วิโรจน์ ลักขณาอดิศร หารือความจำเป็นและความโปร่งใสในการใช้เงินทุนสำรองจ่ายตามมาตรา ๔๕ เปรียบเทียบกับงบกลางเพื่อกรณีฉุกเฉิน พร้อมชี้ให้เห็นความเสี่ยงจากการขยายเพดานงบกลางที่อาจนำไปสู่การใช้จ่ายโดยไม่มีการตรวจสอบอย่างรอบด้าน
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ ในการพิจารณาความจำเป็นของมาตรา ๔๕ ของ พ.ร.บ. วิธีการ งบประมาณ มีความจำเป็นที่ผมต้องนำเรียนท่านประธานและโยงไปถึงงบกลางในรายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นด้วย เพราะเป็นเรื่องที่ควบคู่กัน ผมย้อนประวัติศาสตร์ไปนิดหนึ่งครับท่านประธาน แต่เดิม พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ๒๕๐๒ ตามมาตรา ๒๙ ทวิ วงเงินของเงินทุนสำรองจ่ายกำหนดเอาไว้เพียง ๑๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ฟังดูเหมือนน้อยนะครับ แต่ ณ ขณะนั้นเราลองมาคำนวณในเชิงสัดส่วนดูครับ งบประมาณ รายจ่ายประจำปีของประเทศ ณ ขณะนั้นอยู่ที่ ๖,๗๐๐ ล้านบาท เจ้าเงินทุนสำรองจ่าย ที่วันนี้เป็น ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่วันนั้นเป็น ๑๐๐ ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนก็อยู่ที่ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณรายจ่ายที่วันนั้นมีอยู่ ๖,๗๐๐ ล้านบาท ปัจจุบันงบประมาณ รายจ่ายประจำปีอยู่ที่ ๓.๑ ล้านล้านบาท ดังนั้นมาตรา ๔๕ ของ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ แม้ว่าเราจะเห็นว่ามันเพิ่มขึ้นสูงถึง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่พอเทียบเป็นสัดส่วน กับงบประมาณรายจ่ายประจำปีก็จะอยู่ที่ ๑.๖ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันกับเดิม ท่านประธานครับ การมีอยู่ของเงินทุนสำรองจ่าย วัตถุประสงค์สำคัญก็คือเพื่อนำไปจ่าย ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนและในกรณีที่งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็นไม่เพียงพอ ซึ่งจะมีกระบวนการทางงบประมาณที่โปร่งใส่มากกว่างบกลางด้วยซ้ำ การเพิ่มงบกลางกลับเป็นความโปร่งใสที่น่าจับจ้องและน่าตรวจสอบมากกว่า ท่านประธาน ที่เคารพครับ เพราะในมาตรา ๔๕ กำหนดเอาไว้ว่าเมื่อได้จ่ายเงินไปแล้วให้ตั้งงบประมาณ รายจ่าย เพื่อชดใช้เงินทุนสำรองจ่ายที่จ่ายไปแล้วด้วย แล้วถ้าเกิดเราดูมาตรา ๔๙ ก็กำหนดให้ต้องรายงานการใช้จ่ายเงินทุนสำรอง โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาอีกด้วย ในขณะที่การใช้งบกลางในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น แม้ว่าจะต้อง จัดทำรายงานสรุปผลการปฏิบัติงาน และผลการใช้จ่ายแจ้งสำนักงบประมาณ และรายงาน ต่อคณะรัฐมนตรี แต่ไม่ได้มีการกำหนดให้ต้องมีการรายงานให้กับสภาผู้แทนราษฎรทราบ และไม่ต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาอีกด้วย ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่เงินทุนสำรองจ่าย ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นที่น่าจับจ้องและต้องตรวจสอบคืองบกลางรายการเงินสำรอง จ่ายในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นมากกว่า ท่านประธานที่เคารพ ผมทานซ้ำนิดหนึ่งครับว่า หลักการในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ทุกคนถูกสอนมาว่าต้องอยู่ภายใต้หลัก ความเฉพาะเจาะจง เจตนารมณ์ที่แท้จริง คือไม่ต้องการให้รัฐบาลเผื่องบกลางในรายการ สำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเอาไว้มากนัก เพราะงบกลางก้อนนี้คือการตีเช็คเปล่า ให้กับนายกรัฐมนตรี ที่นายกรัฐมนตรีสามารถไปใช้จ่ายโดยที่ไม่ต้องรายงานให้กับสภาทราบ จากปี ๒๕๖๓ งบกลางก้อนนี้รายการเงินสำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นอยู่ที่ ๙๖,๐๐๐ ล้านบาท และมีการโอนมาเพิ่มเติมอีก ๘๘,๐๐๐ ล้านบาท รวมเป็น ๑๘๔,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๔ ตั้งไว้ ๙๙,๐๐๐ ล้านบาท เกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๖๕ ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท และยังได้รับสมทบมาจากการปรับลดงบประมาณอีก ๑๖,๓๖๒ ล้านบาท รวมแล้วปี ๒๕๖๕ มีงบกลางทะลุ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอีกแล้ว คือ ๑๐๕,๓๖๒ ล้านบาท ที่ผ่านมารัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ เจ้าตัวงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพิ่มขึ้นมา โดยตลอดครับ ปี ๒๕๕๖ ก่อนรัฐประหารแค่ ๗๓,๗๐๐ ล้านบาท ตอนนี้เพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ ปีปัจจุบันพอรวมเงินสมทบที่มาจากการปรับลดงบประมาณทะลุ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่ผม ได้นำเรียนท่านประธานไป ดังนั้น การมีอยู่ของเงินทุนสำรองจ่าย เจ้าตัว ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามมาตรา ๔๕ ผมเรียนตรง ๆ ว่ามีความจำเป็นและมีความโปร่งใสมากกว่าการยอมให้ รัฐบาลเพิ่มงบกลางในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น การยกเลิก มาตรา ๔๕ ในเรื่องของเงินทุนสำรองจ่าย ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทตัวนี้ ผมเรียนตรง ๆ ครับ ผมเดาใจ พลเอก ประยุทธ์ ได้ ถ้ายกเลิกตรงนี้ปุ๊บก็จะเปิดช่องให้ พลเอก ประยุทธ์ ไปเพิ่มเพดานวงเงินงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นอีก ไม่ใช่ว่า พลเอก ประยุทธ์ ไม่เคยทำนะครับ ปี ๒๕๖๓ ก็ทำมาแล้วนะครับ ขยับเพดานจาก ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๗.๕ เปอร์เซ็นต์มาแล้ว ก่อนที่ปี ๒๕๖๔ จะขยับลงไปเหมือนเดิม ดังนั้นการมีอยู่ของเงินทุนสำรองจ่าย ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามมาตรา ๔๙ ที่กำกับเอาไว้จะมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากกว่าการตีเช็ค เปล่าให้ พลเอก ประยุทธ์ ตั้งงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นในวงเงิน หรือในเพดานที่สูง เพราะนั่นเราจะตรวจสอบอะไรไม่ได้เลย รู้ทีก็คือผีถึงป่าช้าแล้ว ได้แค่รับรู้ แล้วก็ทำตาแบ๊ะ ๆ เท่านั้น ต้องย้ำให้ท่านประธานทราบว่าปัญหาที่แท้จริงของการใช้จ่าย งบประมาณที่เป็นการตีเช็คเปล่าของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ที่งบกลางรายการเงิน สำรองจ่ายในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ผมเสนอแนะอย่างนี้ครับว่าควรจะไปแก้ไขเพิ่มเติม ใน พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณนี้ละครับ ให้รัฐบาลรายงานผลการใช้จ่ายงบกลางให้กับสภา ผู้แทนราษฎรทราบ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อใช้จ่ายเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้วด้วย เพื่อให้ประชาชนได้ตรวจสอบ ติดตาม การใช้จ่ายงบประมาณงบกลางของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ว่าไปยกเลิกมาตรา ๔๕ แล้วเปิดช่องให้ พลเอก ประยุทธ์ ไปเพิ่มเพดานงบกลาง ผมคิด ว่านี่จะเป็นเรื่องของความไม่โปร่งใสและเป็นอันตรายกับประเทศชาติบ้านเมืองมากกว่า ขอบพระคุณครับท่านประธาน