อานนท์ เสนอร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกคำสั่ง คสช. ชี้ศาลทหารไม่พร้อมพิจารณาคดีพลเรือน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๘ ธันวาคม ๒๕๖๔

อานนท์ ชวาลาวัณย์ เสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. ที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน โดยชี้ให้เห็นปัญหาการนำพลเรือนมาพิจารณาคดีในศาลทหารซึ่งมีสถิติผู้ถูกดำเนินคดีจำนวนมาก และวิจารณ์ความไม่พร้อมของศาลทหารในการจัดการคดีที่ซับซ้อน รวมถึงข้อกังวลเรื่องความเป็นกลางเนื่องจากตุลาการเป็นทหาร อานนท์ ชวาลาวัณย์ หารือประเด็นอำนาจตุลาการและคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวบุคคล โดยชี้ว่ากระบวนการยุติธรรมมีปัญหาเมื่อทหารเข้ามามีส่วนร่วม และเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวเพื่อคุ้มครองสิทธิพลเรือน

นายอานนท์ ชวาลาวัณย์ เจ้าหน้าที่อาวุโส โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อ กฎหมายประชาน

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอานนท์ ชวาลาวัณย์ ผู้ร่วมเสนอร่างพระราชบัญญัติยกเลิกประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ความจริงกระผมเตรียมที่จะนำเสนอรายละเอียดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการนำทหารเข้ามาสู่ กระบวนการยุติธรรม แต่เมื่อท่านประธานขอให้รวบรัด กระผมก็มีประเด็นที่จะนำเรียน โดยสรุปดังนี้นะครับ

ประการแรก เมื่อมีการยึดอำนาจในวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เพียง ๓ วัน หลังจากนั้นคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ได้ออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ กำหนดให้บุคคลพลเรือนที่ถูกดำเนินคดีทางอาญาบางประเภท ได้แก่ คดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความมั่นคง ความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญาหมวดพระมหากษัตริย์ และความผิดตามประกาศคำสั่ง คสช. ต้องมาถูกพิจารณา พิพากษาคดีโดยศาลทหาร โดยเท่าที่ทางกรมพระธรรมนูญได้ทำสถิติเอาไว้ มีรายงานว่า ตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๑ มีบุคคลพลเรือน ถูกดำเนินคดีในศาลทหารกรุงเทพฯ รวมทั้งหมด ๒๓๘ คดี เป็นจำเลยพลเรือน ๓๖๗ คน ส่วนที่ศาลมณฑลทหารบก หรือศาลทหารในต่างจังหวัด มีรายงานว่ามีบุคคลพลเรือน ถูกดำเนินคดีรวมทั้งสิ้น ๑,๔๘๕ คดี และมีจำเลยที่เป็นพลเรือนถูกดำเนินคดีในศาลทหาร รวมทั้งสิ้น ๑,๘๔๔ คน การนำพลเรือนมาดำเนินคดีในศาลทหาร กระผมมีประเด็นปัญหา ที่จะนำเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกสภาทุกท่านดังนี้นะครับ

ประการแรกเลย ความไม่พร้อม ศาลทหารไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการ พิจารณาพิพากษาคดีบุคคลพลเรือนในจำนวนมากที่เกิดขึ้นในเวลาพร้อม ๆ กัน ศาลทหาร จึงไม่มีความพร้อมทั้งในแง่ของบุคลากร ในด้านการธุรการ รวมถึงความรู้ความเชี่ยวชาญของ ตุลาการศาลทหารที่จะต้องมาพิจารณาพิพากษาคดีบุคคลพลเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คดีเกี่ยวกับการเมืองที่มีความซับซ้อน ซึ่งต่างจากการพิจารณาคดีที่เป็นคดีของทหารทั่ว ๆ ไป ในเรื่องของความไม่พร้อมนะครับ การพิจารณาคดีในศาลทหารเป็นการพิจารณาคดีแบบนัด ไม่ต่อเนื่อง ดังนั้นเราจึงมีกรณีที่บุคคลพลเรือนบางส่วนถูกดำเนินคดี แม้เป็นคดีที่ข้อเท็จจริง ทางคดีไม่ซับซ้อน และศาลยุติธรรมตามปกติน่าจะพิจารณาเสร็จสิ้นได้ภายในระยะเวลา ไม่นาน หรือไม่เกิน ๑ ปี แต่ปรากฏว่าบุคคลเหล่านั้นเมื่อไปถูกพิจารณาพิพากษาในศาล ทหาร การพิจารณาคดีกลับใช้เวลายืดเยื้อยาวนานจนทำให้จำเลยพลเรือนบางส่วนตัดสินใจ ยอมรับสารภาพ เพียงเพื่อให้คดีของตัวเองยุติโดยเร็วนะครับ นอกจากนี้ศาลทหารก็ไม่ได้มี ครอบคลุมทุกจังหวัดในประเทศ จึงมีกรณีที่บุคคลพลเรือนต้องเดินทางข้ามจังหวัด เพื่อไป เข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดี ก็จะเป็นการสร้างความเดือดร้อนเกินจำเป็น

ประเด็นปัญหาประการที่ ๒ ก็เป็นความเคลือบแคลงต่อตัวศาลทหารเอง เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่ามีคดีของบุคคลพลเรือนบางประเภทที่มาจากการออกมารณรงค์ ต่อต้าน คสช. ซึ่งเป็นทหาร บุคคลเหล่านั้นบางส่วนถูกทหารจับกุม ถูกนำตัวไปสอบสวน ในค่ายทหาร ในกระบวนการที่เรียกว่า ปรับทัศนคติ จากนั้นก็ถูกนำมาพิจารณาคดีและ พิพากษาโดยตุลาการศาลทหาร ซึ่งก็มีปัญหาในเชิงหลักการว่า ถ้าเช่นนั้นศาลทหารซึ่งก็เป็น ทหารจะมีความเป็นกลางหรือไม่ เมื่อต้องมาพิจารณาคดีบุคคลที่ออกมาชุมนุมต่อต้านทหาร หรือ คสช.

ประการที่ ๓ ซึ่งผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญเลยนะครับ ท่านประธานครับ ประเทศไทยมีอำนาจตุลาการ มีศาลสถิตยุติธรรมที่ปฏิบัติหน้าที่โดยปกติอยู่แล้ว จึงมีคำถาม สำคัญว่าในเวลาที่ คสช. ได้ทำการยึดอำนาจ กระบวนการยุติธรรม หรือศาลสถิตยุติธรรม ของประเทศเรานั้นมีปัญหา มีความไม่พร้อมแต่ประการใด เหตุใดจึงต้องนำทหารมาเป็น ผู้พิจารณาคดีบุคคลพลเรือน

ประเด็นปัญหาประการต่อมา มีประกาศคำสั่ง คสช. อย่างน้อย ๒ ฉบับที่ให้ อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามามีส่วนในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ ๓/๒๕๕๘ ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารสามารถจับกุมตัวบุคคลที่กระทำความผิด ในคดีอาญาบางประเภทซึ่งหน้า รวมถึงสามารถเรียกตัวบุคคลที่แม้จะยังไม่ถูกดำเนิน คดีอาญา หรือถูกหมายเรียกตามปกติ ก็สามารถเอาตัวบุคคลดังกล่าวไปควบคุมตัว ในค่ายทหาร หรือสถานที่คุมขังอื่น ซึ่งมิใช่สถานีตำรวจ หรือเรือนจำได้ เคยมีกรณีนะครับ ท่านประธาน ที่มีผู้ถูกควบคุมตัวด้วยอำนาจพิเศษเหล่านี้บางส่วนออกมาเปิดเผยว่าระหว่าง การถูกควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ทหารมีการนำพวกเขาไปใส่รถและมีการเอาถุงคลุมหัวหรือมีการ ปิดตา เพื่อไม่ให้ทราบว่าถูกนำตัวไปที่ใด การควบคุมตัวในลักษณะนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าย่อมทำให้ เกิดความกลัว ความไม่มั่นใจต่อสวัสดิภาพในเนื้อตัวร่างกายของตัวเอง และเป็นที่น่าเศร้าครับ ท่านประธาน ที่ก็มีท่านสมาชิกบางท่านในรัฐสภาแห่งนี้ที่เคยถูกควบคุมตัวด้วยกระบวนการ ดังกล่าวเช่นกัน คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ ๓/๒๕๕๘ ไม่ได้ถูกยกเลิกไปเมื่อ คสช. กำลังจะพ้น จากอำนาจ เช่นเดียวกันกับคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ ๑๓/๒๕๕๙ ที่ออกมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ ทหารมีอำนาจในการควบคุมตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องในส่วนของการเป็นผู้มีอิทธิพลหรือ เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด หรือเกี่ยวกับการพนันก็ดี มีอำนาจในการควบคุมตัวไปสอบสวน ๗ วัน โดยไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหา คำสั่งทั้ง ๒ ฉบับนี้ แม้ในปัจจุบันจะไม่มีรายงานว่ามีการบังคับใช้ หรือมีการอ้างอำนาจนี้อยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่ถูกยกเลิก ในทางกฎหมายจึงต้องถือว่าคำสั่ง ทั้ง ๒ ฉบับยังมีผลบังคับอยู่

สุดท้ายครับท่านประธาน ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าเหตุผล สำคัญที่ภาคประชาชนได้ร่วมกันเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ต่อสภาผู้แทนราษฎรอันทรงเกียรติ แห่งนี้ เป็นเพราะเราต้องการยืนยันหลักการว่ากฎหมายที่จะนำมาใช้ปกครองประเทศ ต้องออกโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทนของปวงชนเท่านั้น มิใช่ออกโดยคณะ บุคคลที่เข้าสู่อำนาจโดยวิถีทางที่ไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ หรือตามระบอบประชาธิปไตย ท่านประธานครับ กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสภาผู้แทนราษฎรในฐานะผู้ใช้อำนาจอธิปไตย ที่มีความยึดโยงกับประชาชนโดยตรงจะได้รับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไปก่อน เพื่อเป็นการประกาศเจตนารมณ์ว่าสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะผู้แทนของปวงชนจะไม่ยอมรับว่า ประกาศ หรือคำสั่งของผู้ที่เข้าสู่อำนาจด้วยวิถีทางที่ไม่ได้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย เป็นกฎหมายที่ชอบธรรม อันจะเป็นก้าวแรกที่จะพาประเทศออกไปจากวังวนแห่งการ รัฐประหาร ส่วนการปรับแก้ไขร่างกฎหมายในรายละเอียด กระผมและผู้ร่วมเสนอร่าง กฎหมายฉบับนี้ทุกคนเชื่อว่าจะสามารถดำเนินการได้ในขั้นตอนต่อไปครับ ขอบคุณครับ