจมตีเผด็จการทหาร อำนาจ คสช. ก็จะถูกตั้งข้อหาหนัก ๆ ใหญ่ ๆ เหมือนเช่นปัจจุบันที่แกนนำนักเรียน นิสิต นักศึกษา ผู้ประท้วงชุมนุมถูกตั้งข้อหาอย่างมากมาย เพราะตำรวจเกรงกลัวทหาร และเกรงกลัวคำสั่ง ที่ ๓๘/๒๕๕๘ และคำสั่ง ที่ ๑๓/๒๕๕๙ เราจะไม่แก้เชียวหรือครับ ผมอยากเรียนไปยังพี่น้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งนี้หลายท่านอาจจะไม่โดนเอง แต่ถ้าวันหนึ่งลูกหลานท่าน โดนเอง โดนการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมแบบนี้ท่านจะทำอย่างไร เรามีทางเดียวครับ ช่วยกัน เถอะครับ ช่วยรับหลักการวาระที่ ๑ แล้วไปพิจารณาวาระที่ ๒ และยกเลิกคำสั่งที่ทางฝ่าย ผู้เสนอทั้งภาคประชาชน และ ส.ส. เสนอเข้าสภาด้วยนะครับ