ยิ่งชีพ อัฌชานน์ แถลงถึงผลกระทบจากการใช้อำนาจพิเศษของ คสช. ภายใต้การรัฐประหารที่จำกัดเสรีภาพประชาชนในหลายด้าน ทั้งการชุมนุม การแสดงความคิดเห็น สื่อสารมวลชน และกิจกรรมทางการเมือง พร้อมยกตัวอย่างการใช้คำสั่งมากกว่า 500 ฉบับที่บังคับใช้ควบคู่กฎหมายปกติ ทำให้เกิดระบบกฎหมายที่ผิดปกติ และเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ. โดยการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อคืนสิทธิเสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญ
ขอบคุณครับ ผม ยิ่งชีพ อัฌชานนท์ ผู้ริเริ่มเสนอกฎหมาย และเป็นผู้ชี้แจง ร่างพระราชบัญญัติในวันนี้ครับ ภายใต้ระยะเวลา ๕ ปี ตั้งแต่ คสช. ทำรัฐประหาร เราอยู่ ภายใต้ระบบกฎหมายที่มีประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นใหญ่มีอำนาจอยู่ เหนือกฎหมายทั้งปวง ภายใต้ระยะเวลานี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้าคณะ รัฐประหารได้ลงนามออกประกาศคำสั่งรวมแล้วนับได้ ๕๕๖ ฉบับ แบ่งเป็นคำสั่งหัวหน้า คสช. ซึ่งออกโดยอำนาจพิเศษตามมาตรา ๔๔ ๒๑๑ ฉบับ และมีประกาศ คสช. ที่เรานั่งนับ ตามราชกิจจานุเบกษาเมื่อวานนี้ได้ ๑๒๙ ฉบับ คำสั่งของ คสช. อีก ๑๖๓ ฉบับ ทั้งหมดนี้ ออกมาโดยอำนาจเบ็ดเสร็จในนามของคณะรัฐประหารที่สั่งการโดยคนคนเดียว ขาดการมี ส่วนร่วม ขาดการตรวจสอบถ่วงดุล และเมื่อประกาศใช้ก็ให้มีผลบังคับทันที ขณะที่เรามี กฎหมายระดับพระราชบัญญัติที่ใช้บังคับกันอยู่ในประเทศประมาณ ๘๐๐ กว่าฉบับ เรากลับ มีประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหารที่บังคับใช้พร้อมกันควบคู่กันอีก ๕๐๐ กว่าฉบับ นี่จึงเป็นระบบกฎหมายที่ไม่ปกติอย่างแน่นอนนะครับ เป็นเวลาเกือบ ๕ ปีที่เราอยู่ภายใต้ ประกาศ ฉบับที่ ๗/๒๕๕๗ และคำสั่งหัวหน้า คสช. ๓/๒๕๕๘ ที่สั่งห้ามชุมนุมทางการเมือง เกิน ๕ คน ในช่วงเวลานี้ไม่ใช่เพียงการชุมนุมบนท้องถนนที่หายไป แต่การจัดเสวนาวิชาการ ในมหาวิทยาลัยก็ทำไม่ได้ การจัดประชุมในห้องประชุมก็ทำไม่ได้ แม้แต่การนัดหมาย มาพูดคุยกันในสถานที่เป็นการส่วนตัวก็ยังไม่สามารถทำได้และมีคนถูกจับกุมดำเนินคดี ตามข้อหานี้ไปอย่างน้อย ๔๒๑ คน เป็นเวลาเกือบ ๕ ปีครับที่ คสช. มีอำนาจพิเศษในการสั่ง เรียกใครก็ได้ไปรายงานตัวในค่ายทหาร ถ้าหากว่าไม่ไปตามคำสั่งที่เรียกออกมาก็จะมี ความผิดมีโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี ปรับไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ บาท ถ้าหากว่าไปแล้วผ่านการปรับ ทัศนคติแล้วก็จะถูกบังคับให้เซ็นเอ็มโอยู (MOU) และถ้าหากปล่อยตัวออกมาแล้วยังคงแสดง ความคิดเห็นทางการเมืองก็จะถูกดำเนินคดีฐานฝ่าฝืนเอ็มโอยู (MOU) มีโทษเท่ากัน และมี คนถูกดำเนินคดีนี้ไปอย่างน้อย ๑๕ คน เป็นเวลาเกือบ ๕ ปีครับที่สื่อมวลชนไม่มีเสรีภาพ ในการเลือกนำเสนอเนื้อหาด้วยตัวเอง แต่อยู่ภายใต้ประกาศ คสช. ๙๗/๒๕๕๗ และ ๑๐๓/ ๒๕๕๗ ที่จำกัดการนำเสนอเนื้อหาห้ามการวิพากษ์วิจารณ์ คสช. ห้ามนำเสนอข้อมูลที่ ก่อให้เกิดความขัดแย้ง และยังมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ออกตามมาให้อำนาจ กสทช. มาสั่งลงโทษสื่อมวลชน ที่นำเสนอเนื้อหาที่อาจจะเข้าข่ายเป็นความผิด โดยคุ้มครองให้ กสทช. ที่สั่งการลงโทษ สื่อมวลชนได้รับความคุ้มครองไม่อาจถูกฟ้องและไม่ต้องรับผิด ขณะเดียวกันทางตรงกันข้าม ประกาศเหล่านี้ก็ยังให้อำนาจ กสทช. สั่งให้โทรทัศน์ วิทยุ สื่อมวลชนทุกช่องต้องถ่ายทอด เนื้อหาตามที่ คสช. สั่ง ผลปรากฏก็ได้เป็นภาพที่มีคน ๆ หนึ่งนั่งพูดอยู่ทุกวันตอนเย็นที่ทุก ช่องต้องถ่ายทอดพร้อมกัน เป็นเวลาเกือบ ๕ ปีครับที่พรรคการเมืองทุกพรรค รวมถึงพรรค ของ ส.ส. ทุกท่านที่นั่งอยู่ในห้องนี้ถูกสั่งห้ามทำกิจกรรม ห้ามจัดประชุม ห้ามเคลื่อนไหว ห้ามดำเนินกิจการทางธุรการ และแม้จะมีการประกาศการเลือกตั้ง แม้จะเข้าสู่ฤดูกาล เลือกตั้ง มีกฎหมายการเลือกตั้ง ก็ยังมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ออกมาอีก ที่บอกว่าพรรค การเมืองไหนอยากจะทำกิจกรรมอะไร อยากจะรับสมัครสมาชิก อยากจะประชุมพรรค ต้องได้รับอนุญาตจาก คสช. เป็นรายกรณีไป ขณะที่หัวหน้า คสช. คนออกคำสั่งก็ลงสมัครรับ เลือกตั้งเช่นเดียวกัน เป็นเวลาเกือบ ๕ ปีครับที่เราอยู่ภายใต้คำสั่ง ๖๔/๒๕๕๗ ๖๖/๒๕๕๗ ที่ให้อำนาจทหารเข้าจับกุมประชาชน เกษตรกรรายย่อย รื้อถอนทำลายผลผลิตทางการ เกษตรและดำเนินคดี โดยอ้างว่าจะทวงคืนผืนป่า ทั้งที่เคยมีข้อตกลงหลายฉบับก่อนหน้านั้น ที่ตกลงให้ชาวบ้านสามารถทำกินได้ นับถึงวันนี้ยังมีชาวบ้านหลายคนไร้ที่อยู่อาศัย ไร้ที่ดิน ทำกิน และหลายคนยังต้องอยู่ในเรือนจำ ด้วยอำนาจของทหารตามประกาศคำสั่งเหล่านั้น อาจกล่าวได้ว่าระยะเวลามากกว่า ๕ ปี เสรีภาพการแสดงออก เสรีภาพการชุมนุม เสรีภาพสื่อ และเสรีภาพที่คนจะทำกิจกรรมทางการเมืองได้ภายใต้ยุคของ คสช. ไม่ได้มีอยู่เลย หรืออาจจะมีอยู่บ้าง ก็เพียงเท่าที่ คสช. อนุญาตให้มีเท่านั้นเอง และยังมีประกาศคำสั่งอีก หลายฉบับที่กระทบต่อประเทศและประชาชนในประเด็นอื่น ๆ ซึ่งผมจะขอให้ท่านผู้ชี้แจง ท่านต่อไปเป็นคนลงรายละเอียด ท่านประธานครับ หลังการทำรัฐประหารสิทธิการเข้าชื่อ เสนอกฎหมายของประชาชนตามรัฐธรรมนูญถูกยกเลิกไป และกลับมามีอีกครั้งเมื่อมี รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เราจึงเริ่มทำกิจกรรมรวบรวมรายชื่อประชาชนเสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๑ แต่ในระหว่างการทำกิจกรรมของเราก็ถูกขัดขวาง เมื่อเราจะจัด กิจกรรม เราจะตั้งโต๊ะรวบรวมรายชื่อ เราจะจัดงานเสวนาในมหาวิทยาลัย ก็มีทหารเข้ามา สั่งห้าม ทำให้การทำกิจกรรมเป็นไปอย่างยากลำบาก จนเราสามารถรวบรวมรายชื่อ ประชาชนได้ ๑๓,๔๐๙ รายชื่อ และนำมาเสนอต่อสภาแห่งนี้เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๖๒ ใช้เวลาไปปีครึ่ง และเรารออยู่อีก ๒ ปีครึ่งกว่าที่ร่างฉบับนี้จะได้เข้าสู่ระเบียบวาระ การพิจารณา และได้มานำเสนอในวันนี้ครับ ตลอดระยะเวลา ๔ ปีเต็มที่เราทำกิจกรรมนี้ และเรียกร้องเพื่อให้ยกเลิกอำนาจพิเศษของทหารที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน แล้วเรา ก็รอคอยให้มีสภาจากการเลือกตั้งมาทบทวนอำนาจพิเศษเหล่านี้เสียที ประกาศคำสั่ง หลายฉบับก็ได้สิ้นผลไปด้วยตัวของมันเอง ประกาศคำสั่งหลายฉบับได้แปลงร่างไปอยู่ใน กฎหมายอื่น ๆ และประกาศคำสั่งหลายฉบับก็ถูกยกเลิกโดย คสช. ตัดสินใจยกเลิก ด้วยตัวเอง แต่หลายฉบับก็ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ และอีกหลายฉบับก็ออกมาตามหลังภายใน ช่วงเวลานั้นนะครับ ซึ่งเราอาจจะไม่ได้ยื่นขอยกเลิกมาด้วยตั้งแต่แรก เพราะว่าเมื่อเราเริ่มทำ กิจกรรมแล้วเราก็แก้ไขร่างของเราไม่ได้ แล้วมันก็ใช้เวลามานานกว่าจะมาถึงวันนี้ ดังนั้นหาก ท่าน ส.ส. ทุกท่านเห็นสมควรว่าถึงเวลาแล้ว ในเมื่อเรามีสภาจากการเลือกตั้ง ที่มรดกของ คณะรัฐประหารที่ทิ้งเอาไว้ควรจะต้องถูกหยิบยกขึ้นมาศึกษา ทบทวน และรื้อถอนสิ่งที่ตกยุค หมดสมัยออกไปจากระบบกฎหมายของเราเสียที ก็ขอให้ท่านช่วยกันรับร่างฉบับนี้เอาไว้ พิจารณาในวาระแรก และเมื่อเข้าสู่วาระที่ ๒ หากในร่างมีประกาศคำสั่งฉบับใดที่ไม่ได้ อัปเดต (Update) ถึงที่สุด หรือว่ายังมีความไม่สมบูรณ์ในทางเทคนิคบ้าง เรามาช่วยกัน ทำงาน เพื่อแก้ไขให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่อไปนะครับ เพราะว่าประกาศและคำสั่งเหล่านี้ ถ้าหากสภาที่มาจากการเลือกตั้งไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบ ไม่แก้ไข หรือไม่ยกเลิก รัฐธรรมนูญ มาตราสุดท้าย ๒๗๙ ก็จะรับรองให้มีผลบังคับใช้ตลอดไปได้จนชั่วลูกชั่วหลาน ท่านประธานครับ ไม่ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะอ้างเหตุผลใดเพื่อเข้าทำรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๕๗ และไม่ว่าจะอ้างเหตุผลใดเพื่อออกประกาศคำสั่งให้อำนาจทหารมาจำกัดสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เหตุผลเหล่านั้นนับถึงวันนี้ไม่มีอยู่แล้ว สถานการณ์ บ้านเมืองเปลี่ยนไปแล้ว ไม่เหตุผลใดต่อไปที่จะต้องคงประกาศคำสั่งอำนาจพิเศษเหล่านี้ เอาไว้ ที่ยังหลงเหลืออยู่ก็เพียงแต่คำถามว่าสังคมไทยจะเดินหน้าต่อไปด้วยกันอย่างไร เราจะ อยู่กันโดยใช้ประกาศคำสั่งของคณะรัฐประหารเป็นหลักในการปกครองประเทศ หรือเราจะกลับสู่ระบอบกฎหมายปกติที่กฎหมายมีที่มาอันชอบธรรมจากองค์กรที่มาจาก ประชาชน ผ่านการขบคิด ผ่านการถกเถียง ผ่านตัวแทนที่มีความหลากหลาย ผ่านการมี ส่วนร่วม และสามารถตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหารได้ เพื่อให้เราอยู่ในสังคมที่ กฎหมายมีความสัมพันธ์กับประชาชน ออกโดยองค์กรที่มีความชอบธรรมมีที่มาจาก ประชาชนและนำมาใช้บังคับกับประชาชนได้ ไม่ใช่กฎหมายเป็นเพียงคำสั่ง ข้อห้าม และ บทลงโทษที่ออกมาโดยคนที่มีอำนาจเท่านั้นครับ ขอเชิญท่านต่อไปครับ