สุภาภรณ์ ชี้คำสั่ง คสช. ลิดรอนการมีส่วนร่วม-จัดการทรัพยากรไม่โปร่งใส

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๘ ธันวาคม ๒๕๖๔

สุภาภรณ์ มาลัยลอย วิพากษ์การใช้คำสั่ง คสช. ในการรวบอำนาจจัดการทรัพยากรธรรมชาติและเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินจากพื้นที่เกษตรและป่าเพื่อพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษโดยไม่มีการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการขัดคำพิพากษาศาลและละเมิดสิทธิชุมชนอย่างรุนแรง

นางสาวสุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้ชี้แจง

ได้ค่ะ ไม่เป็นอะไรค่ะ คำสั่งหลาย คำสั่งในส่วนที่จะเสนอต่อไปนี้จะเป็นคำสั่งที่เปลี่ยนพื้นที่อาหารเป็นฐานอุตสาหกรรม หลายคำสั่ง โดยที่ส่วนตัวมองว่าการที่ประชาชนและชุมชนได้เคยผลักดันกระบวนการการมี ส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมผ่านรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมาย สูงสุดตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๐ กลับถูกทำลายโดยคำสั่ง คสช. ในหลายฉบับ อย่างเช่น การรวบ อำนาจการจัดการทรัพยากรเข้าสู่ศูนย์กลาง ในคำสั่ง คสช. ที่ ๗๒/๒๕๕๗ และคำสั่ง คสช. ที่ ๑๐๙/๒๕๕๗ ในการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษขึ้นมา และมีหัวหน้า คสช. เป็นประธาน รองหัวหน้า คสช. เป็นรองประธาน และมีข้าราชการ ในคณะกรรมการ ซึ่งเป็นคณะกรรมการในการที่มากำหนดพื้นที่ในการพัฒนา เขตในการ พัฒนาโดยไม่มีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ การรวบอำนาจคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๔๖/๒๕๖๐ จัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ให้มีสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ บูรณาการงานทุกฝ่าย อันนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สะท้อนถึงการออกคำสั่งโดยการรวบอำนาจ ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยไม่มีส่วนร่วมของประชาชน หลังจากที่มีการกำหนด พื้นที่ที่จะมุ่งสู่การพัฒนาเขตเศรษฐกิจแล้วยังไม่เพียงพอ ยังมีคำสั่งในการจัดหาที่ดิน เพื่อรองรับกับกลุ่มธุรกิจ โดยกำหนดพื้นที่และจัดหาที่ดินในเขตเศรษฐกิจพิเศษจากคำสั่ง หัวหน้า คสช. ที่ ๑๗/๒๕๕๘ จัดหาที่ดินเพื่อทำเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ๕ จังหวัด และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๗๔/๒๕๕๙ เพิ่มพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษอีก ๒ จังหวัด โดยที่มีเขตที่เป็นป่าสงวน เขตป่าไม้ถาวร ที่ดินเขตหวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกามาจัดทำ เป็นนิคมอุตสาหกรรมได้ นอกจากท่านรวบอำนาจการจัดการ ท่านยังจัดหาที่ดินเพื่อรองรับ ให้กับกลุ่มธุรกิจในการพัฒนาทั้งที่เป็นเขตป่า อีกส่วนหนึ่งคือเขตที่ดินที่เป็น ส.ป.ก. ซึ่งมี เจตนารมณ์ที่จะให้การกระจายการเข้าถึงที่ดินแก่เกษตรกรรม ท่านออกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๓๓/๒๕๖๐ เพื่อให้มีการจัดที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อทำประโยชน์อย่างอื่นได้ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้น ในวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๐ มีคำพิพากษาศาลปกครองเพื่อให้ยกเลิกระเบียบที่จะนำที่ดิน ในเขต ส.ป.ก. ไปทำประโยชน์อย่างอื่น เป็นการออกคำสั่งที่สะท้อนถึงการไม่ได้คำนึงถึง หลักการในการใช้ประโยชน์ของที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อการเกษตร และยังอยู่เหนือคำพิพากษา ศาลปกครองสูงสุดด้วย อีกคำสั่งคือคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๓/๒๕๕๙ หลังจากที่ท่านจัดหาที่ดินแล้วยังไม่พอ ที่ดิน บางที่ดิน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผังเมืองกำหนดเป็นการพัฒนาชนบทและเกษตรกรรม ซึ่งสะท้อน ถึงเจตนารมณ์ของคนในพื้นที่ในการกำหนดร่วมกันในการพัฒนาพื้นที่ ยังมีคำสั่งนี้เพื่อยกเว้น ใช้กฎหมายผังเมืองและกฎหมายควบคุมอาคารในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อเปิดทางให้ โรงงานอุตสาหกรรมได้เข้าไปทำกิจกรรมได้โดยไม่ต้องดูเรื่องผังเมือง คำสั่ง ที่ ๓/๒๕๕๙ มุ่งหมายในเรื่องการยกเว้นผังเมืองในเขตเศรษฐกิจพิเศษ แต่ตามมาหลังจากนั้นเป็นคำสั่ง หัวหน้า คสช. ที่ ๔/๒๕๕๙ อันนี้เป็นคำสั่งที่ละเมิดสิทธิชุมชนและประชาชนทั้งประเทศ เพราะเป็นคำสั่งที่ยกเว้นทั้งประเทศในการที่จะบังคับใช้เรื่องผังเมือง เปลี่ยนพื้นที่ เกษตรกรรมให้เป็นพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้าขยะ โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงงานกำจัดขยะ ซึ่งกระทบต่อ สิทธิชุมชนและมาตรการคุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง นอกจากคำสั่งที่ให้ ยกเว้นผังเมืองแล้วท่านมีที่ดินท่านไม่ต้องดูผังเมือง ในพื้นที่ที่จะเป็นอุตสาหกรรมต้องมี โครงการสาธารณูปโภคและสาธารณูปการในการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่จะไปลงทุน ท่านจึง ออกคำสั่ง ที่ ๙/๒๕๕๙ เพื่อรัดคิวให้เอกชนประมูลงานก่อนประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ทีหลัง หมายถึงว่าคำสั่งนี้ให้เปิดประมูลงานได้ก่อนที่รายงานการประเมินผลกระทบ สิ่งแวดล้อมจะผ่าน ทั้ง ๆ ที่เจตนารมณ์ในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม คือมุ่งหมาย ในการที่จะพิจารณาว่าพื้นที่นั้นเหมาะกับการพัฒนาโครงการหรือไม่ และหน่วยงานรัฐเอง ต้องพิจารณาเป็นสำคัญในการที่จะพิจารณางบประมาณในการที่จะให้ดำเนินกิจกรรมนั้น แต่ว่าในปัจจุบันคำสั่งนี้ได้ถูกผนวกเข้ามาอยู่ในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อมฉบับปัจจุบันแล้วด้วย หลังจากนั้นยังมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ ๔๗/๒๕๖๐ พัฒนา พื้นที่เขตระเบียงเศรษฐกิจ อีอีซี (EEC) ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ให้ยกเว้น การนำกฎหมายผังเมืองมาบังคับใช้เพื่อให้โครงการต่าง ๆ สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว จริง ๆ อยากให้ท่านเห็นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่เตรียมมาว่าผลพวงจากการมีคำสั่งนี้ ระยะเวลาที่ท่านออกคำสั่งและเปลี่ยนพื้นที่อาหารเป็นฐานอุตสาหกรรมใช้ระยะเวลารวบรัด เพียง ๑ ปี ๑๑ เดือน ผังเมือง อีอีซี (EEC) ออกมาและมีผลกระทบต่อสิทธิชุมชน ทั้ง ๓ จังหวัด แต่เมื่อประชาชนมาทวงถามความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมในการละเมิดสิทธิ ของคำสั่งหัวหน้า คสช. มีการฟ้องให้เพิกถอนคำสั่ง ที่ ๔/๒๕๕๙ ปรากฏว่าศาลปกครอง ไม่รับฟ้อง เพราะว่าเป็นคำสั่งตามมาตรา ๔๔ และเมื่อประชาชนมาใช้สิทธิในการทวงถาม สิ่งแวดล้อมในการที่ยกเลิกผังเมือง เราฟ้องไป ๑ ปี ๔ เดือน ปัจจุบันหน่วยงานรัฐที่พิจารณา เรื่องผังเมืองยังไม่ยื่นเอกสารใด ๆ มาสู่ศาลปกครอง ยังขอยืดระยะเวลาและขยายเวลาอยู่ ผลกระทบต่อสิทธิชุมชน การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของประชาชนจากคำสั่ง ที่ ๔/๒๕๕๙ ในปัจจุบัน ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง สระแก้ว ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด ๗ จังหวัด ภาคตะวันออกมีโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับขยะอุตสาหกรรมนี้ ๙๒๕ โรงงาน ๗ จังหวัดกับ ๙๒๕ โรงงาน จริง ๆ ทำเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) เพื่อให้เห็นว่า ความหนาแน่นของโรงงานในพื้นที่ ๗ จังหวัดนี้มีขนาดไหน และคำสั่งนี้คำสั่ง ที่ ๔/๒๕๕๙ ในปัจจุบันยังบังคับใช้อยู่ หลังสุดประชาชนในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งมาร้องเรียน ในกรรมาธิการที่รัฐสภาด้วยว่าคำสั่งนี้มีผลทำให้ในพื้นที่กลางชุมชนของพี่น้องที่ผังเมือง ห้ามมีโรงงานไฟฟ้าขยะ แต่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานอ้างว่ามีคำสั่ง ที่ ๔/๒๕๕๙ จึงสามารถพิจารณาออกใบอนุญาตได้ ว่าทำการใช้อำนาจรวบอำนาจของ คสช. ว่าทำการ ยึดครองพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อมากระจายกับกลุ่มทุน และยังมุ่งหมายในการที่จะ ละเว้นกฎหมายปกติที่รับรองสิทธิและคุ้มครองสิทธิประชาชนในด้านสิ่งแวดล้อม อันนี้เป็น ส่วนสำคัญที่เราคิดว่าผลกระทบจากการใช้คำสั่งไม่ใช่อยู่ในช่วงที่ใช้คำสั่งเท่านั้น แต่เป็น ผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยาวนาน จึงอยากฝากท่านผู้แทนราษฎรทุกท่าน พิจารณาว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะมาทบทวนกฎหมายเหล่านี้ เพื่อนำมาสู่การออกกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมายแบบปกติที่คุ้มครองทั้งสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมต่อไป ขอบคุณค่ะ