สาทิตย์ วงศ์หนองเตย อภิปรายประเด็นการใช้ประกาศและคำสั่งของ คสช. ที่เกินกว่าเหตุจำเป็นในการควบคุมสถานการณ์ และเรียกร้องให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาและพิจารณายกเลิกคำสั่งบางฉบับที่ขัดกับหลักนิติธรรมและควรกำหนดให้สิ้นผลบังคับใช้
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ต้องเรียน ท่านประธานเป็นเบื้องต้นว่าที่ลุกขึ้นอภิปรายนี้ก็คงไม่ใช่มาจากคำท้าทายใด ๆ ของเพื่อน สมาชิกที่บอกว่าไม่มีสมาชิกจากฝ่ายรัฐบาลพูด แล้วก็ท้าทายว่าจะต้องมีใครสักคนหนึ่ง ลุกขึ้นพูด แต่ว่าการลุกขึ้นอภิปรายของผมในครั้งนี้เป็นประเด็นความสนใจที่มีมาตั้งแต่ต้น แล้วครับ ถ้าท่านประธานจำได้พวกเราเคยมีญัตติที่ให้ศึกษาเรื่องของประกาศและคำสั่งของ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติมาตั้งแต่ยุคก่อนที่จะย้ายเข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เสนอญัตติฉบับดังกล่าว ซึ่งเป็นการเสนอมาตั้งแต่เริ่มต้นในการที่มี การเปิดสมัยประชุมรัฐสภาในขณะนั้น แต่เนื่องจากเหตุการณ์เมื่อผ่านไประยะหนึ่งแล้ว ก็มีความคิดเห็นค่อนข้างที่จะหลากหลายมาก ทำให้ในการอภิปรายญัตติซึ่งจะนำไปสู่ การศึกษาเรื่องประกาศคำสั่งของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ก็มีสถานการณ์ ที่เกิดขึ้นและมีความเห็นของเพื่อนสมาชิกที่ไม่ตรงกัน ในที่สุดก็มีการลงมติกันครับ แล้วญัตติฉบับนั้นก็ไม่มีการลงมติเพื่อที่จะนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมเป็น คนหนึ่งที่ลงคะแนนเสียงขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ เหตุผลสำคัญที่ผมคิดว่า จำเป็นจะต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญในขณะนั้นก็เพราะว่า ในระบบกฎหมายไทยนั้น เรื่องของประกาศคำสั่งคณะปฏิวัติไม่ได้เพิ่งมีครั้งนี้เป็นครั้งแรก เรามีติดตามต่อเนื่องกันมา ๑๐ กว่าครั้ง ทุกครั้งก็จะมีประเด็นความเห็นต่อประกาศและคำสั่งของคณะปฏิวัติแตกต่างกัน ผมเคยอภิปรายในสภานี้ว่ามีคนนำไปฟ้องศาล แล้วในที่สุดก็มีคำวินิจฉัย หรือคำพิพากษา ของศาลฎีกา ซึ่งเป็นแนวทางในการวางระบบของคำสั่งคณะปฏิวัติอยู่เหมือนกัน ในเวลา เดียวกันกับที่มีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาวางแนวเอาไว้เรื่องของคำสั่งของคณะ ปฏิวัติเช่นเดียวกัน แต่แน่นอนว่าประกาศและคำสั่งของ คสช. นั้นจะมีความแตกต่างจากการ ยึดอำนาจในหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา เนื่องว่าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาตินั้นอยู่ใน อำนาจที่ค่อนข้างยาวนาน ทำให้มีประกาศและคำสั่งหลายฉบับที่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของ การควบคุมสถานการณ์ ซึ่งผมก็เคยอภิปรายไปในสภานี้แล้วว่าการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาในขณะนั้น จะสามารถที่จะไปศึกษาได้ว่าเรื่องใดเป็นเรื่องของระบบกฎหมายที่ประกาศและคำสั่งนั้น อาจจะยังมีความจำเป็นอยู่จนกว่าจะมีการประกาศยกเลิก แต่บางประกาศบางคำสั่งนั้น เป็นเรื่องซึ่งไม่ควรที่จะให้มีผลบังคับใช้อีกต่อไป กรรมาธิการก็อาจจะเสนอให้มีการยกเลิกได้ กฎหมาย ๒ ฉบับที่เสนอมานี้ ผมต้องเรียนท่านประธานครับว่ามีทั้ง ๒ เรื่องปะปนกันอยู่ ประกาศและคำสั่งในหลายเรื่อง ซึ่งผมเองก็ไม่เห็นด้วย อย่างกรณีของคำสั่ง ที่ ๖๔/๒๕๕๗ ก็ดี หรือการมาแก้ไขในคำสั่ง ที่ ๖๖/๒๕๕๗ หรือที่เรารู้จักกันในเรื่องของทวงคืนผืนป่าก็ดี หรือแม้แต่กระทั่งคำสั่ง ที่ ๓๑/๒๕๖๐ อย่างที่ท่านผู้เสนอกฎหมายภาคประชาชนพูดถึงเรื่อง ของ ส.ป.ก. ก็ดี สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะอยู่ในประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบ คือคณะยึดอำนาจในขณะนั้น เนื่องจากว่าเป็นเรื่องที่จะออกเป็นกฎหมายนั้นจำเป็น ที่จะต้องมีการคำนึงถึงผลดีผลเสีย เรื่องของ ส.ป.ก. เป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากครับ ต้องยอมรับและจนบัดนี้คำสั่งนี้ก็ยังอยู่ มีผลการกระทำเกิดขึ้นแล้ว ผมว่าอันนี้ควรที่จะต้อง ยกเลิก เพียงแต่ปัญหามันก็คือว่ามันไม่ได้มีการศึกษาร่วมกัน ผมเชื่อว่าท่านผู้ที่เสนอกฎหมาย ท่านอาจจะมีการศึกษาในส่วนของท่าน แต่ในสภานี้มีความเห็นที่หลากหลาย อาจจะมีทั้ง ฝ่ายเห็นด้วย อาจจะมีทั้งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยปะปนกันไป แต่เราอย่าไปเหมารวม คนที่ไม่เห็น ด้วยกับเราว่าจะเป็นคนซึ่งสนับสนุนเผด็จการก็ดี หรือจะเป็นคนซึ่งไม่เข้าใจหลักการเหตุผล ประชาธิปไตยก็ดี ผมว่าอย่าไปสรุปเหมารวมเช่นนั้น ผมเป็นคนหนึ่งครับ ที่สนับสนุนว่าเรื่อง ของคำสั่งประกาศของคณะยึดอำนาจบางเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของการ ควบคุมสถานการณ์ ประกาศคำสั่งเหล่านี้ต้องยกเลิกครับ แต่บางเรื่องเป็นเรื่องซึ่งถ้าพ้นสมัย ไปแล้วก็ต้องยกเลิกก็ควรจะต้องทำ อย่างที่ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งกัน ก็มีการประกาศ ยกเลิกไปแล้วในบางส่วน ผมเรียนตรงนี้เพื่อเป็นจุดยืนให้ได้ทราบว่า ถ้าเราจะโหวตอะไรไป ในสภานี้อย่าไปเหมารวมคนอื่นแบบนั้น เหมือนเพื่อนสมาชิกครับ พาดพิงถึงเพื่อนอดีต ส.ส. ของเราที่วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยออกมาว่าให้พ้นสมาชิกภาพ ท่านไปอภิปราย โดยใช้คำพูดว่ามี ๕ คน ที่ไปขัดขวางการเรียกร้องประชาธิปไตยแล้วในที่สุดก็ถูกศาล รัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากการเป็นสมาชิกภาพ ท่านไม่รู้หรอกครับว่า ๕ คนนั้นที่ถูกศาล วินิจฉัยวันนี้เขาต่อสู้กับอะไรมา เขาพบกับอะไรมา การลุกขึ้นต่อสู้ของเขาในครั้งนั้นเป็นเรื่อง ของการต่อสู้กับการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งเป็นการย่ำยีทั้งนิติรัฐและนิติธรรม ในประเทศนี้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเมื่อเขาออกมาต่อสู้แล้วเขาก็พร้อม ไม่มีการหนี การดำเนินคดีใด ๆ ก็ต่อสู้คดีในชั้นศาลจนถูกศาลพิพากษา เมื่อพิพากษาไปแล้วในบางเรื่อง เขาก็มีสิทธิที่จะใช้สิทธิของเขาตามรัฐธรรมนูญยื่นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้เขาพ้นจากสมาชิกภาพเขาก็ยอมรับคำวินิจฉัยนั้นครับ ไม่ได้เป็นคนที่ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไม่ตรงกับตัวเองก็ไม่ชอบ ถ้าวินิจฉัยตรงกับความคิด ตัวเองเขาชอบ ไม่ใช่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นอย่าไปเหมารวมคนอื่นว่าจะเป็นคนซึ่งคิดเห็น ไม่ตรงกับท่านแล้วจะต้องเป็นคนที่ไม่ดีไปเสียทั้งหมด หรือแม้แต่กระทั่งไปตีขลุมเพื่อน สมาชิกของเรา ๕ คน ที่ต่อสู้บนท้องถนนร่วมกับพี่น้องประชาชนมา มีคนเสียเลือดเสียเนื้อ มากมายนะครับ แต่เขาก็ยอมรับกระบวนการพิจารณาในทางศาล เขาต่อสู้เพื่อปกป้อง บ้านเมืองนะครับ อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องให้ความยุติธรรมกับเขา ผมเรียนท่านประธานในตอนจบนี้ ครับว่า การโหวตใด ๆ ของเพื่อนสมาชิก เราคงไปบังคับอะไรกันไม่ได้ เพราะเป็นเอกสิทธิ์โดย รัฐธรรมนูญ ผมจะโหวตอย่างไร เพื่อนสมาชิกจะโหวตอย่างไรก็เป็นสิทธิและเป็น ความรับผิดชอบของแต่ละคน แต่ต้องเรียนท่านประธานว่าในการลงคะแนนเสียงทั้งหลายนั้น ถูกบันทึกเอาไว้ เพราะฉะนั้นคนที่ลงก็จะต้องมีเหตุผลในการอธิบายต่อไปในอนาคตด้วย เป็นเรื่องของ นิติบัญญัติโดยแท้ครับ อย่าไปรวมความคิดเห็นอื่นเข้ามาในตัวร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วย ก็อยากจะลุกขึ้นแสดงความคิดความเห็นเอาไว้ครับท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ